
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการสนับสนุนการบริหารทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมชายฝั่งและการจัดการต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในพื้นที่ชายฝั่งทะเลอันดามันและทะเลอ่าวไทย เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
และรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในพื้นที่ชายฝั่ง ภายใต้แนวคิดการพัฒนาเชิงพื้นที่ (Area Based) และการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals - SDGs) ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า ไทยกำลังเผชิญปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน เช่น ขยะทะเลที่เพิ่มมากขึ้นและพิษจากไมโครพลาสติกที่กำลังเป็นปัญหาใหม่ จากข้อมูลกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ปี 2567 โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) พบว่า คนไทยได้รับไมโครพลาสติกเข้าสู่ร่างกายประมาณ 50,000 ชิ้นต่อคนต่อปี เสี่ยงป่วยโรคทางเดินอาหาร ระบบฮอร์โมน และเพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งสาเหตุจากพลาสติกไหลจากแม่น้ำลงสู่ทะเล และสัตว์น้ำบริโภค ส่งผลให้ไมโครพลาสติกปนเปื้อนห่วงโซ่อาหาร ขณะที่ภาคใต้เกิดการกัดเซาะชายฝั่งยาวกว่า 823.06 กิโลเมตร สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งปลูกสร้างบริเวณชายฝั่ง ส่งผลต่อชุมชนและท้องถิ่น ปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวเพิ่มขึ้นสูงถึง 30% ของพื้นที่ปะการังทั่วประเทศนอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลให้เกิดภัยพิบัติ เช่น ปรากฏการณ์ Rain bomb ที่ทำให้ฝนตกหนักฉับพลันในพื้นที่อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และเกิดภัยพิบัติน้ำท่วมในหลายพื้นที่ของไทย ทั้งหมดนี้ล้วนกระทบต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม และระบบนิเวศ

นพ.พงศ์เทพ กล่าวต่อว่า ความร่วมมือกับ สกสว. และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในครั้งนี้ เพื่อร่วมขับเคลื่อน 1.ส่งเสริม สนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมด้านการบริหารทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมชายฝั่ง และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 2.บูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมขับเคลื่อนทางสังคม 3.พัฒนาศักยภาพชุมชนให้เกิดการจัดการอย่างเป็นระบบและเชื่อมโยงกับภาครัฐและเอกชน 4.สร้างความร่วมมือระหว่างกองทุนภาครัฐและภาคีเครือข่าย เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดย สสส. ร่วมสนับสนุนใน 4 มิติ 1.สร้างเสริมสุขภาพควบคู่การขับเคลื่อนและสนับสนุนการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม 2.พัฒนายุทธศาสตร์ด้านการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมให้เชื่อมโยงแผนยุทธศาสตร์ของ สสส. 3.ส่งเสริมการรวมกลุ่มผู้ประกอบการและสร้างเครือข่ายในพื้นที่ และ 4.สนับสนุนกิจกรรมขับเคลื่อนในพื้นที่ชายฝั่ง เพื่อให้การจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมชายฝั่งเกิดประสิทธิภาพและมีความยั่งยืน ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดกลไกการทำงานที่เข้มแข็ง
ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีบุคลากรทั้งอาจารย์และนักวิจัยจากหลายคณะร่วมขับเคลื่อนงานด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เข้มแข็ง เช่น สาขาธรณีวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมแหล่งน้ำและวิศวกรรมสำรวจ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภูมิศาสตร์กายภาพและภูมิศาสตร์มนุษย์ คณะอักษรศาสตร์ ตลอดจนสถาบันวิจัยสังคมและสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน โดยใช้งานวิจัยขับเคลื่อนให้เกิดประโยชน์สูงสุด ที่ผ่านมาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดให้มีการเรียนการสอนและการทำงานวิจัยที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระดับสากล (SDGs) ความร่วมมือกับ สสส. และภาคีเครือข่ายในครั้งนี้ จะตอกย้ำถึงพันธกิจของมหาวิทยาลัยในการพัฒนาบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถให้พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสังคมในมิติต่างๆ นำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) กล่าวว่า สกสว. มีภารกิจในการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานและกองทุนต่างๆ เพื่อส่งเสริมด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ในการขับเคลื่อนและสนับสนุนการพัฒนาบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ชายฝั่งทะเลอันดามันและทะเลอ่าวไทย โดยเป็นตัวกลางในการประสานงานหน่วยบริหารจัดการทุนวิจัย (PMUs) หน่วยงานทุนสนับสนุนงานมูลฐาน (Fundamental Fund) หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อสนับสนุนงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และพัฒนาระบบฐานข้อมูลด้านการวิจัย สำหรับการสนับสนุนการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมชายฝั่งในพื้นที่ชายฝั่งทะเลอันดามันและทะเลอ่าวไทย นอกจากนี้ ยังมุ่งเชื่อมโยงแผนยุทธศาสตร์ด้านการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมชายฝั่ง โดยบูรณากับแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
สวทช.-สสส.-ภาคีเครือข่าย 12 องค์กร MOU ผนึกกำลังผลักดันนโยบายส่งเสริมองค์กรไทยพัฒนา 'เว็บไซต์-โมบายแอปพลิเคชัน ที่ทุกคนเข้าถึงได้' ด้วยมาตรฐานสากล
สวทช.-สสส.-ภาคีเครือข่าย 12 องค์กร MOU ผนึกกำลังผลักดันนโยบายส่งเสริมองค์กรไทยพัฒนา “เว็บไซต์-โมบายแอปพลิเคชัน ที่ทุกคนเข้าถึงได้” ด้วยมาตรฐานสากล “WCAG” ช่วยคนพิการ-คนเปราะบาง เข้าถึงบริการดิจิทัล-สร้างสุขภาวะดี อุดช่องว่าง ปี 68 พบ คนพิการ 2 ล้านคน เผชิญความเหลื่อมล้ำ ขาดโอกาสเข้าถึงบริการสุขภาพ-การเงิน-การศึกษา
อุดช่องว่าง "คนไทยไม่ไร้สิทธิ" สสส. สานพลัง ยธ.-สปสช.-จุฬาฯ-มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย-ภาคีโรงพยาบาล 30 แห่ง เดินหน้ายกระดับ ตั้งเป้าปี 69 เปิดหน่วยเก็บ DNA ครบ 13 เขต ลดเวลาพิสูจน์จาก 10 ปี เหลือ 3-12 เดือน คืนสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
เมื่อเร็วๆนี้ ที่โรงแรมเบสท์เวสเทิร์น นาดา ดอนเมือง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
สสส. ผนึก 10 องค์กร MOU พลิกโฉมระบบสุขภาพ! ปูรากฐานงานสุขภาวะ ของกลุ่ม LGBTQIA+ หนุนเติมทุน 4 ด้าน มนุษย์-สังคม-ความรู้-จิตวิญญาณ มุ่งพัฒนาองค์กรชุมชน สู่สถานบริการสาธารณสุข
เมื่อเร็วๆนี้ ที่โรงแรมชาเทรียม สาทร กรุงเทพฯ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการพัฒนาศักยภาพองค์กรชุมชนด้านสิทธิและสุขภาวะของกลุ่มผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ (Strength) ร่วมกับ บริษัท เช้นจ์ แอนด์ เวล บีอิ้ง โซลูชั่นส์ มูลนิธิจิตอาสาจังหวัดเชียงราย มูลนิธิเอ็มเฟรนด์จังหวัดอุดรธานี
สสส. ปลื้ม โมเดล “การร่วมทุน”เดินหน้าผนึกกำลัง อบจ. ทั่วไทย ขับเคลื่อนงานสร้างสุขภาวะ
สสส. ปลื้ม โมเดล “การร่วมทุน” ขับเคลื่อนงานสร้างสุขภาวะ มีประชาชนได้รับประโยชน์ 22,942 คน
ปีใหม่ 2569 สสส. ผนึกกำลัง เครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต เดินหน้า “ดื่มไม่ขับ…กลับบ้านปลอดภัย” ปี 67 ตายบนถนนกว่า 1.7 หมื่นราย หนุนชุมชนตั้งด่านหวังดี-ด่านปากหวาน พบอุบัติเหตุเกิดใกล้บ้าน 5-10 กม. ดึงร้านค้าสถานบริการร่วมสกัดคนเมา ลดสูญเสียช่วงเทศกาลปีใหม่
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ เครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต มูลนิธิเด็ก เยาวชน และครอบครัว จัดกิจกรรมรณรงค์เนื่องในเทศกาลปีใหม่ 2569 “ปีใหม่ ดื่มไม่ขับ...กลับบ้านปลอดภัย 2569” ณ ลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
ต้อนรับปีใหม่..เดินทางคึกคัก-ดื่มฉ่ำ ความเสี่ยงที่คนข้างหลังต้องแบกรับ
การเดินทางช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 กำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่อการคาดการณ์ระบุว่าคนไทยจะเดินทางมากกว่าปีก่อนอย่างน้อย 10% ท่ามกลางบรรยากาศการเฉลิมฉลองที่คึกคัก

