'เทพไท' เฉลยแล้ว! ทำไม กกต.ถึงเร่งรับรอง สส.แบบปล่อยผี

05 มี.ค.2569 – นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิปพร้อมเนื้อหาในหัวข้อ “เหตุ กกต.รับรอง สส.แบบปล่อยผี” ระบุว่า นับว่าเป็นไปตามกระแสข่าว ที่ออกมาก่อนหน้านี้ว่า คณะกรรมการเลือกตั้ง หรือ กกต.จะประกาศรับรอง สส.ในระบบบัญชีรายชื่อ 100 คน และรับรอง สส.เขตที่เหลืออยู่อีก 4 เขต ในที่สุดคณะกรรมการเลือกตั้ง หรือ กกต. ประกาศรับรอง สส.ระบบบัญชีรายชื่อ ครบ 100 คนจริง ส่วน สส.ในระบบเขต รับรองเพียง 3 คนหรือ 3 เขต อีก 1 เขตคือเขต 2 สุพรรณบุรี ยังไม่ประกาศรับรอง จึงทำให้มี สส.ที่ผ่านการรับรองแล้ว ทั้ง 2 ระบบจำนวน 499 คน เกิน 95% ซึ่งรัฐสภาสามารถเปิดการประชุมได้ภายในเวลา 15 วัน เพื่อประกอบรัฐพิธี และเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรกับรองประธานสภาผู้แทนราษฎรอีก 2 ท่าน

นับว่าเป็นการประกาศรับรอง สส.ได้อย่างรวดเร็ว ของคณะกรรมการเลือกตั้งหรือ กกต. ชุดนี้ ทั้งที่กฎหมายให้ระยะเวลา 2 เดือน ยังเหลือเวลาอีก 1 เดือน ที่คณะกรรมการเลือกตั้ง สามารถจะพิจารณาดำเนินการรับรอง สส.ภายในกรอบของกฎหมายได้ แต่คณะกรรมการเลือกตั้ง เลือกจะใช้วิธีการรับรองทั้งหมดหรือที่เรียกกันว่า ปล่อยผีหรือรับรองยกเข่ง ถ้าหากเขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดสุพรรณบุรี ไม่มีปัญหาเรื่องการนับคะแนนก็เชื่อว่า คณะกรรมการเลือกตั้งหรือ กกต. คงจะประกาศรับรองครบ 500 คนไปแล้ว

สิ่งที่อยากจะตั้งข้อสังเกต ก็คือการทำหน้าที่ของคณะกรรมการเลือกตั้งหรือ กกต. เปรียบเสมือนแค่ผู้จัดการเลือกตั้ง ไม่สามารถทำหน้าที่กลั่นกรอง ตรวจสอบวินิจฉัยว่า การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรมหรือไม่ แม้ว่าก่อนการเลือกตั้งจะมีปรากฏการณ์ให้เห็นเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง หรือการกระทำผิดกฏหมายเลือกตั้ง เช่น การซื้อเสียง มีกระแสข่าวพูดถึงการซื้อเสียงกันอย่างกว้างขวาง และพูดได้ว่า มีการซื้อเสียงทุกเขตเลือกตั้งด้วยซ้ำไป

แต่ กกต.ไม่ได้ใช้กลไกทางกฎหมายจัดการบุคคล หรือผู้สมัครที่ซื้อเสียงได้เลย และไม่สามารถพิจารณาในรายละเอียดของผู้สมัคร หรือผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งว่า บุคคลใดเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฏหมายเลือกตั้งบ้างหรือไม่ ทั้งที่กฎหมายได้เปิดช่องให้พิจารณาโดยใช้หลักว่า “มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า” ผู้ใดกระทำผิดกฏหมายเลือกตั้ง ก็สามารถให้ใบเหลือง ใบส้ม หรือใบแดงได้ แต่ กกต.ก็ไม่เลือกที่จะทำเช่นนั้น กลับเลือกวิธีการ รับรองเหมารวมหรือเหมาเข่ง เพื่อไปพิจารณาความผิด หรือที่เรียกกันว่าสอยภายหลัง ในระยะระยะเวลา 1 ปี

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ กกต.ไม่กล้าจะให้ใบเหลือง ใบส้ม ใบแดง ก่อนการรับรองได้ ก็น่าจะมาจากเหตุการณ์เมื่อการเลือกตั้งปี 2562 ที่ กกต.เคยให้ใบส้มผู้สมัคร สส.รายหนึ่งที่จังหวัดเชียงใหม่ และในที่สุดผู้สมัคร สส.รายนั้น ยื่นฟ้องศาล จนศาลมีคำตัดสินว่า ไม่เป็นความผิดและให้ กกต.ชดใช้ค่าเสียหาย เป็นเงินจำนวน 70 ล้านบาท จึงทำให้ กกต.ชุดหลัง เกิดอาการเกรงกลัว หรือหวาดผวา หรือแหยงขยาด ไม่กล้าให้ใบเหลือง ใบส้ม ใบแดงกับผู้สมัคร สส. หรือผู้ได้รับการเลือกตั้งคนใด เพราะเกรงว่าจะเกิดความผิด และจะต้องชดใช้ภายหลัง จึงใช้วิธีการรับรองไปก่อนแล้วค่อยสอยภายหลัง ค่อยรวบรวมพยานหลักฐาน เสนอยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกเลือกตั้ง พิจารณาให้ใบเหลือง ใบส้ม หรือใบแดง เพราะถ้าหากเป็นคำตัดสินของศาล ผู้เสียหายก็ไม่สามารถฟ้องร้องเอาผิดกับ กกต.ได้

จึงเป็นทางออกของ กกต. ที่เลือกเอาวิธีเซฟตัวเอง หรือเอาตัวรอดไว้ก่อน จึงเป็นที่มาของการทำงานของ กกต.เหมือนกับฝ่ายธุรการ ไม่กล้าวินิจฉัย ไม่กล้าตัดสินใจ และไม่กล้าจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งเลย จึงทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยที่สังคมสิ้นหวัง และไม่ได้ทำหน้าที่องค์กรอิสระอย่างแท้จริง และไม่สามารถอำนวยการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมได้ นับว่าผิดเจตนารมณ์ของการมี กกต. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระในการจัดการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ภูมิใจไทยยิ่งผยอง! แนะ 'พท.-กธ.-ปชน' ดัดหลัง งดโหวตเลือกนายกฯ คะแนนไม่ถึง 250 เสียง ชื่อ 'อนุทิน' ตก

เทพไท ระบุเมื่อผลการเลือกตั้งสส.ปรากฏว่า พรรคภูมิใจไทยได้รับเลือกตั้งเป็นอันดับ1 มีส.ส.จำนวน 193 คนได้รับชัยชนะอย่างท้วมท้น จนทำให้แกนนำพรรคทะนงตัว

กกต. ประกาศรับรอง 396 สส.แบ่งเขต เดินหน้าเข้าสภาฯ หากพบปัญหาสอยทีหลังได้

กกต. มีมติประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตทั้ง 396 เขตเลือกตั้งตามที่สำนักงานเสนอหลังได้รับรายงานผลการตรวจสอบและรับฟังรายงานจากผู้ตรวจการเลือกตั้งแล้วว่ว่าการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม