เปิดเกมใหม่ปราบสแกมเมอร์ไทย เมื่อ “ข้อมูลรัฐ” กลายเป็นอาวุธที่แท้จริง

 

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” และ “สแกมเมอร์ข้ามชาติ” กลายเป็นภัยเงียบที่กัดกร่อนกระเป๋าเงินคนไทยไปทีละน้อย บางครอบครัวสูญเงินเก็บทั้งชีวิตเพียงเพราะคลิกลิงก์ผิด บางคนถูกหลอกให้โอนเงินลงทุนในแอปพลิเคชันปลอมที่ดูน่าเชื่อถือราวกับธนาคารจริง ตัวเลขความเสียหายสะสมของประเทศจึงพุ่งสูงจนกลายเป็นวาระแห่งชาติ


แต่ในช่วงกลางปี 2569 มีสัญญาณบวกที่น่าจับตา เมื่อกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ออกมาเปิดเผยว่า มูลค่าความเสียหายจากสแกมเมอร์ในรอบ 4 เดือนที่ผ่านมาลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และเครื่องมือสำคัญที่ถูกยกให้เป็นพระเอกของเรื่องนี้ก็คือ กฎหมายฉบับหนึ่งที่หลายคนอาจไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน นั่นคือ “พระราชกฤษฎีกาการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ในความควบคุมดูแลของหน่วยงานของรัฐต่อหน่วยงานของรัฐแห่งอื่น พ.ศ. 2569”


พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2569 หลังราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระบรมราชโองการเมื่อวันที่ 29 มิถุนายนที่ผ่านมา ใจความหลักของกฎหมายคือ การกำหนดให้หน่วยงานรัฐมีหน้าที่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ในความดูแลของตนให้แก่หน่วยงานรัฐอื่นตามที่มีการร้องขอ เพื่อประโยชน์ในการเชื่อมโยงข้อมูลสำหรับให้บริการประชาชนผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์


พูดง่าย ๆ คือ แต่เดิมข้อมูลของประชาชนที่กระจัดกระจายอยู่ในหน่วยงานต่าง ๆ เช่น ตำรวจ กรมสรรพากร กรมศุลกากร หรือกรมพัฒนาธุรกิจการค้า มักถูกเก็บแยกส่วนกันเป็น “ไซโล” ทำให้การตรวจสอบเส้นทางการเงินหรือความเชื่อมโยงของผู้ต้องสงสัยต้องผ่านขั้นตอนราชการที่ล่าช้า กฎหมายฉบับนี้จึงเข้ามาปลดล็อกให้หน่วยงานรัฐแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้รวดเร็วขึ้น โดยยังคงต้องอยู่ภายใต้กรอบการรักษาความปลอดภัยและสิทธิของเจ้าของข้อมูลตามที่กฎหมายกำหนด

มีความคืบหน้าล่าสุด โดยนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ระบุว่า ที่ผ่านมากระทรวงได้บูรณาการข้อมูลร่วมกับ 5 หน่วยงานหลัก ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 4 ของพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ให้สถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจเปิดเผยข้อมูลบัญชีธุรกรรมของบุคคลที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์

ผลลัพธ์คือมูลค่าความเสียหายจากสแกมเมอร์ในเดือนมิถุนายน 2569 อยู่ที่ประมาณ 530 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมีนาคม 2569 ที่เคยสูงถึงราว 2,111 ล้านบาท คิดเป็นการลดลงกว่า 1,581 ล้านบาท หรือประมาณ 74.89% ภายในเวลาเพียง 4 เดือน ถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนว่าการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้

รัฐมนตรีดีอียังระบุด้วยว่า เมื่อพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้มีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบ จะเปิดทางให้กระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานรัฐอื่นเพิ่มเติมได้อีก เช่น ข้อมูลศุลกากรจากกรมศุลกากร ข้อมูลภาษีจากกรมสรรพากร และข้อมูลการจดทะเบียนนิติบุคคลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งจะช่วยให้การสาวเส้นทางการเงินของขบวนการฉ้อโกงทำได้ครบวงจรมากขึ้น และสามารถติดตามเงินคืนให้ประชาชนได้ทันท่วงทีกว่าเดิม

ตัวเลขความเสียหายที่ลดลงในไทยเกิดขึ้นท่ามกลางบริบทที่ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้ขยายตัวเป็นภัยคุกคามข้ามชาติมานานหลายปี ฐานปฏิบัติการของกลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในประเทศไทย แต่กระจายตัวอยู่ตามแนวชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งฝั่งเมียนมา เช่น พื้นที่ท่าขี้เหล็กและเมียวดี ฝั่งกัมพูชา เช่น ปอยเปตและสีหนุวิลล์ รวมถึงเขตเศรษฐกิจพิเศษบางแห่งในลาว โดยมีเครือข่ายทุนจีนสีเทาเป็นผู้ควบคุมอยู่เบื้องหลังจำนวนมาก

สถิติจากสำนักงานตำรวจแห่งชาตินับตั้งแต่เปิดระบบแจ้งความออนไลน์ในเดือนมีนาคม 2565 จนถึงปลายเดือนกันยายน 2568 พบว่ามีการแจ้งความคดีออนไลน์รวมกว่าหนึ่งล้านเรื่อง มูลค่าความเสียหายสะสมทะลุแสนล้านบาท และในจำนวนนี้ส่วนใหญ่เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับขบวนการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมโดยตรง สอดคล้องกับที่หน่วยงานความมั่นคงระบุว่าปัญหานี้ทวีความซับซ้อนเกินกว่าประเทศใดประเทศหนึ่งจะรับมือได้โดยลำพัง จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างจริงจัง

