
ความรุนแรงในครอบครัวกำลังกลายเป็นบาดแผลลึกในสังคมไทย แม้จะมีการรณรงค์ต่อเนื่อง แต่เหตุการณ์รุนแรงก็ยังถูกบันทึกเพิ่มขึ้นทุกปี ไม่ว่าจะเป็นข่าวคุณแม่ลูกสองพยายามคิดสั้นจะพาบุตรวัยเพียง 3 ขวบกระโดดสะพาน เพราะถูกสามีทอดทิ้งและตกงาน เคราะห์ดีที่ประชาชนเข้าช่วยทัน หรือเหตุล่วงละเมิดเด็กสาว ผู้หญิงสูงวัยที่พบถี่ขึ้นในหลายพื้นที่ จนรัฐต้องประกาศให้เดือนพฤศจิกายนเป็น “เดือนแห่งการรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี” เพื่อส่งเสียงให้ปัญหานี้เป็นวาระแห่งชาติอย่างแท้จริง
ในปีนี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับมูลนิธิเพื่อนหญิง เครือข่ายสตรี 4 ภาค และกลไกสหวิชาชีพจากจังหวัดนำร่อง 4 พื้นที่ ได้แก่ น่าน อุบลราชธานี สงขลา และปัตตานี จัดเวทีเสวนา “How to… นักการเมืองหญิง ร่วมผลักดันท้องถิ่น ชุมชนจัดการความรุนแรงในครอบครัว 24 ชม.” พร้อมยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อ 4 พรรคการเมืองใหญ่ เพื่อผลักดันให้พื้นที่ชุมชนทั่วประเทศปลอดภัยสำหรับเด็กและผู้หญิงอย่างยั่งยืน
สถานการณ์ความรุนแรงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องสัญญาณวิกฤตที่ต้องเร่งแก้

นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส. เปิดเผยข้อมูลสำคัญว่า ผู้หญิง “1 ใน 3” ทั่วโลกเคยเผชิญกับความรุนแรงในครอบครัว ขณะที่ประเทศไทยก็มีสัญญาณน่าเป็นห่วง จากข้อมูลปี 2567 ของศูนย์พึ่งได้ (OSCC) พบผู้เสียหายเข้าขอความช่วยเหลือกว่า 17,913 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้หญิงถึง 15,899 ราย ซึ่งส่วนหนึ่งยังเป็นเพียง “ยอดภูเขาน้ำแข็ง” เพราะอีกจำนวนมากเลือกเก็บเงียบด้วยความกลัว
ด้านข้อมูลจากสายด่วน พม. 1300 ก็สะท้อนปัญหาคล้ายกัน มีผู้ถูกทำร้ายในครอบครัวกว่า 4,833 ราย โดยกว่า 70% ถูกทำร้ายจากคนในบ้าน ขณะที่รูปแบบความรุนแรงส่วนใหญ่ยังคงเป็นการทำร้ายร่างกายและล่วงละเมิดทางเพศ ปัจจัยเสี่ยงสำคัญได้แก่ ยาเสพติด อารมณ์โกรธ หึงหวง และปัญหาสุขภาพจิต

