เปิดความสำเร็จ 'โซลาร์เซลล์เพื่อการเกษตร' อุดรธานี

เปิดความสำเร็จ ‘โซลาร์เซลล์เพื่อการเกษตร’ บ้านโคกล่าม-บ้านแสงอร่าม จ.อุดรธานี เมื่อพลังงานสะอาดสร้างงาน สร้างรายได้ คืนคนสู่บ้านเกิดอย่างยั่งยืน

หากมีคำถามว่า “คนเราต้องการอะไรมากที่สุดในชีวิต” คำตอบของชาวบ้านโคกล่ามและบ้านแสงอร่าม ต.กุดหมากไฟ อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี อาจไม่ใช่ทรัพย์สินเงินทองมากมาย แต่คือ การได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัวในบ้านเกิด พร้อมมีอาชีพและมีรายได้ที่มั่นคง

จากดินแล้งสู่เกษตรปลอดภัย ด้วยศาสตร์พระราชา

เพราะในอดีต หลังฤดูทำนา ชาวบ้านโคกล่ามและบ้านแสงอร่ามจำนวนไม่น้อยต้องเดินทางไปทำงานต่างจังหวัดหรือในต่างประเทศ เพื่อนำรายได้กลับมาจุนเจือครอบครัว เนื่องจากพื้นที่แห้งแล้ง ขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร ไม่สามารถสร้างอาชีพ สร้างรายได้ได้ตลอดทั้งปี เรื่องนี้ นายเศวต จันทร์หอม อดีตผู้ใหญ่บ้านแสงอร่าม เริ่มต้นเล่าให้ฟังว่า “หมู่บ้านต้องเผชิญปัญหาความแห้งแล้งอย่างต่อเนื่อง ชาวบ้านไม่มีแหล่งน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคและการเพาะปลูก จึงร่วมกันถวายฎีกาผ่านสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) และได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงรับไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยคล้าย เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำให้กับประชาชนในพื้นที่”

“แม้ว่าหมู่บ้านจะมีอ่างเก็บน้ำแล้ว แต่ในช่วงแรกชาวบ้านยังไม่สามารถใช้น้ำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพราะไม่มีระบบส่งน้ำเข้าสู่พื้นที่เกษตรกรรม ส่งผลให้หลังฤดูเก็บเกี่ยว คนในหมู่บ้านจำนวนมากยังต้องเดินทางออกไปหางานทำต่างถิ่น จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้ามาพัฒนาอ่างเก็บน้ำห้วยคล้ายอย่างเป็นระบบ ควบคู่ไปกับสร้างการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน ตั้งแต่การวางระบบกระจายน้ำ การจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำ การกำหนดกติกา และการจัดการทรัพยากรร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม”

“นอกจากการพัฒนาเรื่องน้ำแล้ว มูลนิธิปิดทองหลังพระฯ ยังได้น้อมนำศาสตร์พระราชามาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาพื้นที่ ส่งเสริมให้เกษตรกรเปลี่ยนจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยวไปสู่เกษตรผสมผสานและเกษตรอินทรีย์ โดยเฉพาะการปลูกพืชในโรงเรือนที่ให้ผลผลิตคุณภาพดีและมีมูลค่าสูง จนพัฒนาเป็นวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกผักบ้านโคกล่าม-แสงอร่าม ที่สามารถผลิตผักปลอดภัยส่งจำหน่ายทั้งในตลาดท้องถิ่นและห้างค้าปลีกสมัยใหม่”

GULF หนุนเสริมพลังโซลาร์เซลล์ ต่อยอดสร้างรายได้ชุมชน

ล่าสุด บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ “GULF” เข้ามาขยายผลและต่อยอดการทำงาน ผ่านการสนับสนุนโรงเรือนปลูกผักปลอดภัยจำนวน 10 โรงเรือน พร้อมติดตั้งระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ หอถังสูง ระบบท่อส่งน้ำ และระบบกระจายน้ำเข้าสู่แปลงเพาะปลูก รวมถึงพื้นที่สาธารณประโยชน์โดยรอบ เพื่อให้คนในชุมชนสามารถปลูกผัก ปลูกไม้ผล ไม้เศรษฐกิจ พัฒนาสู่ ‘ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง’ ลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน สร้างงาน สร้างรายได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

“การสนับสนุนของ GULF ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเทคโนโลยีหรือระบบน้ำเท่านั้น แต่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนอย่างแท้จริง เกษตรกร โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ไม่ต้องตักน้ำหรือหาบน้ำมารดพืชผักเหมือนในอดีต ขณะเดียวกันยังสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ให้คนในพื้นที่ เพราะปัจจุบันการปลูกผักในโรงเรือนแต่ละรอบใช้เวลาประมาณ 45 วัน สามารถสร้างรายได้เฉลี่ย 4,000-5,000 บาทต่อโรงเรือน และปลูกได้ถึง 8 รอบต่อปี ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มเติมกว่า 32,000 บาทต่อปีต่อโรงเรือน หลายครอบครัวเริ่มกลับมาใช้ชีวิตอยู่ในบ้านเกิดอีกครั้ง” นายเศวต กล่าว

