'เมสซี' นำทัพ 'อาร์เจนตินา' รอเชือด 'อียิปต์' รอบ 16 ทีม

ฟุตบอลโลก 2026 ค่ำคืนวันที่ 7 กรกฎาคม หรือต่อช่วงเช้าวันที่ 8 กรกฎาคม ตามเวลาประเทศไทย ยังอยู่กันที่การแข่งขันในรอบ 16 ทีมสุดท้าย มีลงสนามฟาดแข้งกันทั้งหมด 2 คู่ 2 สนาม โดยแชมป์เก่าพลพรรค “ฟ้าขาว” ทีมชาติอาร์เจนตินา ยักษ์ใหญ่จากอเมริกาใต้ จะพบกับ ทีมชาติอียิปต์ ตัวแทนจากทวีปแอฟริกา เวลา 23.00 น. เตะกันที่ เมอร์เซเดส-เบนซ์ สเตเดียม เมืองแอตแลนตา สหรัฐอเมริกา

อดีตแชมป์ 3 สมัย อาร์เจนตินา ภายใต้การคุมทีมของ ลิโอเนล สกาโลนี หืดจับมิใช่น้อยในรอบ 32 ทีมสุดท้าย หลังต้องเจอกับความยอดเยี่ยมของ เคปเวิร์ด ที่ทำได้ดีเกินคาด ไล่ตีเสมอ 2 ครั้ง 2 ครา ในช่วงเวลา 120 นาที แต่พวกเขาก็มาได้ประตูชัยเฉือนชนะคู่แข่งไปแบบหวุดหวิด 3-2 เกือบถูกน้องใหม่เล่นงาน

สภาพความพร้อมของทีมในเกมนี้แกนหลักทุกคนไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ หรือติดโทษแบน แน่นอนว่า ลิโอเนล เมสซี ดาวซัลโวประจำทัวร์นาเมนต์นี้ จะลงสนามลุ้นผลิตสกอร์อย่างต่อเนื่อง ประสานงานเกมรุกร่วมกับ เลาตาโร มาร์ติเนซ, ธิอาโก อัลมาดา โดยมี เอ็นโซ เฟร์นานเดซ, โรดริโก เดอ ปอล และอเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ คุมแดนกลาง

ทางฝั่ง อียิปต์ ของกุนซือฮอสซัม ฮัสซัน ต้องยิงยาวถึงการดวลจุดโทษตัดสินในรอบที่แล้ว ก่อนจะยิงได้แม่นกว่า เอาชนะ ออสเตรเลีย 4-2 หลังเสมอกันในเวลา 120 นาที 1-1 ส่วนผลงานในรอบแบ่งกลุ่มก่อนหน้านี้ถือว่าธรรมดา ชนะ 1 เสมอ 2 นัด โดยก่อนหน้านี้ผลงานที่ดีที่สุดของพวกเขาในเวิลด์ คัพ รอบสุดท้าย คือการผ่านถึงรอบ 16 ทีม เมื่อปี 1934 ที่ อิตาลี เป็นเจ้าภาพ

สภาพทีมในเกมนี้ต้องรอเช็กฟิตของ อาห์เหม็ด ฟาตูห์ กับ โมฮาเหม็ด อับเดลโมเนม ที่บาดเจ็บมาก่อนหน้าว่าจะพร้อมลงสนามหรือไม่ ส่วนตัวหลักคนอื่นๆ อยู่กันครบ นำทัพโดย โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โอมาร์ มาร์มูช, อีมาม แอสอูร์ อัลเดล มุสตาฟา ซิโก โดยมี มาร์วาน อัตเตีย กับ ฮัมดี ฟาธี คุมแดนกลาง

เกมนี้ อาร์เจนตินา เหนือกว่าพอสมควร ด้วยฟอร์มการเล่นที่กำลังร้อนแรง รวมถึง ลิโอเนล เมสซี ที่ยิงประตูในเวิลด์ คัพ หนนี้ทุกนัดตั้งแต่เกมแรก จนถึงรอบ 32 ทีมสุดท้าย ดูแล้วทัพ “ฟ้าขาว” จะยังคงสานต่อผลงานที่ดีของตัวเอง แม้รอบก่อนจะมีเหนื่อยไปบ้าง แต่เกมนี้คงไม่พลาด มีสิทธิ์เก็บชัยในช่วง 90 นาที เหนือคู่แข่ง ด้วยสกอร์ 2-0

อีกคู่เป็นการเจอกันระหว่าง 2 ทีม ที่ถูกมองว่าเป็นม้ามืดประจำทัวร์นาเมนต์ในครั้งนี้ อย่าง สวิตเซอร์แลนด์ กับ โคลอมเบีย โดยต่างฝ่ายต่างเล่นได้ดีเกินคาด ยังไม่แพ้ใครตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม มีฟอร์มการเล่นที่คงเส้นคงวา จนฝ่าฟันมาจนถึงรอบ 16 ทีมสุดท้ายอย่างยอดเยี่ยม

สวิตเซอร์แลนด์ มีทีเด็ดที่เกมรับอันเหนียวแน่น พวกเขาเล่นได้อย่างมีระเบียบวินัย กดดันจนคู่แข่งพลาด และฉกฉวยโอกาสเปลี่ยนเป็นสกอร์ได้อยู่หลายครั้ง โดยเฉพาะกับเกมในรอบที่แล้วที่เอาชนะ แอลจีเรีย 2-0 ทีมจากแดนนาฬิกา ทำได้ดีเกินคาด ในส่วนของนักเตะ โยฮัน มาซามบี แนวรุกดาวรุ่งวัย 20 ปี กำลังฟอร์มเปรี้ยงปร้าง และน่าจับตามอง ส่วนคนอื่นๆ ในแนวรุกมี บรีล เอ็มโบโล, แดน เอ็นดอย และรูเบน วากาส ที่พร้อมปั่นป่วนคู่แข่ง

ทางฝั่ง โคลอมเบีย แทบจะเปลี่ยนสนามที่ตัวเองลงทำการแข่งขันให้เป็นบ้านของตัวเอง เพราะประชากรของพวกเขาในสหรัฐอเมริกาถือว่าอาศัยกันอยู่เยอะมาก บวกกับคนที่เดินทางตามมาเชียร์จากบ้านเกิด ก็ทำให้บนอัฒจันทร์แทบจะย้อมสีเป็นสีเหลืองเลยทีเดียว แม้พวกเขาจะทำประตูได้ไม่เยอะ แต่มีทีเด็ดที่เกมรับอันเหนียวแน่นเช่นเดียวกัน ในส่วนของนักเตะนำทัพมาโดย หลุยซ์ ดิอาซ, หลุยส์ ซัวเรซ และฮาเมส โรดริเกวซ

คู่นี้ดูแล้วอาจกินกันยากในช่วง 90 นาที หรือ 120 นาที เพราะเกมรับของทั้งสองทีมถือว่าทำได้ดีมาตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม เสียประตูยาก เล่นแบบรัดกุม ไม่ผลีผลาม ดูแล้วอาจต้องตัดสินจนถึงฎีกาในการดวลจุดโทษเลยทีเดียว

เพิ่มเพื่อน