
คนวัยทำงานกำลังเผชิญ “ภัยเงียบ” ที่ไม่ได้กระทบเพียงสุขภาพกาย แต่ลุกลามไปถึงสุขภาพจิตและสถานะทางการเงิน ทั้งความเครียด ภาวะหมดไฟ ความวิตกกังวล ตลอดจนปัญหาหนี้สิน กลายเป็นแรงกดดันที่บั่นทอนทั้งคุณภาพชีวิตของคนทำงานและประสิทธิภาพขององค์กร ข้อมูลขององค์การอนามัยโลก หรือ WHO ระบุว่า ในปี 2565 ภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลส่งผลให้ทั่วโลกสูญเสียวันทำงานมากถึง 12,000 ล้านวัน สะท้อนว่าปัญหาสุขภาพจิตไม่ได้เป็นเรื่องส่วนตัวของลูกจ้างอีกต่อไป แต่กลายเป็นโจทย์สำคัญของโลกการทำงาน
ประเทศไทยก็เผชิญสถานการณ์ไม่ต่างกัน โดยข้อมูล Mental Health Check-in ของกรมสุขภาพจิต ปี 2568 พบประชากรวัยทำงานอายุ 20-59 ปี มีความเครียดระดับสูงมากกว่า 11% และในกลุ่มวัยทำงานตอนต้นอายุ 20-29 ปี พบสูงถึง 28% ขณะที่ผลสำรวจของ TIMS พบคนวัยทำงานจำนวนกว่า 27% ยังคงฝืนไปทำงานแม้มีปัญหาสุขภาพจิต หรือที่เรียกว่า Presenteeism ซึ่งแม้ยังมาทำงาน แต่ประสิทธิภาพและคุณภาพชีวิตอาจได้รับผลกระทบ
จากโจทย์ดังกล่าว กรมสุขภาพจิต สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. และภาคีเครือข่าย จึงเดินหน้าพัฒนา “Holistic Health Advisor” หรือ HHA ทีมโค้ชสุขภาพจิตอาสาในสถานประกอบการ เพื่อให้คนทำงานได้รับการดูแลอย่างรอบด้าน ไม่ใช่เพียงการรักษาเมื่อเกิดโรค แต่เน้นการสร้างเสริมและป้องกันตั้งแต่ต้น ครอบคลุม 3 มิติสำคัญ ได้แก่ สุขภาพกาย หรือ Body สุขภาพจิต หรือ Mind และสุขภาพการเงิน หรือ Financial
เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 กรมสุขภาพจิตร่วมกับ สสส. และภาคีเครือข่าย จัดประชุมเชิงปฏิบัติการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถอดบทเรียนการดำเนินงาน HHA ภายใต้แนวคิด “Connecting People • Empowering Well-being • Building Healthy Organizations” หรือ “เชื่อมพลังคน สร้างสุขภาวะ ขับเคลื่อนองค์กรแห่งอนาคต” มีผู้บริหารและบุคลากรจากทั่วประเทศเข้าร่วมกว่า 150 คน พร้อมมอบรางวัลให้ 16 องค์กรต้นแบบ เพื่อยกระดับเป็นพี่เลี้ยงสำหรับถ่ายทอดองค์ความรู้และขยายเครือข่ายไปยังสถานประกอบการทั่วประเทศ

นพ.จุมภฏ พรมสีดา รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ประเทศไทยมีประชากรวัยทำงานกว่า 38.66 ล้านคน ทั้งแรงงานในระบบและนอกระบบ ซึ่งต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และรูปแบบการทำงานที่ซับซ้อนมากขึ้น ปัจจัยเหล่านี้อาจนำไปสู่ความเครียด ภาวะหมดไฟ และปัญหาสุขภาพจิต ขณะที่ HHA ทำหน้าที่เสมือนตัวแทนขององค์กรและเป็นสะพานเชื่อมระหว่างผู้บริหารกับพนักงาน สะท้อนให้เห็นว่าการดูแลสุขภาวะของคนทำงานเป็นเรื่องที่องค์กรให้ความสำคัญ
ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่การมีสวัสดิการราคาแพงเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่คนรู้สึกปลอดภัยและได้รับความใส่ใจ เพราะแม้องค์กรจะมีงบประมาณสนับสนุนอุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกจำนวนมาก หากบรรยากาศการทำงานเต็มไปด้วยความหวาดระแวงและขาดความไว้วางใจ ก็อาจไม่สามารถสร้างสุขภาวะที่แท้จริงได้ ขณะเดียวกันการบริหารเวลาและ Work-Life Balance ก็มีส่วนสำคัญ เพราะแต่ละคนมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน แต่รูปแบบการใช้ชีวิตและการจัดสมดุลระหว่างงาน ครอบครัว การพักผ่อน และกิจกรรมทางกายแตกต่างกัน

ด้าน นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. ระบุว่า WHO ประเมินว่ากลุ่มโรคทางสุขภาพจิตมีส่วนทำให้เกิดการสูญเสียปีสุขภาวะถึง 13% ของความสูญเสียจากความเจ็บป่วยและการบาดเจ็บทั้งหมด ขณะที่ข้อมูลการสูญเสียวันทำงานจากภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลที่สูงถึง 12,000 ล้านวันต่อปี สะท้อนต้นทุนทางเศรษฐกิจที่ไม่ควรมองข้าม การพัฒนาระบบสุขภาพจิตเชิงรุกในสถานประกอบการจึงเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันไม่ให้ปัญหาสุขภาพจิตกลายเป็นภัยเงียบที่บั่นทอนศักยภาพของแรงงานและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
สำหรับการดำเนินงาน HHA ตั้งแต่ปี 2567 จนถึงปัจจุบัน มีสถานประกอบการเข้าร่วมแล้ว 222 แห่ง ครอบคลุมผู้เข้าร่วมโครงการ 358,560 คน สามารถคัดกรองกลุ่มเสี่ยงด้านสุขภาพจิตได้ 32,536 คน โดยกลุ่มที่ได้รับการดูแลมีอาการดีขึ้น 99.98% ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างการส่งต่อเข้าสู่กระบวนการรักษา ขณะที่กลุ่มเสี่ยงด้านสุขภาพกาย 25,600 คน มีผู้ปรับพฤติกรรมสุขภาพดีขึ้น 91.96% และกลุ่มที่มีปัญหาสุขภาพการเงินได้รับความช่วยเหลือ 70%
ตัวเลขดังกล่าวทำให้เห็นว่า HHA ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการอบรมหรือกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ แต่พยายามเชื่อมการคัดกรองเข้ากับการดูแลและส่งต่อ โดยใช้คนในองค์กรที่ได้รับการพัฒนาเป็น “เพื่อนช่วยเพื่อน” เข้าไปทำความเข้าใจปัญหาของเพื่อนร่วมงานอย่างใกล้ชิด
หนึ่งในต้นแบบที่สะท้อนแนวคิดดังกล่าวคือ สำนักงานสาธารณสุขอำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ซึ่งได้รับรางวัล Best Practice HHA “บัดดี้คู่คิดชีวิตสมดุล” ต้นแบบองค์กรสุขภาวะ 3 มิติ กาย-ใจ-เงิน และเป็นหน่วยงานราชการเพียงแห่งเดียวจาก 16 องค์กรที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ โดยสร้างแกนนำจิตอาสา 27 คน ทำหน้าที่เป็นบัดดี้คู่คิดให้เพื่อนร่วมงาน พร้อมลงพื้นที่เชิงลึก 120 ครั้ง
จากการทำงานพบว่า ปัญหาของบุคลากรส่วนหนึ่งไม่ได้เกิดจากสุขภาพเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงกับภาระค่าใช้จ่ายและหนี้สิน หลายคนมีรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย เงินเดือนส่วนหนึ่งต้องนำไปใช้หนี้ ทำให้เหลือเงินสำหรับการดำรงชีวิตและการออมไม่มากนัก แนวทางช่วยเหลือจึงไม่ได้หยุดที่คำแนะนำด้านสุขภาพ แต่สนับสนุนให้บุคลากรสร้างรายได้เสริม เช่น การปลูกต้นไม้เพื่อจำหน่าย ควบคู่กับการส่งเสริมสุขภาพกายและใจ จนกลายเป็นต้นแบบที่มีหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศเข้ามาศึกษาดูงาน