คืนคนสู่บ้านเกิด อยู่พร้อมหน้าครอบครัว สร้างรายได้มั่นคง

ด้าน นางสาวยุพา แก้วเกิด บอกว่า “ก่อนหน้านี้มีอาชีพรับจ้างทั่วไป ทั้งทำไร่อ้อย ขุดมัน และทำนา ได้ค่าแรงวันละประมาณ 300 บาท ต้องทำงานหนักและรายได้ไม่แน่นอน เมื่อทราบข่าวว่าชุมชนได้รับการสนับสนุนโรงเรือนเกษตรจาก GULF จึงตัดสินใจสมัครเข้าร่วมโครงการ และรู้สึกดีใจอย่างมากที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นเกษตรกรปลูกผักในโรงเรือน

“พอมีระบบสูบน้ำโซลาร์เซลล์ เราไม่ต้องเสียเวลาไปตักหรือหิ้วน้ำเหมือนเมื่อก่อน น้ำไหลแรง ใช้งานสะดวกมาก ตอนเช้ารดน้ำผักเสร็จก็สามารถพาลูกไปโรงเรียนและไปรับจ้างงานอื่นต่อได้ พอช่วงเย็นกลับมาดูแลแปลงผัก รดน้ำ พรวนดิน และใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ทำให้จัดสรรเวลาได้ดีขึ้น และผักที่ปลูกในโรงเรือนมีคุณภาพดี กรอบ อร่อย และปลอดสารเคมี ราคาจำหน่ายจึงสูงกว่าผักทั่วไปในตลาด อีกทั้งยังช่วยลดค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือน เพราะมีผักปลอดภัยไว้บริโภคในครอบครัว และสิ่งสำคัญที่สุดคือ ได้อยู่บ้าน ได้ดูแลพ่อแม่และลูก มีรายได้เพิ่มขึ้น ไม่ต้องกู้หนี้ยืมสินเหมือนที่ผ่านมา คุณภาพชีวิตดีขึ้นมาก และมีความสุขกับทุกวันที่ได้ทำงานอยู่บ้าน”

เช่นเดียวกับ นางสาวภรทิพย์ พานิสุด ที่เล่าให้ฟังว่า “ตนเคยไปทำงานโรงงานผลิตน้ำดื่มในกรุงเทพฯ นานกว่า 5 ปี ก่อนตัดสินใจกลับมาอยู่บ้านหลังคุณพ่อเสียชีวิต เพื่อดูแลคุณแม่และลูก ในช่วงแรกต้องรับจ้างทั่วไป ทั้งทำนา ตัดอ้อย และขุดมัน รายได้วันละ 300-450 บาท และบางวันไม่มีงานให้ทำ เมื่อได้รับโอกาสให้เป็นหนึ่งในเกษตรกรปลูกผักในโรงเรือนที่ GULF เข้ามาสนับสนุน ตรงนี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต”

“หลังจากปลูกผักในโรงเรือนมาหลายเดือน ชีวิตดีขึ้นมาก ระบบน้ำช่วยให้ทำงานง่ายขึ้น ผักได้รับน้ำเพียงพอ ทำให้ผลผลิตมีคุณภาพดีขึ้น รายได้จากเดิมเพียงไม่กี่ร้อยบาทต่อรอบ ปัจจุบันเพิ่มเป็นมากกว่าหนึ่งพันบาทต่อรอบ แต่สิ่งที่มีคุณค่ามากกว่ารายได้ คือการได้ใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัว ทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมา ได้เห็นหน้าแม่ เห็นหน้าลูก ได้อยู่ดูแลกัน ความรู้สึกนี้มีค่ามาก สมัยทำงานกรุงเทพฯ แม้จะมีเงินเดือนประจำ แต่ก็มีค่าใช้จ่ายมากมาย วันนี้เราเป็นนายของตัวเอง มีรายได้ มีเงินออม และมีความสบายใจมากกว่าเดิม”

ด้าน นายบุญโฮม พันพรม เล่าว่า “ตนเคยเดินทางไปทำงานต่างประเทศนานกว่า 10 ปี ก่อนกลับมาประกอบอาชีพเกษตรกรรมในบ้านเกิด เดิมทีทำไร่ ทำสวน และทำนาตามฤดูกาล แม้จะพออยู่ได้ แต่ก็อยากมีรายได้เสริมที่มั่นคง การที่ GULF เข้ามาสนับสนุนระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ หอถังสูง และระบบกระจายน้ำเข้าสู่แปลงผัก ช่วยลดภาระแรงงานและเพิ่มรายได้ให้ครอบครัวอย่างชัดเจน”

