
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสังคม เศรษฐกิจ และวิถีชีวิตยุคดิจิทัล โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ได้ค่อยๆ แทรกซึมเข้ามาเป็นภัยเงียบของคนไทยอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคอ้วน มักถูกมองว่าเป็นปัญหาของผู้สูงอายุ วันนี้โรคเหล่านี้กลับขยับลงมาคุกคามกลุ่มวัยทำงานและคนอายุน้อยอย่างน่ากังวล จนกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของระบบสุขภาพไทยที่ต้องเร่งหาคำตอบตั้งแต่ “ต้นทาง”
คำตอบสำคัญหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ “ข้อมูลสุขภาพประชาชน” ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขทางสถิติ หากแต่เป็นภาพสะท้อนชีวิต ความเสี่ยง และพฤติกรรมของคนไทยทั้งประเทศ ผลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 (NHES VII) จึงเปรียบเสมือนกระจกบานใหญ่ที่ฉายให้เห็นความจริงว่า คนไทยกำลังเผชิญกับวงจรโรค NCDs อย่างหนัก และหากไม่เร่งลดปัจจัยเสี่ยงก่อนอายุ 40 ปี ประเทศอาจต้องแบกรับภาระด้านสุขภาพที่ยากจะแก้ไขในอนาคต

หนึ่งในข้อค้นพบที่สะท้อนความน่าเป็นห่วงคือ ระดับความสุขของคนไทยมีแนวโน้มลดลง โดยมีความเชื่อมโยงอย่างชัดเจนกับปัญหาสุขภาพ พฤติกรรมเสี่ยง และความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ ขณะที่ระบบสุขภาพยังไม่สามารถเข้าถึงประชาชนบางกลุ่มได้อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะผู้ที่ไม่เคยตรวจสุขภาพประจำปี แต่กลับมีโรค NCDs แฝงอยู่โดยไม่รู้ตัวมากถึงราว 10 ล้านคน ปรากฏการณ์ “ป่วยแต่ไม่รู้” นี้เอง คือระเบิดเวลาที่กำลังทำให้การป้องกันโรคยิ่งยากขึ้น
ข้อมูลจากการสำรวจล่าสุดชี้ว่า คนไทยป่วยโรคเบาหวานแต่ไม่รู้ตัวถึงร้อยละ 27 หรือประมาณ 1.6 ล้านคน ขณะที่ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ไม่เคยได้รับการวินิจฉัยสูงถึงร้อยละ 48 หรือราว 8.4 ล้านคน ตัวเลขเหล่านี้ไม่เพียงสะท้อนปัญหาการเข้าถึงบริการสุขภาพ แต่ยังตอกย้ำความจำเป็นของการใช้ “Data-Driven Policy” หรือการขับเคลื่อนนโยบายด้วยข้อมูล เพื่อออกแบบมาตรการป้องกันโรคให้ตรงจุดและทันเวลา
ภาพรวมสถานการณ์ดังกล่าวถูกนำเสนออย่างชัดเจน ในการแถลงผลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย ครั้งที่ 7 ซึ่งจัดขึ้นโดยคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ร่วมกับสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ภายใต้หัวข้อ “สถานการณ์โรค NCDs ของไทย แนวโน้มและข้อเสนอเชิงนโยบาย” โดยเวทีนี้ไม่เพียงนำเสนอข้อมูลเชิงวิชาการ หากแต่เป็นพื้นที่ถอดบทเรียนเพื่อกำหนดทิศทางอนาคตของระบบสุขภาพไทย

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. ชี้ชัดว่า ข้อมูลสุขภาพประชาชนยืนยันได้ถึงแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของโรค NCDs ในทุกช่วงวัย โดยเฉพาะวัยทำงานที่ยังคงบริโภคหวานมันเค็มเกินมาตรฐาน และในบางภูมิภาคสถานการณ์รุนแรงกว่าที่คาดคิด กรณีโรคเบาหวานพบความเหลื่อมล้ำทางพื้นที่อย่างชัดเจน โดยผู้หญิงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอัตราป่วยสูงกว่าผู้ชาย และมักเชื่อมโยงกับพฤติกรรมสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งนำไปสู่การป่วยรุนแรงและการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร
สสส.มองว่า สังคมไทยในยุคทุนนิยมและโลกออนไลน์ โดยเฉพาะอิทธิพลของอินฟลูเอนเซอร์ ได้เร่งเร้าให้เกิดพฤติกรรมบริโภคเกินจำเป็น การสร้างเสริมสุขภาพจึงไม่อาจพึ่งพาการรณรงค์แบบเดิมได้อีกต่อไป จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลเป็นเข็มทิศหลัก สสส.จึงสนับสนุนการสำรวจสุขภาพประชาชนอย่างต่อเนื่อง และปรับกลยุทธ์สู่การขับเคลื่อนนโยบายด้วยข้อมูล ทั้งในระดับประเทศและระดับพื้นที่ เพื่อให้การลงทุนด้านสุขภาพตอบโจทย์ปัญหาจริงของประชาชน

