ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองว่า รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ยังมีเสถียรภาพสูง ทั้งจากเสียงพรรคร่วมรัฐบาล 292 เสียง ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพรรคร่วม ตลอดจนการทำงานที่สอดประสานกันระหว่างฝ่ายการเมืองกับกองทัพ
เมื่อพิจารณาจากองค์ประกอบทั้งหมดแล้ว ยังไม่เห็นปัจจัยใดที่มีน้ำหนักเพียงพอจะนำไปสู่การเปลี่ยนรัฐบาลในระยะใกล้ เพราะรัฐบาลไม่ได้มีความมั่นคงเฉพาะในสภาเท่านั้น แต่ยังได้รับการยอมรับจากกลไกสำคัญของประเทศ โดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคง
“วันนี้รัฐบาลไม่ได้อยู่บนเสียงปริ่มน้ำ แต่มีเสียงสนับสนุน 292 เสียง ต่อให้ฝ่ายค้านอภิปรายหนักเพียงใด หากรัฐบาลไม่แตกกันเอง ก็แทบไม่มีทางแพ้การลงมติในสภา เสถียรภาพของรัฐบาลจึงไม่ได้อยู่ในภาวะน่าเป็นห่วง”
ผศ.ดร.วันวิชิตกล่าวว่า ท่าทีของกองทัพเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนว่า ฝ่ายจารีตยังให้การยอมรับรัฐบาลชุดนี้ กองทัพยังปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ขณะที่ฝ่ายการเมืองก็ให้เกียรติกองทัพ ไม่เข้าไปแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายตำแหน่งสำคัญ และให้การสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงอย่างเต็มที่
โดยเฉพาะการรับมือปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดจนภัยคุกคามรูปแบบใหม่ รัฐบาลเปิดพื้นที่ให้กองทัพปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ เมื่อรัฐบาลต้องการบุคลากรหรือความร่วมมือจากกองทัพ ก็ได้รับการสนับสนุน ทำให้ทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายทหารสามารถประสานข้อมูลและทำงานไปในทิศทางเดียวกัน
“หลักที่เห็นอยู่ในขณะนี้คือ การเมืองนำการทหาร แต่การเมืองก็ให้เกียรติทหาร เมื่อรัฐบาลไม่ล้ำเส้นกองทัพ และกองทัพไม่ล้ำเส้นรัฐบาล ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตน ก็ไม่มีเหตุผลที่จะเกิดแรงกระเพื่อมนอกระบบ”
ผศ.ดร.วันวิชิตระบุว่า กระแสข่าวเรื่องอำนาจพิเศษหรือความเป็นไปได้ที่จะเกิดรัฐประหาร ยังไม่มีข้อเท็จจริงรองรับ เพราะกองทัพสามารถทำหน้าที่อยู่ในพื้นที่ของตนเองได้อย่างเหมาะสม ไม่จำเป็นต้องออกมาอยู่ภายใต้แสงสปอตไลต์ทางการเมือง
ผู้ที่พยายามสร้างกระแสเปลี่ยนรัฐบาลจึงต้องตอบคำถามให้ได้ว่า จุดหมายสุดท้ายคืออะไร และหากรัฐบาลชุดปัจจุบันพ้นจากอำนาจแล้ว จะให้ใครเข้ามาบริหารประเทศต่อ ไม่ใช่เพียงเรียกร้องให้รัฐบาลออกโดยไม่มีคำตอบรองรับ
“การขับไล่รัฐบาลไม่ใช่บทสรุปของการเมือง แต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของคำถามว่า แล้วจะเอาใครมาแทน หากปลายทางคือการออกบัตรเชิญให้อำนาจนอกระบบกลับมา ประเทศก็จะวนกลับไปอยู่ที่จุดเดิม”
พร้อมกล่าวว่า หากเห็นว่านักการเมืองหรือรัฐมนตรีกระทำผิด ก็ควรตรวจสอบผ่านรัฐสภา ป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย ไม่ควรใช้การเมืองบนท้องถนนเป็นทางลัดเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนอกระบบ
“บ้านเมืองไม่ควรใช้วิธีลัดวงจร เพราะเมื่อลัดวงจรแล้วไฟก็ไหม้ สุดท้ายประเทศต้องปิดระบบแล้วรีสตาร์ทใหม่ เสียทั้งเวลา เสียทั้งโอกาส และเสียความเชื่อมั่นจากนักลงทุน”
ส่วนการเคลื่อนไหวบนท้องถนนในขณะนี้ ผศ.ดร.วันวิชิตมองว่า ยังอยู่ในภาวะ “ม็อบจุดไม่ติด” เพราะพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนเปลี่ยนแปลงไปมาก ผู้คนจำนวนไม่น้อยเลือกแสดงความคิดเห็นหรือระบายความไม่พอใจผ่านสื่อสังคมออนไลน์ มากกว่าการเดินทางออกมาร่วมชุมนุม
