'อภิสิทธิ์' ชำแหละนโยบายชายแดนใต้ฉบับปี 68-70 ใช้เนื้อหาเดิม กลับตั้งเป้าเหตุรุนแรงต้องสงบในปีหน้า

“อภิสิทธิ์” ซัดนโยบายดับไฟใต้ 68-70 ซ้ำรอยของเก่า ทั้งที่เลือดยังไหล-เหตุรุนแรงยังพุ่ง จี้รัฐบาลตอบให้ชัด มีอะไรรับประกันว่าสถานการณ์จะสงบได้ภายในปีหน้า ย้ำทางออกแท้จริงไม่ใช่แค่ปราบปราม แต่ต้องกล้าเผชิญ “คำตอบทางการเมือง-กระจายอำนาจ”

23 เมษายน 2569 - ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณารับทราบร่างนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2568-2570 ที่เสนอโดยสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยมีนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. เป็นผู้เสนอ ซึ่งมีสาระสำคัญของร่างนโยบายดังกล่าว อาทิ การเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้ประชาชน และผลักดันให้เกิดการยุติเหตุรุนแรงในพื้นที่โดยสมบูรณ์ภายในปี 2570 การบริหารจัดการความขัดแย้งตามหลักสันติวิธี และขับเคลื่อนกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย รวมถึงการขจัดเงื่อนไขที่เอื้อต่อการยกระดับความขัดแย้งเพิ่มเติมในพื้นที่ ตลอดจนการพัฒนาการอำนวยความยุติธรรมและการเยียวยาให้เป็นธรรม ทั่วถึง และขจัดเงื่อนไขความไม่เป็นธรรม เพื่อเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ

ทั้งนี้ ในช่วงการอภิปรายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีการแสดงความเห็นอย่างหลากหลาย โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดเหตุรุนแรงกว่า 20,000 ครั้ง และมีผู้เสียชีวิตเกือบ 8,000 ราย พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ในวันที่รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภา กลับกล่าวถึงเรื่องนี้น้อยมาก โดยเขียนไว้เพียงหลักการ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” เพื่อสร้างสันติสุขเท่านั้น

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เมื่อพิจารณาร่างนโยบายฉบับปี 2568-2570 เทียบกับฉบับปี 2565-2567 แทบไม่เห็นความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ เพราะเนื้อหาหลายข้อยังคงเหมือนเดิม เพียงสลับหมวดหมู่ใหม่เท่านั้น ที่สำคัญคือในส่วนของเป้าหมายผลสัมฤทธิ์และตัวชี้วัด กลับไม่มีคำอธิบายชัดเจนว่าจากการดำเนินงานที่ผ่านมาได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร เช่น ตัวชี้วัดเรื่องการสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 แต่ไม่ปรากฏข้อมูลเปรียบเทียบว่าก่อนหน้านี้สถานการณ์ดีขึ้นเพียงใด

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตัวชี้วัดบางประการตั้งไว้ต่ำเกินไป เช่น การกำหนดให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคใต้เพิ่มขึ้น ซึ่งอย่างน้อยควรอ้างอิงกับการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ หรือยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ให้ทัดเทียมจังหวัดอื่น ขณะเดียวกันยังตั้งคำถามถึงเป้าหมายที่ระบุว่าเหตุการณ์ความรุนแรงจะต้องสงบลงภายในปีหน้า ทั้งที่นโยบายยังเหมือนเดิม และยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าสถานการณ์ดีขึ้น

โดยอ้างอิงข้อมูลจากภาคประชาชน ภาคประชาสังคม และภาควิชาการ นายอภิสิทธิ์ระบุว่า แม้จะมีการใช้ปี 2560 เป็นฐานอ้างอิงว่าสถานการณ์เริ่มดีขึ้น แต่หลายฝ่ายวิเคราะห์ตรงกันว่าเป็นผลจากสถานการณ์โควิด-19 มากกว่า และหลังปี 2564 เป็นต้นมา ปัญหากลับเริ่มเพิ่มขึ้นอีก โดยเฉพาะช่วงปี 2565-2568 ที่จำนวนเหตุรุนแรงมีแนวโน้มสูงขึ้น

