'สว.สำรอง' บุก กกต. ทวงคดีฮั้ว สว.ปีที่ 3 ซัดมติ 4 ต่อ 3 เมินหลักฐานดีเอสไอ ชี้เจตนาเตะถ่วง–รอผลศาล รธน. ลั่นเข้าข่ายปล้นชาติ รอไม่ไหวฟ้องศาลแล้ว นัดไต่สวน 9 มี.ค.
21 ม.ค. 2569 - ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า กลุ่ม สว.สำรองนำโดย พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว เดินทางมาทวงถามความคืบหน้ากรณีการตรวจสอบข้อกล่าวหาการทุจริตเลือก สว. เมื่อปี 2567 โดยพล.ต.ท.คำรบ กล่าวว่า การบุกทวงถามครั้งนี้ถือเป็นปีที่ 3 นับตั้งแต่มีการเลือกตั้ง สว. เมื่อปี 2567 โดยกระบวนการตรวจสอบยังไม่คืบหน้าใดๆ แม้จะผ่านปี 2568 ไปทั้งปี และเข้าสู่ปี 2569 แล้วความล่าช้าที่ กกต. ดำเนินการตรวจสอบเรื่อง สว. นั้นล่าช้าเกินควรเป็นอย่างมา เราได้พยายามทวงถามความคืบหน้าจาก กกต. หลายครั้ง แต่ กกต. ไม่เคยให้คำตอบที่ชัดเจน โดยได้รับข้อมูลเพียงจากหน่วยงานอื่น เช่นกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และหน่วยงานตรวจสอบอื่นๆ เท่านั้น โดยเมื่อปลายปี 2568 โดยดีเอสไอ และอัยการมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาเบื้องต้น 8 คน ในคดีฟอกเงิน คดีพิเศษที่ 24/2568 และส่งหลักฐานที่เกี่ยวเนื่องกับการฮั้ว สว. มาให้ กกต. พิจารณาตามมาตรา 49 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วย กกต. แต่การประชุม กกต. เมื่อธ.ค. (มีกรรมการ 5 คน) มีมติ 3 ต่อ 2 เห็นควรนำหลักฐานมาประกอบสำนวนแต่ก็ยังไม่ดำเนินการเพราะมีบางท่านคัดค้านรั้งหน่วง ต้องการให้กกต.ชุดใหม่รายงานตัวก่อน
อย่างไรก็ตาม ในกลางเดือนม.ค.2569 เมื่อ กกต. ครบ 7 คน การประชุมใหม่กลับมีมติ 4 ต่อ 3 ไม่เห็นด้วยนำหลักฐานดีเอสไอ มาประกอบ "ปรากฏว่ามีมติ 4 ต่อ 3 คราวนี้กลับกลายเป็นไม่เห็นด้วยทราบว่าได้มีการถกเถียงกันพอสมควร แล้วเรื่องนี้ก็เป็นข้อกังขาเป็นอย่างยิ่งว่าเหตุใดกกต.เสียงส่วนใหญ่จึงไม่เห็นด้วยในการนำพยานหลักฐานที่สำคัญในคดีมาประกอบในสำนวน ซึ่งเรื่องนี้เราจะต้องตรวจสอบการทำงานของกกต.ต่อไป
สำนวนที่อนุกรรมการวินิจฉัยเสนอตั้งแต่17 ก.ย.2568 ยังค้างอยู่ แม้ครบ 90 วันตามระเบียบ กกต. ตั้งแต่ 17 ธ.ค. ก็ยังไม่ทราบว่าทาง กกต. ได้ใช้ระเบียบข้อไหนเพื่อขยายระยะเวลาเพิ่มเติม ทั้งที่ตัวเองเขียนระเบียบ เรียนว่ากกต.มีเจตนาพยายามเตะถ่วงอย่างชัดเจน จึงอยากให้กกต.รีบเร่งสรุปจำนวนในเรื่องนี้
