“ดร.ณัฏฐ์” ชี้ เกมคดีฮั้ว สว. “ยังไม่จบ” ส่งคนของตนเองไปนั่งเป่าคดีพัวพันคดีอาญา ปม กกต.ถูกฟ้องศาลอาญาคดีทุจริต กระทบต่อมติวินิจฉัยชี้ขาดที่ประชุมใหญ่ กกต.
13 มีนาคม 2569 - สืบเนื่องจากกระแสข่าว คดีฮั้ว สว.ที่คณะอนุกรรมการวินิจฉัย กกต.คณะที่ 36 มีมติ 5 ต่อ 2 วินิจฉัย ผู้ถูกกล่าวหา 229 คนไม่กระทำฝ่าฝืน พรป.สว.มาตรา 77(1) นั้น
ล่าสุด “ดร.ณัฏฐ์“ หรือ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ได้ให้ความเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะและกล่าวว่า กระบวนการสืบสวนและไต่สวนในคดีฮั้ว สว. (สำนวนกลาง ที่ 87 สว.10/2568) เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 224วรรคหนึ่ง (2)ประกอบ พรป.กกต.มาตรา 42 วรรคหนึ่ง และระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวนและการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ.2561 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม
ในการสืบสวนและการไต่สวน วินิจฉัยชี้ขาด เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ขั้นตอนและวิธีการ ตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวนและการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ.2561 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม โดยกำหนดกระบวนการสืบสวนและไต่สวน กลั่นกรอง และวินิจฉัยชี้ขาด เป็น 3 ชั้น
ชั้นที่หนึ่ง คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชั้นที่สอง คณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ และชั้นที่สาม ที่ประชุมใหญ่ กกต. ไม่รวมถึงการประมวลเรื่องของเลขาธิการ กกต.หรือรองเลขาฯ โดยการกลั่นกรองแต่ละชั้นและวินิจฉัยชี้ขาดใช้มติเสียงข้างมาก โดยแต่ละชั้นอาจใช้ดุลพินิจทำความเห็นชี้ขาด โดยมติเสียงข้างมาก “ยืน” “ยก” “กลับ” “แก้” เทียบเคียงกับกระบวนการยุติธรรมในศาลยุติธรรมคล้ายโมเดลเดียวกัน โดยที่มติที่ประชุมใหญ่ กกต.เป็นที่สุด
มติ 5 ต่อ 2 ในชั้นที่สองคณะอนุกรรมการวินิจฉัย“ยังไม่เป็นที่สุด” ยังคงเหลือในชั้นที่ประชุมใหญ่ กกต. โดยระเบียบฯต้องรายงานความเห็นให้ กกต.ทราบภายใน 7 วัน ในชั้นประชุมใหญ่ กกต.มีเวลาพิจารณาสำนวนและทำความเห็น ก่อนลงมติชี้ขาด 90 วัน
แต่แนวโน้ม กกต.จะวินิจฉัยชี้ขาด ก่อนที่จะมีการแต่งตั้ง คณะรัฐมนตรี อนุทิน 2 เพราะหลายคนตกเป็นผู้กล่าวหาในคดีฮั้ว สว. มีปัญหาเกี่ยวกับ “จริยธรรมร้ายแรง” ที่ฝ่ายค้านตั้งป้อมเช็คบิล ไม่ว่าจะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือใช้ช่อง มาตรา 82 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 170 วรรคสาม ล่ารายชื่อ สส. 1 ใน 10 ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญสอยเรื่องคุณสมบัติ
แต่ปัญหาในการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯคณะที่ 36 เป็นเผือกร้อนในมือ เพราะในการแต่งตั้งจะต้องเป็นไป ระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวนและการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ.2561 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ข้อที่ 74 วรรคหนึ่ง “ต้องมีความเป็นกลางทางการเมือง” และ “มีความซื่อสัตย์เชิงประจักษ์”
หากย้อนกลับไปดูคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมกรรวินิจฉัย กกต.แต่งตั้งไว้แล้วจำนวน 35 คณะ ทำหน้าที่กลั่นกรองสำนวนและทำความเห็น ก่อนเสนอต่อที่ประชุมใหญ่ กกต.