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า การจัดทำนโยบายที่แทบซ้ำกับหลายปีที่ผ่านมา ทั้งที่สถานการณ์ยังไม่มีตัวบ่งชี้ว่าดีขึ้นหรือกำลังเดินมาถูกทาง ย่อมต้องมีเหตุผลรองรับอย่างชัดเจน พร้อมย้ำว่า หากมองในเชิงประวัติศาสตร์ เงื่อนไขที่ซ้ำเติมปัญหามาจนถึงปัจจุบัน สะท้อนชัดว่าหัวใจของการแก้ปัญหาชายแดนใต้ คือการหาคำตอบทางการเมือง

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ช่วงที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีว่า รัฐบาลในขณะนั้นได้ริเริ่มกระบวนการพูดคุยที่ไม่เปิดเผย เพื่อวางรากฐานและกำหนดกรอบการเจรจา โดยมอบหมายบุคคลพลเรือนที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานความมั่นคงเป็นหัวหน้าคณะพูดคุย ก่อนที่รัฐบาลชุดต่อมาจะทำให้กระบวนการดังกล่าวเปิดเผยมากขึ้น และหลังจากนั้นสถานการณ์ความรุนแรงก็เริ่มลดลง

อย่างไรก็ตาม ภายหลังปี 2560 เป็นต้นมา กระบวนการดังกล่าวกลับไม่มีความคืบหน้า นายอภิสิทธิ์เห็นว่า เพราะการพูดคุยในลักษณะนี้ตามประสบการณ์สากลจำเป็นต้องมีเป้าหมายเป็นคำตอบทางการเมือง ไม่ใช่ถูกมองว่าเป็นเพียงการประวิงเวลาหรือการเจรจาเพื่อหาข่าว ขณะที่ภาครัฐยังคงใช้นโยบายการปราบปรามควบคู่กันไปในรูปแบบเดิม

“ถามว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันไม่ได้เขียนในนโยบาย แล้วการพูดคุยจะจริงจังแค่ไหน และแม้จะมอบหมายให้หัวหน้าคณะข่าวกรองไปพูดคุย คิดว่าการดำเนินการในลักษณะนี้จะสามารถสร้างความไว้วางใจในกระบวนการพูดคุยได้จริงหรือความกังวลสำคัญของฝ่ายที่เข้ามาเจรจาคือ หากฝ่ายรัฐไปพูดคุยเพื่อหาข่าว ก็ย่อมไม่เชื่อมั่นว่าจะนำไปสู่การหาคำตอบอย่างแท้จริง“นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวย้ำว่า คำตอบทางการเมืองที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือเรื่องการกระจายอำนาจ โดยควรหาทางออกบางอย่างที่จะทำให้พื้นที่ยังคงอยู่ในประเทศไทย ขณะเดียวกันประชาชนในพื้นที่สามารถรักษาอัตลักษณ์และวิถีชีวิตของตนเองได้อย่างสบายใจและกลมกลืน พร้อมชี้ว่า เป้าหมายสุดท้ายไม่ควรเป็นเพียงการทำให้เหตุการณ์ความรุนแรงเป็นศูนย์ เพราะอาจเกิดจากการกดทับ แต่ควรเป็นการทำให้พื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ที่ผู้คนต่างวัฒนธรรม ต่างเชื้อชาติ สามารถอยู่ร่วมกันในประเทศไทยได้อย่างกลมกลืน

นายอภิสิทธิ์ยังตั้งข้อสังเกตว่า ถ้อยคำเรื่องการกระจายอำนาจในนโยบายฉบับก่อนเขียนไว้ค่อนข้างดี โดยระบุว่าการพูดคุยเป็นวาระแห่งชาติ แต่ในร่างนโยบายฉบับนี้กลับหายไป และเหลือเพียงการพูดถึงการศึกษาแลกเปลี่ยนเพื่อหาความเป็นไปได้ในการกระจายอำนาจที่เหมาะสมกับพื้นที่ ภายใต้หลักการของรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นเงื่อนไขไปสู่การแบ่งแยกดินแดน

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ถ้อยคำดังกล่าวสะท้อนถึงความไม่จริงจังและความไม่เข้าใจต่อหลักการกระจายอำนาจ เพราะแทนที่จะมองว่าเป็นแนวทางสร้างความยั่งยืน กลับถูกวางกรอบในลักษณะป้องกันไม่ให้เป็นเงื่อนไขสู่การแบ่งแยกดินแดน อีกทั้งเป้าหมายการพูดคุยในวันนี้ยังถอยลงไปเหลือเพียงการหาข้อสรุปเรื่องกิจกรรมร่วมเพื่อสร้างสันติสุข และแสวงหาทางออกระยะยาวเท่านั้น