นอกจากนี้ตนตั้งข้อสังเกตว่าความล่าช้านี้อาจรอผลศาลรัฐธรรมนูญวันนี้ (21 ม.ค.) ในคดีที่พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรี แทรกแซงการทำงานของดีเอสไอในคดีฮั้วสว. ซึ่งแน่นอนว่าผลจากคำพิพากษาอาจกระทบคดีฮั้วสว. ถ้าชี้วพ.ต.อ.ทวี กับนายภูมิธรรม มีส่วนบกพร่องในเรื่องของการเข้าไปแทรกแซงก็อาจจะมีคนนำไปขยายผลในกระบวนการสอบสวนของดีเอสไอ ที่รับเรื่องนี้เป็นคดีพิเศษ รวมถึงกกต.ด้วย เรื่องนี้ถือว่าเป็นการปล้นชาติปล้นแผ่นดิน เพราะฉะนั้นอย่าปล่อยให้บุคคลเหล่านี้ลอยนวลไปได้ พวกเราจะเป็นสว.หรือไม่ ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ
โดยวันนี้มีหนังสือ 1 ฉบับ เพื่อขอนัดประธานกกต.เข้าพบเผื่อจะให้ท่านอธิบายด้วยวาจาว่ามีรายละเอียดเหตุผลอย่างไร หากเราพอเข้าใจได้ เราก็จะรับฟัง แต่ถ้าหากว่าไม่มีเหตุผลเพียงพอ ก็เราก็ขอสงวนสิทธิที่จะไปดำเนินการในช่องทางที่พิทักษ์สิทธิของเรา
ประเด็นที่ 2 เราทำหนังสือถึงกกต. 7 ท่าน นอกจากประเด็นมติ 4 ต่อ 3 ก็ขอให้เร่งรัดดำเนินการในส่วนคดีฮั้วสว.ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกกต. ซึ่งจำได้ว่ามีผู้ถูกกล่าวหาแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มที่ 1 มีจำนวน 91 คน เป็นกลุ่มผู้บริหารพรรคการเมืองที่ไม่ได้เป็นสว. และกลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มสว. 138 คน
โดยในกลุ่ม 91 คน เนื่องจากว่าเป็นกลุ่มที่จะต้องถูกดำเนินการต่อในเรื่องความผิดคดีอาญา เพราะเขาไม่ได้เป็นสว. ซึ่งในส่วนนี้ขอให้กกต.ดำเนินการเป็นไปตามพยานหลักฐาน โดยเฉพาะที่ดีเอสไอส่งมาให้
ขณะที่ส่วนในกลุ่มของ 138 สว. นั้นที่ผ่านมามีความชัดเจนโดยปราศจากข้อสงสัยซึ่งมีทั้งรายชื่อ และหมายเลขของ 138 คนปรากฏอยู่ในโพยจำนวนหลายสิบใบ ตลอดจนพฤติการณ์ว่าใครอยู่ที่ไหน หรืเป็นหลักฐานอันปราศจากข้ออันควรสงสัยมีกระบวนการโกงหรือทุจริตจากการเลือกสว. ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 62 ว่าถ้าหากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า กกต.จะต้องส่งศาลฎีกาเพื่อเพิกถอนสิทธิการเลือกของผู้นั้นเสีย เพราะฉะนั้นแล้วถ้าหากว่ากกต.จะไปบิดพลิ้วว่าหลักฐานคดีอาญาเพียงพอหรือไม่นั้น โดยก่อนหน้านี้พวกเราได้มีความเห็นว่ากกต.รีรอส่งคดีไปศาลฎีกา เพราะรอคำสั่งคดีศาลรัฐธรรมนูญ กรณีนายภูมิธรรม และพ.ต.อ.ทวี ในวันนี้ว่าชอบหรือไม่ชอบ จากนั้นกกต.ก็จะตีความว่าพยานหลักฐานไม่สามารถไปดำเนินคดี หรือรับฟังได้ทางกระบวนการป. วิอาญาฯ แต่อย่างไรก็ตามในมาตรา 62 หลักฐานอันพอควรเชื่อได้แล้ว ดังนั้น กกต.จะต้องไม่ละเลยและเพิกถอนสิทธิการเลือกของสว.138คน ขอย้ำว่าไม่มีทางเป็นอย่างอื่น
เมื่อถามว่าวันนี้มีความหวังต่อการตรวจสอบของกกต.หรือไม่ พล.ต.ท.คำรบ กล่าวว่าเรายังคาดหวังในทางบวกอยู่โดยเฉพาะเมื่อมีประธานกกต.ท่านใหม่มา รวมทั้งกกต.เก่า 3 ท่าน ที่มีมติให้ดำเนินคดี เราเชื่อมโนธรรมท่านอยู่ว่าจะไม่สามารถละเลย ไม่มีหลักตรรกะวิทยาใจเลยว่าพวกนี้ไม่ผิดเลย
