ดีอี แจงข่าวจริง 'ETDA ออกกฎใหม่ ยิงโฆษณาในสื่อโซเชียล ต้องสแกนหน้า-ยืนยันตัวตนก่อน' ช่วยตัดช่องทาง 'สแกมเมอร์' หลอกลวง ปชช.

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน

ทั้งนี้ ในวันที่ 7 มิถุนายน 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 130,496 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 4,716 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 4,714 ข้อความ ตามมาด้วยช่องทาง Line Official 2 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 24 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 12 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็น ข่าวจริง 3 เรื่อง ข่าวปลอม 3 เรื่อง และข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง ได้แก่

อันดับที่ 1 ข่าวจริง เรื่อง สภาผู้บริโภคเตรียมยื่นฟ้องเฟซบุ๊ก ประเด็นการปล่อยโฆษณาหลอกลวงและมิจฉาชีพบนแพลตฟอร์ม

อันดับที่ 2 ข่าวจริง เรื่อง ETDA ออกกฎใหม่ ยิงโฆษณาในสื่อโซเชียล ต้องสแกนหน้า-ยืนยันตัวตนก่อน

อันดับที่ 3 ข่าวปลอม เรื่อง ผลิตภัณฑ์ MMC Liv Plus มีสรรพคุณฟื้นฟูตับ และช่วยลดไขมันในตับ

อันดับที่ 4 ข่าวจริง เรื่อง ผู้ที่ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไม่สมบูรณ์ สามารถลงทะเบียนใหม่ได้

อันดับที่ 5 ข่าวบิดเบือน พับหูข้างละ 50 ครั้ง ทำทั้ง 2 ข้าง ช่วยบรรเทาอาการปวดกลางหลัง ปวดหัว สมองไม่โล่ง

อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง กระทรวงแรงงาน เปิดรับแรงงานไปทำงานเกษตรที่ประเทศออสเตรเลีย ผ่านเฟซบุ๊ก ศุภลักษณ์ ลาวเครือ

อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง รับจองคิวทำและต่อใบขับขี่ ผ่านบัญชี TikTok ชื่อ user8615842554429

สำหรับข่าวที่น่าสนใจ คือ เรื่อง “ETDA ออกกฎใหม่ ยิงโฆษณาในสื่อโซเชียล ต้องสแกนหน้า-ยืนยันตัวตนก่อน” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบประกาศราชกิจจานุเบกษา(https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/113758.pdf) ยืนยันว่าเป็น “ข่าวจริง”

ทั้งนี้ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ ประกาศคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง มาตรการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สำหรับผู้ใช้บริการสื่อสังคมออนไลน์ (ฉบับที่ 2) เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 กำหนดให้แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ เช่น Facebook, Instagram, TikTok และแพลตฟอร์มอื่น ๆ ต้องตรวจสอบและยืนยันตัวตนของผู้ลงโฆษณาก่อนเผยแพร่โฆษณา เพื่อป้องกันการนำแพลตฟอร์มไปใช้ในการหลอกลวงหรือก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี

ขณะเดียวกันกำหนดให้ผู้ลงโฆษณาจะต้องยืนยันตัวตนด้วยเอกสารที่เชื่อถือได้ เช่น บัตรประชาชน หนังสือเดินทาง หรือเอกสารรับรองนิติบุคคล รวมถึงอาจใช้ระบบยืนยันตัวตนทางดิจิทัลตามมาตรฐานที่กำหนด

นอกจากนี้ ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มต้องจัดเก็บข้อมูลของผู้ลงโฆษณาและข้อมูลติดต่อที่จำเป็น เพื่อให้สามารถตรวจสอบและติดตามตัวบุคคลได้หากเกิดปัญหาหรือมีการกระทำผิดกฎหมาย โดยต้องเก็บข้อมูลดังกล่าวไว้อย่างน้อย 90 วันหลังสิ้นสุดการใช้บริการโฆษณา

มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการโฆษณาออนไลน์ และช่วยลดปัญหาการหลอกลวงประชาชนผ่านช่องทางดิจิทัล

อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด

หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่

- เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com

- Line ID: @antifakenewscenter

- Facebook : Anti-Fake News Center Thailand

- X : @AFNCThailand

- TikTok : @antifakenewscenter

- IG : afnc_thailand/

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดีอี ลุยสกัดเว็บพนันออนไลน์รับ 'บอลโลก 2026' 8 เดือน ปิดกั้นแล้ว 6.73 แสน URLs

กระทรวงดีอี ได้ดำเนินการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URL ที่เกี่ยวข้องกับการพนันผิดกฎหมาย ตามคำสั่งศาล และประสานความร่วมมือกับแพลตฟอร์ม ในปีงบประมาณ 2569 ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2568 – 31 พฤษภาคม 2569 (ระยะเวลา 8 เดือน)

ดีอี เตือนข่าวปลอม 'กดรับเงินไทยช่วยไทยพลัส 900 บ./วัน ผ่านลิงก์ SMS' เสี่ยงสูญเงิน-ข้อมูลส่วนบุคคล

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน

ดีอี เร่งรัดกระบวนการคืนเงินผู้เสียหายจาก 'สแกมเมอร์' เตรียมพร้อมรับกฎกระทรวงฯ มีผลบังคับใช้ 12 ส.ค.69 นี้

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) มอบหมาย นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตาม พ.ร.ก.มาตรา 13 ครั้งที่ 2/2569 โดยมีนายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ อาคารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

รมช.ดีอี สั่งการ 'AFNC' สกัดข่าวปลอม 'โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40)' เตือน ปชช. ระวัง SMS-ลิงก์ปลอม หลอกลงทะเบียน

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้ดำเนินการติดตาม ตรวจสอบ และเฝ้าระวังการกระทำของมิจฉาชีพที่แอบอ้างการลงทะเบียนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” เป็นช่องทางในการก่ออาชญากรรมออนไลน์ โดยตนได้สั่งการให้ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย (Anti-Fake News Center) หรือ AFNC ดำเนินมาตรการเชิงรุก ติดตาม ตรวจสอบ และเฝ้าระวังการแอบอ้างของมิจฉาชีพอย่างเข้มข้น

รมช.ดีอี แจงรุกปราบแอปเงินกู้เถื่อน-ดอกเบี้ยโหด ฟันแล้วกว่า 1,500 รายการ เตือน ปชช.ระวังโฆษณาชวนเชื่อ เช็กให้ชัวร์ก่อนใช้บริการ

นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยถึง กรณีการปราบปรามแอปพลิเคชันสินเชื่อเงินกู้ผิดกฎหมาย และเว็บไซต์หรือ URL ที่มีการเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินอัตรา ว่า กระทรวงดีอี มีการทำงานอยู่ 2 แนวทาง ได้แก่

รวบขาใหญ่ยากูซ่าคาสนามบิน หลอกโอนเงินกว่า 200 ล้านบาท ก่อนหนีซุกไทย

กองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ (บก.ปพ.) ร่วมกับ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย กองกำกับการสืบสวนสอบสวน (บก.สส.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจศูนย์ ACSC ร่วมกันควบคุมตัว นายทาคาฟุมิ (MR.TAKAFUMI) อายุ 31 ปี สัญชาติญี่ปุ่น เป็นบุคคลต้องห้ามตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 12(7) มีพฤติการณ์เป็นที่น่าเชื่อถือว่าเป็นบุคคลที่เป็นภัยต่อสังคมหรือจะก่อเหตุร้ายให้เกิดอันตรายต่อความสงบสุข