ในช่วงต้นปี 2569 ที่ผ่านมา ปฏิบัติการกวาดล้างครั้งใหญ่ในพื้นที่สีเทาตามแนวชายแดน ทั้งการทลายฐานบัญชาการขนาดใหญ่และการปิดล้อมพื้นที่ปฏิบัติการ ทำให้เครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ต้องโยกย้ายฐานหนีการปราบปรามอยู่เรื่อย ๆ ไปยังพื้นที่ใหม่ตามแนวชายแดน สะท้อนลักษณะของปัญหาที่เหมือน “ไล่จับปลาไหล” มากกว่าจะแก้ที่ต้นตอได้เบ็ดเสร็จ ขณะเดียวกันภาคเอกชนอย่างผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือรายใหญ่ก็เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ด้วยมาตรการตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตและมือถือบริเวณรอยต่อชายแดนอย่างเข้มงวด ควบคู่กับการใช้ปัญญาประดิษฐ์ตรวจสอบความเสี่ยงของการลงทะเบียนซิมการ์ด

นอกจากนี้ ปัญหานี้ยังเป็นเรื่องที่ต่างประเทศให้ความสำคัญไม่แพ้กัน โดยฝ่ายไทยได้มีการหารือร่วมกับหน่วยงานของสหรัฐอเมริกาเพื่อยกระดับความร่วมมือด้านข้อมูลข่าวกรองและการสืบสวน หลังพบว่าประชาชนอเมริกันตกเป็นเหยื่อของขบวนการเหล่านี้มูลค่าความเสียหายมหาศาลในแต่ละปี และฐานปฏิบัติการหลักยังคงกระจุกตัวอยู่ในภูมิภาคอาเซียน

แม้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้จะถูกคาดหวังว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการปราบปรามอาชญากรรม แต่การเปิดทางให้หน่วยงานรัฐแลกเปลี่ยนข้อมูลส่วนบุคคลระหว่างกันในวงกว้างก็มาพร้อมคำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคดีอาชญากรรมใด ๆ

ทางภาครัฐเองก็ระบุว่า การเชื่อมโยงข้อมูลจะต้องคำนึงถึงความจำเป็นในการใช้ข้อมูล สิทธิของเจ้าของข้อมูล และมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยตามมาตรฐานสากลในทุกขั้นตอน เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลถูกนำไปใช้เกินวัตถุประสงค์หรือรั่วไหลสู่ผู้ไม่มีอำนาจหน้าที่ อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติแล้ว การมีกลไกตรวจสอบและถ่วงดุลที่โปร่งใสว่าใครร้องขอข้อมูลอะไร เพื่อวัตถุประสงค์ใด และมีการเก็บบันทึกการเข้าถึงข้อมูลอย่างไร จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่ากฎหมายฉบับนี้จะสร้างความเชื่อมั่นให้สังคมได้มากน้อยเพียงใดในระยะยาว

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดีอี เตือนข่าวปลอม "ปปง.-CIB เปิดเพจ 'องค์กรคุ้มครองประชาชน' ให้ผู้เสียหายจากสแกมเมอร์ ส่งหลักฐาน" ระวังสูญเงิน-ข้อมูลส่วนบุคคล

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) เปิดเผยถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอม ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคม

ดีอี เร่งเครื่องปราบ “พนันออนไลน์” โค้งสุดท้าย “บอลโลก 2026” เผยกว่า 1 เดือนปิดกั้นแล้ว 55,000 URLs

วันที่ 14 กรกฎาคม 2569 นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ตามที่ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)

ดีอี เตือนข่าวปลอม “การทางพิเศษฯ ส่ง SMS แจ้งยอดค้างชำระ ผ่านเว็บไซต์ mfoli.cc” ระวังมิจฉาชีพหลอกกดลิงก์ขโมยข้อมูล

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) เปิดเผยถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอม ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)

ดีอี เตือนข่าวปลอม “ชำระค่าบริการ m-flow ผ่านเว็บไซต์ mflowts.buzz” ระวังมิจฉาชีพลวงขโมยข้อมูลส่วนบุคคล - บัตรเครดิต

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) เปิดเผยถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอม ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)

ดีอี เตือนข่าวปลอม “PEA ส่งหนังสือแจ้งดับไฟ จากมาตรวัดไฟชำรุด และให้เปลี่ยนมิเตอร์” ระวังมิจฉาชีพหลอกทำธุรกรรม - ขโมยข้อมูลส่วนบุคคล

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) เปิดเผยถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอม ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)

“ไชยชนก” มั่นใจ พ.ร.ฎ. เชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ ช่วยยกระดับปราบ “สแกมเมอร์” เผย 4 เดือน มูลค่าความเสียหายลดลงกว่า 74%

วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)เปิดเผยว่า ตามที่พระราชกฤษฎีกาการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ในความควบคุมดูแลของหน่วยงานของรัฐต่อหน่วยงานของรัฐแห่งอื่น พ.ศ. 2569 มีผลบังคับใช้แล้วนั้น (เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569)