สสส.จึงวางยุทธศาสตร์ 5 ด้าน ตั้งแต่การพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรม การสร้างเครือข่ายแกนนำ ส่งเสริมนโยบาย และใช้เครื่องมือสื่อสารเพื่อเปลี่ยนทัศนคติสังคม โดยย้ำว่านักสังคมสงเคราะห์เป็นกำลังสำคัญที่ประเทศไทยยังขาดแคลนอย่างมาก และจำเป็นต้องผลักดันให้ระบบสนับสนุนเข้มแข็งกว่านี้อย่างเร่งด่วน
เสียงจากพื้นที่จริง-เด็กตั้งครรภ์ ยาเสพติด ครอบครัวแตกร้าว คือรากของปัญหา
ข้อมูลจากเครือข่ายในพื้นที่นำร่อง 4 จังหวัดสะท้อนความเปราะบางของสังคมไทยอย่างชัดเจน มูลนิธิเพื่อนหญิงรายงานว่า มีครอบครัวเข้าระบบคุ้มครองฟื้นฟูแล้วกว่า 276 คน ใน 33 ครอบครัว และยังมีครอบครัวกำลังอยู่ระหว่างจัดทำข้อมูลอีก 75 ครอบครัว
กรณีที่ปัตตานีซึ่งรายงานโดย น.ส.นิฮัลวา นิเต็งหะ พบปัญหาเด็กท้องไม่พร้อมตั้งแต่อายุ 13 ปี เด็กซึมเศร้า และการใช้ยาเสพติดในครอบครัวอุปถัมภ์ จนเกิดเหตุเด็กหญิงวัย 9 ขวบพยายามฆ่าตัวตาย เพราะไม่ได้รับความรักและการดูแลพื้นฐานอย่างเพียงพอ
ส่วนจังหวัดน่านกำลังเผชิญปัญหายาเสพติดลุกลาม ทำให้ความรุนแรงเพิ่มขึ้นในแทบทุกชุมชน อปท.และ อบต.จำเป็นต้องทำงานร่วมกัน เพื่อเยียวยาและสร้างอาชีพพึ่งพาตนเองแก่กลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้พิการ และผู้หญิงที่ถูกกระทำความรุนแรง
เสียงของนักการเมืองหญิง ครอบครัวเข้มแข็งคือจุดตั้งต้นที่ปลอดภัย

เวทีเสวนาครั้งนี้มีนักการเมืองหญิงจากหลายพรรคเข้าร่วมสะท้อนมุมมองที่หลากหลาย เช่น ผศ.รัชดา ธนาดิเรก จากพรรคภูมิใจไทย ระบุว่า การสร้างเยาวชนให้มี “เป้าหมายในชีวิต” โดยใช้กีฬาเป็นเครื่องมือช่วยลดพฤติกรรมเสี่ยง เป็นกุญแจสำคัญที่จะลดความรุนแรงในระยะยาว ยกตัวอย่างโรงเรียนหมอนทองวิทยา จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่เปลี่ยนเด็กหลายคนให้กลายเป็นนักกีฬาอาชีพ และห่างไกลยาเสพติดอย่างเป็นรูปธรรม
ผศ.รัชดายังกล่าวถึงบทบาทของพรรคประชาธิปัตย์ ในการปิดช่องโหว่ ไม่ให้นักการเมืองที่มีประวัติไม่เหมาะสมเกี่ยวกับเพศเข้ามาในพรรค พร้อมย้ำว่าผู้ชายต้องมีส่วนร่วม ไม่ใช่ปล่อยให้เป็น “ปัญหาของผู้หญิงฝ่ายเดียว” ดังที่เธอพบจากเวทีต่างประเทศ

ด้านนางรัดเกล้า สุวรรณคีรี จากพรรคประชาธิปัตย์ เสนอว่า สังคมควรเปิดโอกาสให้ผู้ติดยาได้รับการบำบัด ไม่ใช่ตีตราซ้ำจนกลับไปเส้นทางเดิม พร้อมระบุว่า “การเยียวยา” คือหัวใจสำคัญของการคืนคนดีสู่สังคม ลดความรุนแรงระยะยาว
ประกาศเจตนารมณ์ร่วม 7 ข้อ ก้าวแรกสู่ความเปลี่ยนแปลงระดับชาติ
ที่ประชุมได้ร่วมกันประกาศเจตนารมณ์สำคัญ 7 ข้อ ได้แก่ ดันเรื่องความรุนแรงในครอบครัว ปัญหายาเสพติด และผู้ป่วยจิตเวชเป็นวาระแห่งชาติ, ให้กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนระดับพื้นที่, ควบคุมการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และปราบปรามยาเสพติดเข้มงวดขึ้น, จัดให้มีนักสังคมสงเคราะห์วิชาชีพประจำท้องถิ่น, จัดสรรงบประมาณให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอสำหรับการคุ้มครองเหยื่อ, เพิ่มเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ในส่วนกลางและจังหวัด, ผลักดันร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว (ฉบับภาคประชาชน) ที่มีผู้ร่วมเสนอแล้วกว่า 26,729 รายชื่อ ให้เข้าสู่การพิจารณาในสภาอย่างเร่งด่วน

