
เสียงสะท้อนจากเหตุการณ์สะเทือนใจเมื่อ 4 ปีก่อน ยังคงดังก้องอยู่ในสังคมไทย เหตุการณ์การเสียชีวิตของ พญ.วราลัคน์ สุภวัตรจริยากุล หรือ “หมอกระต่าย” จักษุแพทย์สาว ที่ถูกรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์พุ่งชนขณะกำลังข้ามถนนบนทางม้าลาย กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้สังคมหันมาทบทวนความปลอดภัยของคนเดินเท้าอย่างจริงจัง
วันที่ 21 มกราคม 2569 ครบรอบ 4 ปีของเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งไม่เพียงเป็นวันที่ครอบครัวของหมอกระต่ายรำลึกถึงความสูญเสีย แต่ยังถูกกำหนดให้เป็น “วันความปลอดภัยของผู้ใช้ถนน” ของประเทศไทย เพื่อเตือนใจสังคมว่า ถนนควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน ไม่ใช่พื้นที่เสี่ยงต่อชีวิต
ในโอกาสดังกล่าว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับเครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต เครือข่ายพลังผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน มูลนิธิไทยโรดส์ (ThaiRoads) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กองบังคับการตำรวจจราจร กรมการขนส่งทางบก และภาคีเครือข่ายอีกจำนวนมาก จัดกิจกรรมรณรงค์ “วันความปลอดภัยของผู้ใช้ถนน” ภายใต้แนวคิด “หยุดสูญเสีย หยุดรถ ให้คนข้ามทางม้าลาย #ความดีที่คุณทำได้” ที่ลานกิจกรรมวิคตอรี่พอยท์ เกาะพญาไท บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
เวทีดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนตระหนักถึงวินัยจราจร และสร้างพฤติกรรมใหม่ในการใช้รถใช้ถนน เพื่อไม่ให้โศกนาฏกรรมซ้ำรอยเกิดขึ้นอีกในสังคมไทย

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย อดีตรองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ซึ่งเป็นประธานเปิดงาน กล่าวว่า ปัญหาอุบัติเหตุทางถนนของไทยยังคงเป็นเรื่องน่าห่วง แม้สถิติผู้เสียชีวิตจะลดลงจากประมาณปีละกว่า 20,000 คน เหลือราว 15,000 คน ในปี 2568 แต่ตัวเลขดังกล่าวยังถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับหลายประเทศ
เขาระบุว่า อุบัติเหตุทางถนนไม่ใช่ปัญหาของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง แต่เป็นปัญหาของทั้งสังคม เพราะทุกครั้งที่เกิดความสูญเสีย ย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และภาพลักษณ์ของประเทศ โดยเฉพาะในกรณีที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเสียชีวิตจากอุบัติเหตุในประเทศไทย ซึ่งกลายเป็นคำถามสำคัญต่อมาตรฐานความปลอดภัยของระบบคมนาคมไทย
หลายประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มทูตยุโรปที่ทำงานด้านความปลอดภัยทางถนน เคยตั้งคำถามต่อประเทศไทยว่า เมื่อประชาชนของพวกเขาเดินทางมาท่องเที่ยว จะมีหลักประกันความปลอดภัยเพียงพอหรือไม่ คำถามดังกล่าวสะท้อนถึงความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องเร่งยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางถนนอย่างจริงจัง
กิจกรรมรณรงค์เรื่องการหยุดรถให้คนข้ามทางม้าลาย จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยบนท้องถนน โดยมีการดำเนินงานต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565 ผ่านความร่วมมือของภาคีเครือข่ายกว่า 100 องค์กร เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้ประชาชนเคารพสิทธิของคนเดินเท้า
ความพยายามดังกล่าวนำไปสู่การที่คณะรัฐมนตรี และศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน มีมติให้วันที่ 21 มกราคมของทุกปี เป็น “วันความปลอดภัยของผู้ใช้ถนน” เพื่อย้ำเตือนสังคมว่า ทุกชีวิตบนท้องถนนมีคุณค่าเท่าเทียมกัน

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการรณรงค์อย่างต่อเนื่อง แต่ข้อมูลเชิงสำรวจกลับสะท้อนสถานการณ์ที่น่ากังวล นางก่องกาญจน์ ทักษ์หิรัญฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม สสส. เปิดเผยผลสำรวจพฤติกรรมการหยุดรถบริเวณทางม้าลายในกรุงเทพมหานคร จำนวน 24 จุด ซึ่งเป็นทางข้ามกลางถนนที่ไม่มีสัญญาณไฟจราจร พบว่า จากยานพาหนะที่สำรวจทั้งหมด 32,419 คัน มีผู้ขับขี่หยุดรถให้คนข้ามถนนเพียง 8% เท่านั้น ขณะที่อีก 92% ไม่หยุดรถ แม้ว่าจะมีคนเดินเท้ายืนรอข้ามถนนอยู่ก็ตาม