เจตจำนงในการทำหน้าที่คณะอนุกรรมการวินิจฉัยที่มีจำนวนมากถึง 35 คณะ โดยสำนวนคดีเลือกตั้วหรือการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ไม่อาจล็อคสเปกสำนวนไว้ล่วงหน้าได้ โดยใช้องค์กรกลั่นกรอง(ชั้นที่สอง) แบบ “สุ่ม”เพื่อป้องกันการวิ่งเต้นคดี หรือตั้งธงล่วงหน้า ส่งคนของตนเองไปบิดเบือนผลคดี ทำให้การสืบสวนและการไต่สวน ไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
แต่วิบากกรรมที่ กกต.และนายแสวง บุญมี ถูก สว.สำรอง รายหนึ่งฟ้องคดีต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ โดยอยู่ในชั้นตรวจฟ้อง หากตรวจดูคำฟ้องที่เผยแพร่ ฟ้องโจทก์ ข้อ 3.3 ระบุชัด ถึงพฤติการณ์กระทำของ กกต.และเลขาธิการ กกต.ใช้อำนาจโดยมิชอบ ร่วมกันใช้อำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ คณะที่ 36 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นความผิดอาญา ตาม พรป.ปปช.มาตรา 172 ประกอบ ปอ.มาตรา 157
หากย้อนดูพฤติกรรมของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯราย รตอ.ปิยะ รักสกุล ที่ปรากฎภาพทางสื่อ ยืนไหว้และรอต้อนรับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหารายที่ 187 หากย้อนตรวจสอบคุณสมบัติที่กำหนดไว้ ย่อมขาดความเป็นกลางในการกระทำหน้าที่ อันเป็นการแต่งตั้ง รตอ.ปิยะ ในการทำหน้าที่ไม่ชอบ ทำให้ผลการแต่งตั้งและการทำหน้าที่ทั้งคณะ ย่อมเสียไป ไม่ต่างจากผลไม้จากต้นไม้ที่เป็นพิษ แม้ราย รตอ.ปิยะ จะอ้างว่าวันหยุดไปดูการแข่งรถ แต่ย้อนแย้งกันกับภาพทางสื่อ เพราะจุดที่ยืนไหว้ ประชาชนทั่วไปไม่อาจเข้าถึงได้ เป็นไม้ตายและเชือกกล้วยมัดคอ ทำให้ไปเพิ่มน้ำหนักแก่โจทก์ในคดีอาญา ในแต่งตั้งไม่ชอบ ขัดต่อหลักการกลไกแบบสุ่มและตั้งคนของตนเองไปทำหน้าที่
หากย้อนไปดูกรณีศาลอาญาทุจริตฯยกคำร้อง ฝ่าย กกต.และเลขาธิการ กกต.ที่ขยายคำคำชี้แจงและส่งหลักฐานเข้าไปในสำนวน แม้ในชั้นตรวจฟ้อง แต่มีผลต่อการเพิ่มน้ำหนักในการรับคำฟ้องไว้ไต่สวนมูลฟ้องตามกระบวนการยุติธรรมของศาล
แต่ในแง่ชั้นเชิงคดี หากฝ่ายจำเลยยื่นคำชี้แจงเข้าไปในคดี เท่ากับยื่นดาบให้ฟันคอตนเอง
ในชั้นที่ประชุมใหญ่ กกต. เป็นเกมวัดใจ จะมีมติเสียงข้างมาก จะเชื่อความเห็นใคร ระหว่าง มติวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 หรือมติวินิจฉัยชี้ขาดความเห็นของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯคณะที่ 36 โดย กกต.อาจใช้ดุพินิจเป็นอื่น โดยป้องกันการถูกฟ้องคดีอาญาภายหลัง อาจ “กลับ” หรือ “แก้”ความเห็นได้
แม้ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย อาจดีใจเพียงชั่วคราว โดยผลงานหลักของ รตอ.ปิยะฯ เป่าคดี อาจขยับนั่งตำแหน่งอธิบดี DS แต่การใช้อำนาจอขององค์กรอิสระอย่าง กกต.ต้องเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายเป็นไปตามหลักนิติธรรม ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 3 วรรคสอง ต้องยึดหลักความเป็นธรรม ว่ากันตามพยานหลักฐาน มิใช่ใช้เทคนิควิธีการตั้งคนของตนเองไปเป่าคดีขัด ขัดต่อหลักความยุติธรรม เท่ากับเป็นการทำลายองค์กร ค้านสายตาคนไทยทั้งประเทศ จึงเกิดคำถามว่า มี กกต.ไว้ทำไม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ธีระศักดิ์' สว.ป้ายแดง แทน 'หมอเกศ' ยันไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด
'ธีระศักดิ์' เข้ารายงานตัวเป็น สว. แทน 'หมอเกศ' ยันไม่ฝักใฝ่การเมืองฝ่ายใด พร้อมทำหน้าที่ผลักดันกฎหมายเพื่อประโยชน์ประชาชน ขอไม่วิจารณ์ข่าวปล่อยผีคดีฮั้ว 229 คน อ้างเกินอำนาจหน้าที่
'โสภณ' เชื่อขรก.ยึดกม. ตอบสังคมได้ อย่ากังวลข่าวตีตก 'คดีฮั้ว สว.'
'โสภณ' เชื่อข้าราชการยึดหลักกฎหมายเป็นหลังพิง หลังมีข่าวชุดอนุฯ กกต. ยกคำร้อง 'คดีฮั้ว สว.' ขออย่ากังวลในยุคตรวจสอบ ต้องตอบคำถามสังคมได้
กกต. คิดให้ดี! มี 2 ทางเลือก หลังชุดอนุฯ ปล่อยผี 'คดีฮั้ว สว.'
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเรื่อง "ความผิดปกติของการตั้งอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36"
จับตา! เป่าคดี 'ฮั้ว สว.' จุดเริ่มต้น 'กินรวบ' การเมืองไทย
นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า เป่าคดีฮั้ว สว. จุดเริ่มต้นกินรวบการเมืองไทย
อนุกกต.ชี้229รายฮั้วสว.ไม่ผิด
กกต.ปล่อยผีฮั้ว สว.! คณะอนุกรรมการฯ มีมติ 5 ต่อ 2 ตีตกคำร้องสอบทุจริต ชี้ผู้ถูกกล่าวหา 229 คน
มติอนุ กกต. 5 ต่อ 2 ตีตกคำร้องฮั้ว สว. ชี้ 229 ราย ไม่มีมูลความผิด
คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ได้พิจารณา สำนวนการสอบทุจริตฮั้วการเลือก สว. ของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลางชุดที่ 26 ซึ่งเป็นคณะทำงานร่วมระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)