นอกจากนี้ขอฝากถึงพี่น้องประชาชนทุกคนจับตาติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด ว่าเรื่องนี้ใช่ยิ่งกว่าใช่ แต่ถ้าหากว่าวันนี้มีแค่กกต. 7 ท่านที่บอกว่าไม่ใช่ คงจะต้องตอบคำถามของประชาชนและสังคม เรียนว่าบ้านนี้เมืองนี้ใช่ของพวกเราคนเดียวแต่เป็นของพวกเราทุกคน ซึ่งที่ผ่านมาสว. กลุ่มนี้ก็พยายามที่จะเลือกผู้ที่มาทำหน้าที่องค์กรอิสระจำนวนเกินกว่าครึ่งแล้ว แต่ก็ยังคงมีอีกส่วนหนึ่ง ถ้าหากว่าเราสามารถทำให้เข้ารูปเข้ารอยได้การปรับปรุงการพัฒนาประเทศผ่านกฎหมายต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศเราก็จะไม่ตกอยู่ภายใต้ควบคุมของบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือกลุ่มใดโดยอภิสิทธิ์ เป็นเรื่องของคนไทยสังคมไทยทั้งมวล
นายพงศกรณ์ ตั้งกิตติ์ตระกูล สว.สำรอง กลุ่ม 2 กฎหมายแลกระบวนการยุติธรรม กล่าวว่า เนื่องจากเรารอความหวังว่าจะได้รับความยุติธรรมจากกกต.มานานกว่า 1 ปี 7 เดือนแล้ว ทั้งที่ทุกคนรู้ว่าการเลือกสว.ที่มองจากดาวอังคารยังรู้ว่าโกงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อีกทั้งมีผลการสืบสวนสอบสวนโดยคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนชุดที่ 26 ที่มีการแจ้งข้อกล่าวหากับสว. 138 คน รวมผู้ร่วมกระทำผิด 91 คน แต่เรื่องนี้จนถึงตอนนี้กลับยังไม่เข้าที่ประชุมกกต.ใหญ่และยังไม่ส่งศาลฎีกา จึงถามว่าความยุติธรรมอยู่ตรงไหน ดังนั้นตนรอการดำเนินการของกกต.มาเนิ่นนานแล้วจึงต้องใช้สิทธิตัวเองฟ้องสว.ตัวจริง 7 คน ที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาว่าฮั้วสว. ต่อศาลจังหวัดนนทบุรี ในข้อหากระทำผิดพ.ร.ป.การได้มาซึ่งวุฒิสภา มาตรา 77(1) ซึ่งศาลรับฟ้อง และนัดไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 9 มี.ค. 2569 เวลา 13.30 น. และยังขอศาลออกหมายเรียกเอกสารการสืบสวนสอบสวนของคณะกรรมการสืบสวนฯ ชุดที่ 26 ที่มีการแจ้งข้อหา 138+91 คน มาประกอบด้วย วันนี้จึงมาติดตาม ซึ่งก็มีผอ.สำนักบางท่านแจ้งว่า สำนวนยังไม่เสร็จสิ้น ตนจึงถามกลับว่าตนมาขอคำวินิจฉัยของชุดที่ 26 การบอกว่ายังไม่แล้วเสร็จนั้นตนไม่เห็นด้วย
นายพงศกรณ์ กล่าวต่อว่า ส่วนมีรายงานข่าวว่า มีมติ 4 ต่อ 3 ไม่รับพยานหลักฐานซึ่งมาจากกรมสอบสวนคดีพิเศษซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญอย่างมากนั้น ตนไม่เห็นด้วยกับมติดังกล่าวและคิดว่าประชาชนก็คงไม่เห็นด้วย ตนจึงขอต่อศาลจังหวัดนนทบุรี ออกหมายคำสั่งขอทราบว่าใครเป็นผู้ลงมติ 4 ต่อ 3 เพื่อเพิ่มเข้าไปในสำนวนการฟ้องศาลของตนด้วย