ความปลอดภัยเริ่มต้นที่บ้าน และต้องเกิดจากทุกภาคส่วนร่วมกันผลักดัน รายงานและเสียงจากหลายฝ่ายชี้ให้เห็นชัดว่า ความรุนแรงไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง แต่เป็นปัญหา “โครงสร้างสังคม” ที่ต้องอาศัยนโยบายรัฐ นักการเมือง ระบบสังคมสงเคราะห์ชุมชน และคนรอบข้าง “ทุกคน” ร่วมมือกันอย่างจริงจัง
เพราะบ้านที่ปลอดภัย = สังคมที่มั่นคง และการยุติความรุนแรงต่อเด็กและผู้หญิง คือการยุติความรุนแรงต่ออนาคตของประเทศทั้งระบบ หากเสียงของผู้หญิงได้รับการรับฟัง พื้นที่ของเด็กได้รับการปกป้อง และครอบครัวได้รับการเยียวยาอย่างถูกวิธี วันยุติความรุนแรงต่อสตรีสากลจะไม่ใช่แค่ “วันรำลึก” แต่จะเป็นหมุดหมายสำคัญของการเปลี่ยนแปลงที่เริ่มขึ้นจริงบนผืนแผ่นดินไทย.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
สสส. สานพลัง 2 อำเภอต้นแบบ จ.สกลนคร หนุนพลังชุมชนล้อมรักษ์ เปิดเส้นทางฟื้นฟูผู้ป่วยยาเสพติดระยะยาว 1 ปี ดูแลด้วยใจไม่ให้กลับไปเสพซ้ำ
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วม มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้ (มสวร) ลงพื้นที่อำเภอบ้านม่วง และอำเภอวานรนิวาสจังหวัดสกลนคร ร่วมกันขยายผลการขับเคลื่อนชุมชนล้อมรักษ์ในระดับอำเภอ
“เก็บภาษีขนมโซเดียมสูง ลดเด็กไทยกินเค็ม”
นักวิชาการเสนอเก็บภาษีโซเดียม “ขนมขบเคี้ยวโซเดียมสูง” วางเกณฑ์ผู้ผลิต ลดการกินโซเดียมในเด็ก และผู้ป่วยโรคความดัน
ถอดบทเรียนเมืองปลอดควันจากฟิลิปปินส์ สู่ภารกิจใหญ่‘กทม.’มหานครปลอดบุหรี่
ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเมืองใหญ่ในศตวรรษที่ 21 ปัญหาสุขภาพจากสิ่งแวดล้อมกลายเป็นโจทย์ท้าทายที่ไม่อาจมองข้าม หนึ่งในภัยเงียบที่ฝังรากลึกและสร้างผลกระทบต่อประชาชนทุกช่วงวัย คือ
สสส.-กรมสุขภาพจิต ดัน ‘วิ่งกับลูก’ ครั้งที่ 4 เสริมใจเด็ก สร้างพลังครอบครัว
สสส.- กรมสุขภาพจิต หนุนพลังครอบครัว สร้างภูมิคุ้มกันทางใจ ผ่านกิจกรรม “วิ่งกับลูก ครั้งที่ 4” ส่งเสริมสุขภาพจิตเด็กและเยาวชนอย่างยั่งยืน
ผนึกภาคีเครือข่าย สร้างสังคมปลอดภัยไร้ควัน
แม้สังคมไทยจะพูดถึงพิษภัยของบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่ความจริงที่ยังคงปรากฏชัดคือ ควันบุหรี่ยังไม่เคยหายไปจากชีวิตประจำวันของผู้คน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่ต้องเติบโตท่ามกลางสภาพแวดล้อมซึ่งพวกเขาไม่มีอำนาจต่อรอง