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขอตั้งคำถามต่อรัฐบาลว่า มีอะไรให้สังคมเชื่อมั่นว่า สิ่งที่ดำเนินมาตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ท่ามกลางเหตุรุนแรงที่เพิ่มขึ้น จะสามารถทำให้สถานการณ์สงบลงได้ภายในปีหน้า และหากรัฐบาลเชื่อว่าท้ายที่สุดต้องมีคำตอบทางการเมือง ก็จะจริงจังกับกระบวนการกระจายอำนาจ รวมถึงสร้างความเข้าใจกับประชาชนทั้งในและนอกพื้นที่อย่างไร

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ยก 'นายอำเภอ' หัวหอกดับไฟใต้ รัฐบาลมอบอำนาจ 14 อำเภอนำร่องชายแดนมาเลเซีย

รัฐบาลให้อำนาจ 14 นายอำเภอชายแดนใต้เต็มที่ “บิํกดุลย์” เผยเป็นหัวหน้าทีมคุม “ทหาร-ตร.-การศึกษา“ เชื่ออำเภอเป็นพื้นที่แตกหัก ย้ำต้องมองภาพสถานการณ์และข้อมูลข่าวเป็นเอกภาพ ทั้ง ส่วนกลาง-จังหวัด-พื้นที่

'กลาโหม' ชูสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์แทนไอโอ ถกแผน 14 อำเภอนำร่องดับไฟใต้

ประชุมแผนปฏิบัติ14อำเภอนำร่อง “ดับไฟใต้” วางเป้าหมาย 5 ด้าน งัด “สื่อสารเชิงยุทธศาสตร์”แทน“ ไอโอ” เน้นทิศทางเดียวกันบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง “บิ๊กดุลย์”ย้ำต้องนำไปใช้แก้ไขปัญหาได้จริง การสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์

'พล.ต.เทพพิทักษ์' นำคณะตรวจฐานสุคิริน เตรียมพร้อมก่อนรับตำแหน่ง ผบ.ฉก.นราธิวาส

ฉก.พัน.ร.ที่ 3 ให้การต้อนรับ พล.ต. เทพพิทักษ์ นิมิตร รอง มทภ.1 และคณะฯ ในโอกาสเดินทางมาตรวจภูมิประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ณ ฐานปฏิบัติการพระตำหนักสุคิริน บ.ราษฎร์สามัคคี ต.สุคิริน อ.สุคิริน จว.นราธิวาส

ภาคประชาสังคมชง 'ดับไฟใต้' 16 ข้อ ยึดปชช.ศูนย์กลาง

ดร.อังคาร กาญจนเพชร ประธานสมัชชาพลเมืองพหุวัฒนธรรมชายแดนใต้ เปิดเผยว่า วันที่ 20 ก.ย. ที่ผ่านมา สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับสภาประชาสังคมชายแดนใต้

ศาลสั่งจำ คุก6เดือน 2แก๊งกู้ชาติปัตตานี

ศาลนราธิวาสสั่งจำคุก 6 เดือน สองหนุ่มสมาชิก “ขบวนการกู้ชาติรัฐปัตตานี” รับสารภาพคดีอั้งยี่ เอี่ยวเหตุระเบิดปั๊มน้ำมัน ปตท.ตันหยงมัส เมื่อต้นปี ศาลอุทธรณ์ให้ประกันตัวติด EM

'วรศิษฎ์' ลงนราธิวาส ติดตามเหตุบึ้มรถ อส. สุคิริน เยี่ยมให้กำลังใจผู้บาดเจ็บ

“อนุทิน” มอบหมาย “วรศิษฎ์” ลงนราธิวาส ติดตามเหตุลอบวางระเบิดรถบรรทุกสมาชิก อส. กำชับดูแลเยียวยาครอบครัวผู้สูญเสียเต็มที่ตามสิทธิทันที พร้อมเยี่ยมให้กำลังใจ สมาชิก อส. ที่ได้รับบาดเจ็บทุกนาย