“ผมยังได้ทำหนังสือ มาทวงถาม ต่อกกต.ว่าหากยังไม่เปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยหรือมติกกต. ผมก็จำเป็นต้องใช้สิทธิ์ในการฟ้อง 157 เพราะการกระทำของ กกตไม่มีทางใดเลยที่จะมองว่าเป็นเจตนาสุจริต มองอย่างไร ผมคิดว่าเป็นเจตนาทุจริตในเมื่อ คุณมีพยานหลักฐานที่มาจากหน่วยงานที่เชี่ยวชาญระดับประเทศ ท่านกลับไม่รับพยานหลักฐานนี้หรือ เพื่อวินิจฉัยว่ามีการกระทำความผิดหรือไม่" นายพงศกรณ์ กล่าวว่า และว่า ยืนยันว่าตนมีสิทธิ์ในการฟ้องศาล เพราะตามพ.ร.ป.การได้มาซึ่งสว. กำหนดว่าผู้สมัครตามมาตรา 88 เป็นผู้เสียหาย ซึ่งตนเป็นทั้งผู้สมัครและเป็นทั้งสว.สำรองจึงมีอำนาจฟ้องตามกฎหมาย อีกทั้งยังมีคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งมีผู้สมัครได้ฟ้องเอาไว้ ศาลก็ยืนยันว่า มีสิทธิ์ฟ้องคดีที่ศาลอาญาทั่วไปได้ ดังนั้นตนจึงขอเชิญสว. สำรองและผู้สมัครสว. ทุกท่านช่วยจองกฐินด้วยสามารถฟ้องร้องได้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
สส.บัญชีรายชื่อแห่รับหนังสือรับรองวันแรกคึกคัก!
สส.รับหนังสือรับรอง สส.บัญชีรายชื่อ วันแรกคึกคัก 'ประชาธิปัตย์ - กล้าธรรม' ส่งตัวแทนมา ขณะพรรคเล็ก มารับเอง กกต.
'โวยเรื่องนับคะแนน-ก้าวร้าว กกต.' ราเชนแจงปมปลด 'มงคลกิตติ์'
'ราเชน' รับหนังสือ สส. ขอบคุณ 1.7 แสนคะแนนดัน 'พรรคทางเลือกใหม่' เข้าสภา ยอมรับถูก 'ภูมิใจไทย' ชวนร่วมรัฐบาล ย้ำปม 'มงคลกิตติ์' ไม่ใช่ความขัดแย้งส่วนตัว แต่เป็นมติพรรคหลังเห็นต่างทางการเมือง
เอาแล้ว! 'สนธิญา' ยื่นกกต.สอบ 'นันทนา' แทรกแซงองค์กรอิสระ
'สนธิญา' ยื่นกกต.สอบ 'สว.นันทนา' ปมขอถอนแจ้งความคดีเลือกตั้ง อ้างเข้าข่ายแทรกแซงองค์กรอิสระ จี้ส่งศาลรธน.ชี้ขาดพ้นตำแหน่ง ซัด 'สมชัย' จัดเลือกตั้งจำลองดึงต่างชาติสังเกตการณ์เหมือนชักศึกเข้าบ้าน
กกต.สรุปยอดผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 37.8 ล้านคน คิดเป็น 71.42% บัตรเขย่งแค่ 3 ใบ
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ออกเอกสารชี้แจงข้อมูลการใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.) เป็นการทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ดังนี้
เด็กกล้าธรรมบอกทิศทางพรรคขึ้นกับ 'ธรรมนัส' ชี้นิ้ว!
'นเรศ' บอกทิศทาง 'กล้าธรรม' ขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่ ยันไร้งูเห่า สส.ทุกคนอยู่ข้าง 'ธรรมนัส' ปัดให้ความเห็นปมบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด เหตุอยู่ในขั้นตอนตรวจสอบ
'ภูมิใจไทย' พาเหรดรับหนังสือรับรองนัดรายงานตัวสภา 6 มี.ค.
'ภูมิใจไทย' ตบเท้ารับหนังสือรับรอง สส.ที่กกต. เตรียมเข้ารายงานตัวสภา 6 มี.ค. 'สิริพงศ์' โยน กกต.ตอบปมโมฆะ ปัดคุยโควตารัฐมนตรี-ไม่รู้โผ ครม. ย้ำดีลพรรคร่วมยังไม่จบ ชี้ชะตาทั้งหมดอยู่ที่นายกฯ