เมื่อพิจารณาแยกตามประเภทของยานพาหนะ พบว่า รถจักรยานยนต์มีอัตราการหยุดรถต่ำที่สุดอยู่ที่ประมาณ 8% ส่วนรถยนต์และรถโดยสารมีอัตราการหยุดรถใกล้เคียงกันประมาณ 9% ที่น่ากังวลคือ เมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลย้อนหลังในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์กลับไม่ได้ดีขึ้น กลับมีแนวโน้มแย่ลงด้วยซ้ำ โดยเฉพาะรถโดยสารสาธารณะที่มีอัตราการหยุดรถลดลงอย่างต่อเนื่อง
ผลสำรวจในพื้นที่ 18 จังหวัดใหญ่ทั่วประเทศ จำนวน 360 จุด ครอบคลุมยานพาหนะกว่า 44,000 คัน ยังให้ภาพที่สอดคล้องกัน โดยพบว่ามีผู้ขับขี่หยุดรถให้คนข้ามทางม้าลายเพียง 6% เท่านั้น ขณะที่อีก 94% ไม่หยุดรถ
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าคนเดินเท้าในประเทศไทยยังคงเผชิญความเสี่ยงสูงมาก แม้จะข้ามถนนในพื้นที่ที่กฎหมายกำหนดให้เป็น “เขตปลอดภัย” อย่างทางม้าลายก็ตาม
ปัญหานี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของพฤติกรรมผู้ขับขี่เท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการออกแบบถนน ระบบสัญญาณจราจร และการบังคับใช้กฎหมายที่ยังไม่เข้มงวดเพียงพอ
หลังเหตุการณ์ของหมอกระต่าย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เริ่มปรับปรุงโครงสร้างทางกายภาพของทางม้าลายในหลายพื้นที่ เช่น การตีเส้นทางข้ามให้ชัดเจน การติดตั้งสัญญาณไฟเตือน การเพิ่มป้ายลดความเร็ว รวมถึงกำหนดให้ผู้ขับขี่ต้องลดความเร็วเหลือไม่เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในบริเวณทางข้าม
นอกจากนี้ยังมีการกำหนดระยะเตือนล่วงหน้าประมาณ 15 เมตรก่อนถึงทางม้าลาย เพื่อให้ผู้ขับขี่ชะลอความเร็วและเตรียมหยุดรถเมื่อมีคนข้ามถนน โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่เสี่ยง เช่น หน้าโรงเรียน โรงพยาบาล สถานที่ราชการ และตลาด
อย่างไรก็ตาม การปรับปรุงโครงสร้างเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้ หากผู้ใช้ถนนยังไม่เคารพกฎหมายและไม่ตระหนักถึงสิทธิของคนเดินเท้า เสียงสะท้อนจากครอบครัวของหมอกระต่ายจึงยังคงเป็นแรงผลักดันสำคัญให้สังคมไทยไม่ลืมบทเรียนจากเหตุการณ์ดังกล่าว

นางรัชนี สุภวัตรจริยากุล มารดาของหมอกระต่าย และประธานเครือข่ายพลังผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน กล่าวด้วยน้ำเสียงสะเทือนใจว่า ครอบครัวเคยใฝ่ฝันให้ลูกสาวเติบโตเป็นแพทย์ที่ช่วยเหลือผู้คน แต่ความฝันทั้งหมดต้องจบลงในเสี้ยววินาที เมื่อรถจักรยานยนต์ที่วิ่งด้วยความเร็วกว่า 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พุ่งชนขณะลูกสาวกำลังข้ามทางม้าลาย เหตุการณ์ดังกล่าวไม่เพียงสร้างความสูญเสียแก่ครอบครัว แต่ยังสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของความปลอดภัยทางถนนในประเทศไทย
องค์การอนามัยโลกเคยจัดอันดับให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนสูงที่สุดในเอเชีย และอยู่ในอันดับที่ 9 ของโลก
เฉลี่ยแล้วมีคนไทยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนประมาณวันละ 50 คน หรือเกือบ 18,000 คนต่อปี
นอกจากความสูญเสียด้านชีวิตแล้ว อุบัติเหตุทางถนนยังสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล โดยประเมินว่าประเทศไทยสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 5.9 แสนล้านบาทต่อปี หรือประมาณ 3.3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า อุบัติเหตุทางถนนไม่ใช่เพียงปัญหาส่วนบุคคล แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศโดยรวม ด้วยเหตุนี้ เครือข่ายผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนนจึงเรียกร้องให้รัฐบาลและพรรคการเมืองทุกพรรคยกระดับ “ความปลอดภัยทางถนน” ให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยตั้งเป้าหมายลดจำนวนผู้เสียชีวิตลงครึ่งหนึ่งภายในปี 2573