“เพียงไม่กี่เดือนหลังเริ่มปลูกผัก ก็สามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นหลายพันบาทต่อเดือน พร้อมทั้งยังมีเวลาดูแลครอบครัวและทำการเกษตรด้านอื่นควบคู่กันไป ทุกวันนี้มีรายได้เข้ามาแบบ ‘สะดวกจ่าย สะดวกออม’ มีเวลาให้ครอบครัว และมีความสุขกับการใช้ชีวิตอยู่บ้านมากขึ้น”

พลังงานสะอาด ยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องราวของบ้านโคกล่ามและบ้านแสงอร่าม จากผืนดินที่เคยแห้งแล้ง วันนี้ได้กลายเป็นพื้นที่แห่งโอกาส จากชุมชนที่เคยสูญเสียแรงงานสู่เมืองใหญ่ วันนี้หลายครอบครัวได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาอีกครั้ง และจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่เปลี่ยนเป็นพลังน้ำเพื่อการเกษตร กำลังส่งต่อเป็นพลังแห่งความหวัง สร้างรอยยิ้ม สร้างรายได้ที่มั่นคง และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กคช. เปิดพื้นที่ทองพัทยา ดึงเอกชนลงทุนสปอร์ตคลับ – คอมเมอร์เชียล 15 ปี

การเคหะแห่งชาติเปิดโอกาสนักลงทุนยื่นข้อเสนอสิทธิเช่าพื้นที่สปอร์ตคลับ สระว่ายน้ำ สนามเทนนิส และที่จอดรถ ในโครงการเคหะชุมชนพัทยา ระยะ 2 เนื้อที่กว่า 5 ไร่

เชียงรายเดินหน้าปั้น “เมืองอาหารปลอดภัย” เชื่อม 18 อำเภอ จากต้นน้ำถึงปลายน้ำ สร้างสุขภาพดี–เศรษฐกิจชุมชนยั่งยืน

เชียงรายเดินหน้าขับเคลื่อน “ระบบอาหารปลอดภัย เมืองเชียงราย สู่สุขสมดุล” ยกระดับระบบอาหารตั้งแต่แหล่งผลิตถึงผู้บริโภค เชื่อมเครือข่ายเกษตรกรทั้ง 18 อำเภอ

GPSC ผนึกเครือข่าย ฟื้นฟูป่าชุมชนบ้านมาบจันทร์ ระยอง ปลูกพืชอาหาร-สร้างฝาย ชูระบบนิเวศยั่งยืน

นางปริญดา มาอิ่มใจ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารองค์กร บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC แกนนำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้ากลุ่ม ปตท. ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม และเครือข่ายชุมชน จัดกิจกรรมฟื้นฟูป่าชุมชนบ้านมาบจันทร์ จังหวัดระยอง เดินหน้าเสริมสร้างความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ พร้อมเพิ่มมูลค่าการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน

“สมศักดิ์” ประชุมขับเคลื่อนนโยบาย รมว.เกษตรฯ เน้นย้ำเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ขับเคลื่อนงานตามนโยบายรัฐบาล

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานกรรมการ คณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าตรวจเยี่ยมกรมส่งเสริมสหกรณ์ ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครั้งที่ 14/2569 โดยมี นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ คณะผู้บริหารกรมส่งเสริมสหกรณ์ ผู้บริหารหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมประชุม ณ ห้องประชุม 226 กรมส่งเสริมสหกรณ์ เทเวศร์ กรุงเทพมหานคร

ทิพยประกันภัย เสกจักรวาลความสุข เปิดตัว "TIPSOL" ขนทัพสิทธิพิเศษ 7 มิติ เปิดตัว "น้องหนุม่อน" CHO คนแรกในวงการประกันภัย มอบโปรเด็ด ครบจบในที่เดียว

ตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์ประกันภัย ที่ไม่เคยหยุดนิ่งในการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีที่สุดเพื่อคนไทย บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ผู้นำอันดับ 1 ตลาดประกันภัยประเภท Non-Motor

ไทยออยล์ได้รับการรับรอง CAC เป็นครั้งที่ 4 พร้อมยกระดับสู่ CAC Change Agent ระดับ 3 ดาว มุ่งมั่นขยายแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใสสู่เครือข่ายธุรกิจ

บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ได้รับการรับรองเป็นสมาชิกแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (Thai Private Sector Collective Action Against Corruption: CAC) เป็นครั้งที่ 4 โดยการรับรองครั้งนี้มีระยะเวลา 3 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2569 –2572