การชุมนุมในปัจจุบันยังมีต้นทุนทั้งด้านเวลา ค่าใช้จ่าย และข้อจำกัดตามกฎหมาย ขณะที่การแสดงความคิดเห็นผ่านโลกออนไลน์ทำได้ง่ายและเข้าถึงผู้คนมากกว่า พลังทางการเมืองส่วนหนึ่งจึงย้ายจากท้องถนนเข้าสู่หน้าจอโทรศัพท์
“พูดกันตรงๆ วันนี้คนจำนวนมากเลือกด่าบนโซเชียล เพราะด่าได้มากกว่าและเหนื่อยน้อยกว่า การจะปลุกคนจำนวนมากให้ออกจากบ้านจึงไม่ง่ายเหมือนในอดีต โดยเฉพาะเมื่อผู้จัดยังตอบไม่ได้ว่า จุดหมายสุดท้ายของการชุมนุมคืออะไร”
ผศ.ดร.วันวิชิตกล่าวต่อว่า ประเด็นคดีเลือกสมาชิกวุฒิสภา ในส่วนที่มีความพยายามเชื่อมโยงมาถึงรัฐบาลและพรรคภูมิใจไทย ถือว่าได้ข้อยุติทางการเมืองไปแล้ว หลังไม่พบหลักฐานเพียงพอเชื่อมโยงถึงผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงไม่สามารถขยายผลไปสู่การล้มรัฐบาลได้ตามที่บางฝ่ายเคยคาดหวัง
เมื่อประเด็นคดีเลือก สว.ไม่สามารถลากมาถึงแกนนำรัฐบาลได้ แรงกดดันทางการเมืองที่เคยถูกวางให้เป็นชนวนสั่นคลอนรัฐบาลก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ฝ่ายบริหารจึงสามารถเดินหน้าทำงานต่อได้โดยไม่ต้องเผชิญความไม่แน่นอนเหมือนก่อนมีมติ
“คดี สว.ในส่วนที่พยายามโยงถึงรัฐบาลถือว่าจบแล้ว เมื่อหลักฐานเดินไปไม่ถึง ก็ไม่สามารถใช้ความรู้สึกหรือความต้องการทางการเมืองมาทดแทนพยานหลักฐานได้”
สำหรับคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญนัดพิจารณาในวันที่ 28 กันยายน ผศ.ดร.วันวิชิตเชื่อว่า ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อรัฐบาล เพราะในทางปฏิบัติยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า สามารถนำบาร์โค้ดสืบย้อนกลับไปหาประชาชนและระบุได้ว่าใครลงคะแนนให้ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด
เมื่อบัตรเลือกตั้งถูกนำไปรวมกับบัตรอีกนับล้านใบ การนำบัตรสองใบกลับมาจับคู่และเชื่อมโยงถึงตัวผู้ใช้สิทธิแต่ละคนแทบไม่สามารถทำได้ หากไม่มีหลักฐานว่าเจ้าหน้าที่หรือบุคคลใดสามารถเข้าถึงข้อมูลแล้วเปิดเผยตัวผู้ลงคะแนนได้จริง หลักการลงคะแนนโดยลับก็ยังดำรงอยู่
อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.วันวิชิตย้ำว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเพียงการประเมินในทางรัฐศาสตร์ ส่วนการวินิจฉัยข้อกฎหมายและผลคดีสุดท้ายยังเป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ
สำหรับปัจจัยเสี่ยงของรัฐบาล ผศ.ดร.วันวิชิตมองว่า ไม่ใช่เรื่องจำนวนเสียงในสภา ไม่ใช่กองทัพ และยังไม่ใช่การชุมนุมบนท้องถนน แต่เป็นเรื่องเศรษฐกิจ ราคาพลังงาน และค่าครองชีพ ซึ่งกระทบประชาชนโดยตรง
รัฐบาลย่อมตระหนักดีว่า หากราคาน้ำมันและค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้น ประชาชนจะให้ความสำคัญกับรายจ่ายในชีวิตประจำวันก่อนประเด็นทางการเมืองอื่น เพราะทุกครั้งที่ออกจากบ้าน ประชาชนต้องคำนวณทั้งค่าน้ำมัน ค่าเดินทาง และราคาสินค้า
อย่างไรก็ตาม ยังมีสัญญาณด้านบวกจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำที่ยังคงมุมมองต่อประเทศไทยไว้ในระดับมีเสถียรภาพ สะท้อนว่า ภาคต่างประเทศยังไม่ได้มองว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะสูญเสียความเชื่อมั่น จึงถือเป็นข่าวดีที่ช่วยให้รัฐบาลพอยิ้มได้ ท่ามกลางความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกและวิกฤตพลังงาน
ผศ.ดร.วันวิชิตกล่าวว่า ภารกิจสำคัญของรัฐบาลจึงอยู่ที่การรักษาความต่อเนื่องในการบริหารประเทศ สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน และเร่งแก้ปัญหาพลังงาน อาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงเครือข่ายทุนสีเทาให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม
ส่วนพรรคกล้าธรรมที่ถูกตัดออกจากการทำงานร่วมกับฝ่ายค้าน ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาล เพราะรัฐบาลมีเสียงสนับสนุน 292 เสียงอยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องดึงพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมและเปิดการเจรจาจัดสรรตำแหน่งใหม่ ซึ่งอาจกระทบความสัมพันธ์ระหว่างพรรคร่วมเดิมโดยไม่จำเป็น
ในทางกลับกัน การที่พรรคกล้าธรรมหลุดออกจากการทำงานร่วมกับฝ่ายค้าน ยิ่งทำให้ฝ่ายค้านมีเสียงลดลงและไม่สามารถคุกคามรัฐบาลผ่านการลงมติได้ พรรคกล้าธรรมจึงอาจต้องอยู่ในสถานะ “ฝ่ายคอย” พร้อมใช้เวลาสร้างผลงานเพื่อเพิ่มพื้นที่ทางการเมืองของตนเอง
ฝ่ายคอยก็ต้องคอยอย่างมีความหวัง แต่จะคอยเฉยๆ ไม่ได้ ต้องทำงานให้ประชาชนเห็น หากยังไม่มีตำแหน่ง ก็สามารถช่วยเกษตรกร แก้ปัญหาน้ำท่วม หรือใช้เครือข่ายช่วยงานจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ เพราะผลงานทางการเมืองไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากเก้าอี้รัฐมนตรีเสมอไป
ผศ.ดร.วันวิชิตสรุปว่า รัฐบาลนายอนุทินยังมีเสถียรภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เสียงในสภายังแน่น พรรคร่วมรัฐบาลไม่ปรากฏรอยร้าว กองทัพกับฝ่ายการเมืองทำงานสอดประสานกัน ม็อบยังไม่สามารถจุดกระแสบนท้องถนน ขณะที่คดีเลือก สว.ไม่สามารถขยายผลมาถึงรัฐบาล และคดีบาร์โค้ดก็ยังไม่มีข้อเท็จจริงว่า สามารถสืบย้อนกลับไปหาตัวผู้ลงคะแนนได้
"เชื่อว่า การเมืองไทย ขาดเสถียรภาพมาหลายปี และรัฐบาลชุดนี้ ได้ถูกเลือกเข้ามาเพิ่มเติมเต็มในส่วนนั้น โดยมีจุดแข็งที่การประสานขั้วอำนาจต่างๆ เข้าด้วยกัน เพื่อประคองการเมือง ให้ไปต่อได้อย่างเข้มแข็ง ซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ และความต่อเนื่องในนโยบายปากท้อง สิ่งที่รัฐบาล ต้องกังวล คือเรื่องเศรษฐกิจ เพราะสถานการณ์โลกวุ่นวายมาก ตรงนี้ ต้องเปลี่ยนความเข้มแข็ง ไปสู่ความกล้าตัดสินใจ และลงมือทำ โดยการสื่อสาร ก็ต้องมีประสิทธิภาพ และสำคัญมาก ต้องชัดเจน ว่าเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางปัญหาโลก จะเดินกันไปอย่างไร".
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
จันทร์นี้ระทึก! 'เลือกตั้งโมฆะ' หรือไม่ 'ศาลรธน.' ต้องยึด 3 หลักตีความเคร่งครัด
จันทร์นี้มีระทึก 'เลือกตั้งโมฆะ' หรือไม่ 'อดีตผู้พิพากษา' ย้ำ 9 ตุลาการศาลรธน. ต้องตีความโดยเคร่งครัด อย่าตีความขยายรัฐธรรมนูญ ชี้เสี่ยงบัตรเลือกตั้งไม่เป็นความลับ
จับตา! 3 ปรากฎการณ์ เขย่า 'ระบอบสีน้ำเงิน'
นายเทพไท เสนพงศ์ นักวิเคราะห์การเมือง อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิปและข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ "จับตาท่าทีอนุรักษ์นิยมต่อระบอบสีน้ำเงิน" โดยระบุว่า
รัฐบาลตีปี๊บ 'ไทยช่วยไทยพลัส' โชว์ตัวเลข 22 ก.ย. ใช้จ่ายพุ่งสูง 827 ล้าน แม้เข้าสู่ช่วงท้ายของเดือน
น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ยังคงมีการใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดวันที่ 22 กันยายน 2569 มียอดใช้จ่ายผ่านโครงการ 827.9 ล้านบาท
ม็อบยังไม่มา…พี่ไปถึง 'GET OUT' แล้ว
การเมืองบ้านเรานี่มีเรื่องให้คิดต่อกันเก่งจริงๆ เรื่องหนึ่งยังไม่ทันจบ อีกเรื่องมาแล้ว
เช็กมติ ครม. แต่งตั้งโยกย้ายล็อตใหญ่หลายกระทรวง
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติตามที่ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี กำกับการบริหารราชการ สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีในส่วนของสำนักงา
แข็งแกร่ง! วันวิชิต ชี้ไร้สัญญาณพิเศษล้มรัฐบาลอนุทิน กองทัพหนุนเต็มเหนี่ยวแบบทีมไทยแลนด์
“วันวิชิต” ชี้ไร้สัญญาณพิเศษล้มรัฐบาล “อนุทิน” ยังแข็งแรง–กองทัพหนุนทำงานแบบทีมไทยแลนด์