ข้อเสนอสำคัญ ได้แก่ การปรับปรุงโครงสร้างถนนให้ได้มาตรฐานสากล การกำหนดเขตจำกัดความเร็วในเมือง การบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างเข้มงวด และการสร้างวัฒนธรรมเคารพสิทธิของคนเดินเท้า
ในขณะที่ครอบครัวยังคงทำงานรณรงค์ด้านความปลอดภัยทางถนนอย่างต่อเนื่อง อีกด้านหนึ่ง พลังแห่งความสูญเสียก็ถูกแปรเปลี่ยนเป็นพลังแห่งการให้

นพ.อนิรุทธ์ สุภวัตรจริยากุล บิดาของหมอกระต่าย ซึ่งเป็นจักษุแพทย์เช่นกัน ได้สานต่อเจตนารมณ์ของลูกสาวด้วยการอุทิศตนทำงานจักษุแพทย์อาสา ร่วมกับมูลนิธิรามาธิบดีและสำนักงานพระคลังข้างที่ ออกหน่วยตรวจรักษาโรคตา โดยเฉพาะการผ่าตัดต้อกระจกให้แก่ประชาชนผู้ยากไร้ในพื้นที่ต่างๆ
การทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยให้ผู้คนกลับมามองเห็นโลกอีกครั้ง ทำให้เขาได้รับรางวัลจักษุแพทย์ดีเด่นระดับเอเชียและแปซิฟิก ซึ่งถือเป็นการยกย่องบทบาทของแพทย์ไทยที่อุทิศตนเพื่อสังคม
แม้ความสูญเสียจะไม่อาจย้อนคืน แต่เรื่องราวของหมอกระต่ายได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อความปลอดภัยทางถนน และเตือนใจให้สังคมตระหนักว่า “การหยุดรถ” อาจเป็นเพียงการกระทำเล็กๆ ของผู้ขับขี่ แต่สำหรับคนเดินเท้าแล้ว นั่นอาจหมายถึงการรักษาชีวิตของใครบางคนเอาไว้
เพราะในท้ายที่สุด ถนนไม่ได้เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นพื้นที่สาธารณะที่ทุกคนต้องใช้ร่วมกัน และความปลอดภัยของถนนจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อทุกคนเคารพชีวิตของกันและกัน.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
CAR FREE DAY ประธาน กมธ.2 สภาฯ ชวนคนไทย “ลดใช้รถ ลดมลพิษ ลดโลกร้อน ลดเสี่ยงโรค” ชู EV–โซลาร์เซลล์เป็นทางเลือกพลังงานสะอาด
ที่อาคารรัฐสภา บริเวณลานยื่นหนังสือ ชั้น 1 (ศาลาแก้ว) - สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร โดยสำนักประชาสัมพันธ์ ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยโครงการสื่อสารนโยบายสาธารณะเพื่อสร้างเสริมสุขภาพ
ดัน 16 องค์กรต้นแบบ ปั้น “พี่เลี้ยง HHA”ดูแลกาย-ใจ-เงิน รับมือภัยเงียบในโลกการทำงาน
คนวัยทำงานกำลังเผชิญ “ภัยเงียบ” ที่ไม่ได้กระทบเพียงสุขภาพกาย แต่ลุกลามไปถึงสุขภาพจิตและสถานะทางการเงิน ทั้งความเครียด ภาวะหมดไฟ
เตือนภัยแก๊งค้ายาออนไลน์งัดกลยุทธ์เจาะนักเสพหน้าใหม่
เปิดผลวิจัย พบแก๊งค้ายาออนไลน์ ใช้โค๊ดลับ ขาย-ส่ง ยาเสพติดผ่านอีคอมเมิร์ซ ส่งผ่านไรเดอร์ เก็บเงินปลายทาง ห่วงเด็ก เยาวชน เป็นเหยื่อนักเสพหน้าใหม่
“รมว.พัฒนา” ยัน รัฐบาลไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้า 100% มอบนโยบายจัดตั้งคณะทำงานกำหนด KPI ร่วม สสส. - สธ. เห็นชอบแผนเลิกยาสูบ-นิโคติน แบบไร้รอยต่อ
เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในฐานะรองประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) คนที่ 1 เป็นประธานการประชุมกรรมการกองทุนฯ ครั้งที่ 7/2569
สสส. พร้อมร่วมงาน รพ.ชุมชน ตามนโนบาย รมว.สาธารณสุข ยึดเป้าหมายเดียวกัน สร้างเสริมสุขภาพ-ป่วย-เจ็บ น้อยลง อายุคาดเฉลี่ยเพิ่ม ลดงบรักษา
จากกรณีที่ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวในงานประชุมวิชาการโรงพยาบาลชุมชน ให้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ทำงานร่วมกับโรงพยาบาลชุมชน และระบบบริการปฐมภูมินั้น นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า สสส. ยินดีทำงานร่วมกับ รพ.ชุมชน ได้หารือเบื้องต้นกับ
'เปลี่ยนผู้เสพ' สู่คนมีอาชีพ คืนสังคมอย่างมีศักดิ์ศรี
“ชุมชนล้อมรักษ์แปลงยาว” เปลี่ยนผู้เสพสู่คนมีอาชีพ เผยใช้ชุมชนเป็นฐานดูแลผู้เข้ารับการบำบัดยาเสพติด ดึงภาครัฐ-เอกชน ชุมชน ตำรวจ ร่วมติดตามต่อเนื่อง พร้อมสร้างอาชีพและรายได้ หวังลดการกลับไปเสพซ้ำ และเปิดพื้นที่ให้ผู้ผ่านการบำบัดกลับคืนสู่สังคมอย่างมีศักดิ์ศรี