ส่วนภาคเอกชน บริษัท ไอกะ หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งมีพนักงาน 94 คน ใช้ HHA เป็นเครื่องมือจัดการปัญหาสุขภาพแบบองค์รวม โดยในช่วงโควิด-19 พบพนักงานมีค่า BMI สูงในระดับที่น่ากังวลถึง 78.13% จึงจัดตั้งทีมจิตอาสาให้ความรู้ด้านสุขภาพ จัดกิจกรรมวิ่งและลดน้ำหนัก พร้อมสนับสนุนรางวัลเพื่อสร้างแรงจูงใจ รวมทั้งประสานโรงพยาบาลหาดใหญ่ใช้เครื่องชั่งน้ำหนักที่สามารถติดตามองค์ประกอบของร่างกายได้
ที่น่าสนใจคือ องค์กรแห่งนี้ยังมองเห็น “สุขภาพการเงิน” เป็นส่วนหนึ่งของสุขภาวะ โดยเจาะลึกปัญหาหนี้สินและเปิดช่องทางให้พนักงานกู้เงินฉุกเฉินรายละ 30,000 บาท ในอัตราดอกเบี้ยต่ำเพื่อลดภาระจากปัญหาทางการเงิน ขณะเดียวกันยังร่วมมือกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์จัดกิจกรรมฝึกสมาธิ เพื่อดูแลสุขภาพใจควบคู่ไปกับสุขภาพกาย ผลจากการเข้าร่วมกิจกรรมพบว่าพนักงานกลุ่มดังกล่าวไม่มีการลางานหรือลาป่วย
นอกจากสำนักงานสาธารณสุขอำเภอศรีสัชนาลัย และบริษัท ไอกะ หาดใหญ่ ยังมีองค์กรที่ได้รับการยกย่องจากการขับเคลื่อน HHA ได้แก่ บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด บริษัท คริสเซ่น เคเทอร์ริ่ง อีควิปเม้นท์ จำกัด จังหวัดลำพูน บริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล สตอเรจ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด สาขาบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บริษัท สงวนวงษ์อุตสาหกรรม จำกัด จังหวัดนครราชสีมา และองค์กรอื่นๆ รวม 16 แห่ง
หัวใจสำคัญของการขยายระบบ HHA คือการสร้าง “คนในองค์กร” ให้สามารถเป็นผู้สังเกต รับฟัง ให้คำแนะนำเบื้องต้น และเชื่อมต่อเพื่อนร่วมงานเข้าสู่ระบบช่วยเหลือที่เหมาะสม โดยผู้ที่จะทำหน้าที่ HHA ต้องมีความพร้อมในด้านการเป็นจิตอาสา มีทัศนคติที่เอื้อต่อการช่วยเหลือผู้อื่น และมีพื้นฐานสุขภาวะที่ดี สามารถให้คำแนะนำหรือเชื่อมต่อข้อมูลด้านอาหาร การออกกำลังกาย สุขภาพจิต และสุขภาพการเงิน รวมถึงมีทักษะด้านการสื่อสารและการจัดการอารมณ์
เป้าหมายของกรมสุขภาพจิตคือ การทำให้คนไทยมีสุขภาพจิตดี และสังคมเข้มแข็งอย่างยั่งยืนภายในปี 2573 ขณะที่การมอบรางวัล 16 องค์กรต้นแบบในครั้งนี้จึงมีความหมายมากกว่าการประกาศเกียรติคุณ เพราะเป็นการสร้าง “พี่เลี้ยง” ที่สามารถถ่ายทอดประสบการณ์จากพื้นที่จริงไปยังองค์กรอื่นๆ และช่วยขยายเครือข่าย HHA ให้กว้างขึ้น

จากการดำเนินงานที่ครอบคลุมผู้เข้าร่วมกว่า 3.5 แสนคน ตัวเลขที่พบยังชี้ให้เห็นว่าการดูแลคนทำงานต้องมองให้พ้นจากคำว่า “ป่วยหรือไม่ป่วย” เพราะสุขภาพกาย สุขภาพใจ และฐานะทางการเงินล้วนเชื่อมโยงกัน หากคนทำงานมีร่างกายแข็งแรง มีพื้นที่ปลอดภัยทางใจ และสามารถจัดการปัญหาการเงินได้ ก็ย่อมมีโอกาสใช้ศักยภาพในการทำงานได้เต็มที่มากขึ้น