จุดเด่นสำคัญของการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย คือการเป็นฐานข้อมูลระดับชาติหนึ่งเดียวที่มีการตรวจเลือดและเก็บตัวอย่างทางชีวภาพ ทำให้สามารถมองเห็นสถานะสุขภาพที่ซ่อนอยู่ เช่น ระดับน้ำตาล ไขมัน การทำงานของตับและไต เมื่อนำข้อมูลเหล่านี้ไปเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลการป่วยและการเสียชีวิต จึงเกิดเป็นดัชนีภาระโรคและคะแนนสุขภาพประชาชน ที่สะท้อนภาพสุขภาวะของคนไทยได้อย่างรอบด้าน
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ในระดับเสี่ยงมีค่าเอนไซม์ตับสูงกว่าคนทั่วไปถึง 3-5 เท่า สะท้อนความเสี่ยงต่อโรคตับแข็งและมะเร็งตับอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้ช่วยให้การรณรงค์ด้านสุขภาพก้าวข้ามการสื่อสารแบบกว้างๆ ไปสู่การกำหนดกลุ่มเป้าหมายและพื้นที่ได้แม่นยำยิ่งขึ้น

ด้าน นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการ สวรส. อธิบายว่า การสำรวจสุขภาพประชาชนไทยที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2534 ช่วยเติมเต็มข้อจำกัดของข้อมูลจากระบบบริการสุขภาพ ซึ่งมักสะท้อนเฉพาะผู้ที่มารับการรักษาแล้ว การมีข้อมูลจากประชาชนทั่วไปทั้งที่ป่วยและยังไม่ป่วย ทำให้รัฐสามารถวางแผนนโยบายและประเมินผลมาตรการด้านสาธารณสุขได้อย่างรอบคอบและทันต่อสถานการณ์
ศ.เกียรติคุณ นพ.วิชัย เอกพลากร ระบุว่า ในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา โรค NCDs ของคนไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนที่ขยายตัวรวดเร็ว จนทำให้ประเทศไทยไม่สามารถบรรลุเป้าหมายขององค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ตามที่กำหนด ผลสำรวจล่าสุดพบว่า คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป ป่วยเบาหวานร้อยละ 10.6 ป่วยความดันโลหิตสูงร้อยละ 29.5 และมีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วนสูงถึงร้อยละ 45 ซึ่งล้วนเป็นสัญญาณเตือนถึงภาระสุขภาพในอนาคต

ประเด็นที่น่าห่วงยิ่งกว่าคือ พฤติกรรมเสี่ยงกำลังขยายตัวในกลุ่มคนอายุน้อย รศ. พญ.เริงฤดี ปธานวนิช หัวหน้าโครงการสำรวจฯ ชี้ว่า ในกลุ่มอายุ 15-34 ปี หากไม่มีปัจจัยเสี่ยง โอกาสป่วยเบาหวานมีเพียงร้อยละ 0.3 แต่หากมีพฤติกรรมเสี่ยงหลายด้านพร้อมกัน ความเสี่ยงจะพุ่งสูงถึงร้อยละ 45.2 ขณะที่การสูบบุหรี่และดื่มสุรามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน โดยเฉพาะบุหรี่ไฟฟ้าที่พบว่าผู้ใช้กว่า 70% มีอายุต่ำกว่า 30 ปี
การหยุดวงจรโรค NCDs ของคนไทยไม่อาจรอให้เจ็บป่วยก่อนแล้วจึงรักษา แต่ต้องเริ่มจากการลดปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่วัยหนุ่มสาว การขยายการคัดกรองไปสู่กลุ่มอายุน้อยที่มีความเสี่ยง การใช้ข้อมูลเป็นฐานตัดสินใจเชิงนโยบาย และการออกแบบการสื่อสารสุขภาพที่เข้าใจคนรุ่นใหม่ หากประเทศไทยสามารถใช้พลังของข้อมูลสุขภาพได้อย่างเต็มศักยภาพ การป้องกันโรค NCDs ก่อนอายุ 40 ปี อาจไม่ใช่เพียงความหวัง แต่เป็นความจริงที่จับต้องได้ในอนาคต.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
สสส.ชูแผนสร้างเด็กเข้มแข็ง ผ่านแนวคิด “ชุมชนนำ” –“เลี้ยงเด็ก 1 คน ใช้คนทั้งหมู่บ้าน”
เด็กไทยเกือบครึ่งมีชีวิตเปราะบาง จากปัญหาครอบครัวไม่พร้อมหน้า สสส.ระดมเครือข่ายสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโต ชุมชนนำ-เลี้ยงเด็ก 1 คน ใช้คนทั้งหมู่บ้าน
เด็กไทย 72.6% ใช้จอเกิน 1 ชม. รองนายกฯ “ทรงศักดิ์” มอบ สสส. สรุปบทเรียน "ลดเวลาหน้าจอ" ต้องบูรณาการออกกฎเหล็กคุมเข้มอนาคตชาติ
วันที่ 21 มิถุนายน 2569 นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวในการประชุมกรรมการกองทุนฯ ครั้งที่ 5/2569 ว่า จากการที่ สสส. ดำเนินงานเพื่อป้องกันภัยออนไลน์ พบว่า คนไทยเฉลี่ย 93.10%
“อายุยืนแต่อย่าป่วยนาน” สังคมสูงวัยรอบรู้คู่สุขภาพ
ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ แต่สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น หากเป็นคำถามสำคัญว่า คนไทยจะสามารถใช้ชีวิตในบั้นปลายได้อย่างมีคุณภาพเพียงใด เ
“20 ปี กับการส่งเสริมสุขภาวะมุสลิม” จุฬาราชมนตรี-สสส. เดินหน้าผนึกกำลัง MOU สานต่อยอดความสำเร็จ มัสยิดปลอดบุหรี่ 847 แห่ง
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 17 มิ.ย.69 ที่โรงแรมอัล มีรอซ เขตสวนหลวง กรุงเทพฯ สำนักจุฬาราชมนตรี ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดงานประชุมวิชาการ “การส่งเสริมสุขภาวะมุสลิมในประเทศไทย” และพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU)