โจทย์ต่อจากนี้จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนองค์กรที่เข้าร่วมโครงการ แต่คือการทำให้แนวคิด “กาย-ใจ-เงิน” กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กรอย่างต่อเนื่อง เพราะการสร้างสถานที่ทำงานที่คนมีสุขภาวะไม่ได้หมายถึงการลดวันลาป่วยเท่านั้น หากแต่เป็นการลงทุนกับทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งท้ายที่สุดย่อมเชื่อมโยงไปถึงคุณภาพชีวิตของประชาชน ผลิตภาพแรงงาน และความยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เตือนภัยแก๊งค้ายาออนไลน์งัดกลยุทธ์เจาะนักเสพหน้าใหม่
เปิดผลวิจัย พบแก๊งค้ายาออนไลน์ ใช้โค๊ดลับ ขาย-ส่ง ยาเสพติดผ่านอีคอมเมิร์ซ ส่งผ่านไรเดอร์ เก็บเงินปลายทาง ห่วงเด็ก เยาวชน เป็นเหยื่อนักเสพหน้าใหม่
“รมว.พัฒนา” ยัน รัฐบาลไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้า 100% มอบนโยบายจัดตั้งคณะทำงานกำหนด KPI ร่วม สสส. - สธ. เห็นชอบแผนเลิกยาสูบ-นิโคติน แบบไร้รอยต่อ
เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในฐานะรองประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) คนที่ 1 เป็นประธานการประชุมกรรมการกองทุนฯ ครั้งที่ 7/2569
สสส. พร้อมร่วมงาน รพ.ชุมชน ตามนโนบาย รมว.สาธารณสุข ยึดเป้าหมายเดียวกัน สร้างเสริมสุขภาพ-ป่วย-เจ็บ น้อยลง อายุคาดเฉลี่ยเพิ่ม ลดงบรักษา
จากกรณีที่ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวในงานประชุมวิชาการโรงพยาบาลชุมชน ให้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ทำงานร่วมกับโรงพยาบาลชุมชน และระบบบริการปฐมภูมินั้น นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า สสส. ยินดีทำงานร่วมกับ รพ.ชุมชน ได้หารือเบื้องต้นกับ
'เปลี่ยนผู้เสพ' สู่คนมีอาชีพ คืนสังคมอย่างมีศักดิ์ศรี
“ชุมชนล้อมรักษ์แปลงยาว” เปลี่ยนผู้เสพสู่คนมีอาชีพ เผยใช้ชุมชนเป็นฐานดูแลผู้เข้ารับการบำบัดยาเสพติด ดึงภาครัฐ-เอกชน ชุมชน ตำรวจ ร่วมติดตามต่อเนื่อง พร้อมสร้างอาชีพและรายได้ หวังลดการกลับไปเสพซ้ำ และเปิดพื้นที่ให้ผู้ผ่านการบำบัดกลับคืนสู่สังคมอย่างมีศักดิ์ศรี
สสส. ยืนยันซื้อสื่อตรง กับ เจ้าของพื้นที่ ตามระเบียบกรมบัญชีกลาง คุ้มงบประมาณ โปร่งใส ตรวจสอบได้ ประชาชนเห็นเยอะ ต้องขอบคุณพันธมิตรเปิดพื้นที่ อาทิ MRT-BTS-กทม. ร่วมสร้างสังคมสุขภาวะ
ดร.ประกาศิต กล่าวต่อว่า สื่อรณรงค์ทุกชนิด ของ สสส. ดำเนินการผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ 100% ตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ของกรมบัญชีกลาง มีคณะกรรมการร่างขอบเขตงานจ้าง คณะกรรมการพิจารณาคุณสมบัติผู้เสนองาน คณะกรรมการพิจารณาผลการคัดเลือกตามเกณฑ์คะแนนที่กำหนดทั้งในแง่ราคาและข้อเสนอด้านเทคนิค รวมทั้งมีคณะกรรมการตรวจรับถูกต้องตามขั้นตอนทุกประการ
เปิดโอกาสชีวิตใหม่ ผนึกชุมชน-ฝ่ายปกครอง บำบัดต่อเนื่องตัดวงจรติดยา
จากผู้เสพสู่ผู้กล้า! บ้านไร่ผนึก สสส. ชุมชน-ตำรวจ ฝ่ายปกครอง บำบัดต่อเนื่อง เปิดโอกาสผู้ก้าวพลาดมีชีวิตใหม่ สร้างคน สร้างงาน สร้างรายได้ คืนคนสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

