ประจวบคีรีขันธ์พร้อมรับนักท่องเที่ยวชู“หัวหิน” ปลอดภัยด้วย SHA Plus+

ททท.สำนักงานประจวบพร้อมรับนักท่องเที่ยวหลังคลายล็อกดาวน์ ชู “หัวหิน” พื้นที่หลักเดินหน้าสู่ SHA Plus+ ตอบโจทย์ท่องเที่ยวสะดวกสบาย และปลอดภัย พร้อมใช้สื่อออนไลน์ ประชาสัมพันธ์ข่าวสารท่องเที่ยว กิจกรรม และโปรโมชั่นหนุนผู้ประกอบการในพื้นที่ทุกรูปแบบ

          นายอิศรา สถาปนเศรษฐ์ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า ภายหลังวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา  เมื่อรัฐบาลได้ผ่อนคลายมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด -19  ลดลง หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า คลายล็อกดาวน์ ก็เริ่มมีจำนวนประชาชนออกมาท่องเที่ยว และ จับจ่ายซื้อสินค้าตามสถานที่ต่างๆ รวมทั้งเดินทางในลักษณะครอบครัว เพื่อนฝูงกลุ่มเล็กๆ ไปยังแหล่งท่องเที่ยวชายทะเล   น้ำตก  อุทยานแห่งชาติ  วัดวาอาราม และ ชุมชน  โดยมีร้านอาหาร  รีสอร์ท  โรงแรมชั้นนำจัดกิจกรรมและจัดโปรโมชั่นเตรียมต้อนรับลูกค้า

          ทั้งนี้ ทุกคนที่เดินทางมายังต้องให้ความสำคัญกับมาตรการทางด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด รวมทั้งททท.ยังเน้นการประชาสัมพันธ์ให้ตระหนักในการท่องเที่ยววิถีใหม่ ด้วยการให้ใส่หน้ากากตลอดการเดินทาง เว้นระยะห่าง ล้างมือ ฯลฯ เป็นต้น

เครื่องหมายรับรองมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย SHA PLUS+

 ผู้อำนวยการททท.สำนักงานประจวบคีรีขันธ์กล่าวต่อว่า  สำหรับนักท่องเที่ยวอาจแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือนักท่องเที่ยวชาวไทย จากในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียง กลุ่มที่สองคือ นักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามาได้ตามนโยบาย “หัวหิน รีชาร์จ” ของรัฐบาลซึ่งกำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ แต่ผู้ประกอบการในพื้นที่ก็มีการเตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้า เนื่องจากหัวหินเป็นเมืองท่องเที่ยวซึ่งมีชื่อเสียงอยู่แล้ว มีสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกแบบครบครัน สิ่งที่จะทำให้นักท่องเที่ยวเลือกเดินทางมาคือ ความปลอดภัยทางด้านสุขภาพ

          โดยจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เน้นการให้ความสำคัญกับมาตรการสาธารณสุข การป้องกัน การรับมือ และการฉีดวัคซีนในพื้นที่ให้ได้ตามเป้าหมาย  ในส่วนของททท.ก็ได้สนับสนุนให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวใน 10 ประเภทกิจการเข้าร่วมโครงการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางด้านสุขอนามัย หรือ SHA เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวในการมาใช้บริการในพื้นที่ โดยขณะนี้มีผู้ประกอบการในพื้นที่หัวหิน  ได้รับการรับรองมาตรฐานSHAจำนวน 190 ราย

“เมืองสามอ่าว” สมญานามของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

โครงการมาตรฐาน SHA คือโครงการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย หรือ Amazing Thailand Safety & Health Administration (SHA) เกิดขึ้นจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยททท.ร่วมกับกรมควบคุมโรค กรมอนามัย กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข มีเป้าหมายเพื่อยกมาตรฐานการบริการที่มีความปลอดภัยด้านสุขอนามัย โดยเชิญชวนผู้ประกอบการและสถานประกอบการที่เกี่ยวข้องแต่ละพื้นที่เข้าร่วมโครงการ ผู้ที่ผ่านมาตรฐานการประเมิน จะได้รับเครื่องหมาย SHA เป็นสัญลักษณ์เพื่อเพิ่มความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยว 

          การเข้าร่วมโครงการมาตรฐาน SHA ครอบคลุมกิจการท่องเที่ยว 10 ประเภท  ได้แก่ 1.ภัตตาคาร ร้านอาหาร 2.โรงแรม ที่พัก สถานที่จัดประชุม 3.นันทนาการและสถานที่ท่องเที่ยว 4.ยานพาหนะ 5. บริษัทนำเที่ยว 6.สุขภาพและความงาม 7.ห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้า 8.กีฬาเพื่อการท่องเที่ยว 9.โรงละคร โรงมหรสพ การจัดกิจกรรม และ 10.ร้านค้าของที่ระลึกและร้านค้าอื่นๆ เพื่อเตรียมตัวรับกระแสโลกที่เน้นการท่องเที่ยวปลอดภัย

          ล่าสุด ยังทำการต่อยอด จากสถานประกอบการที่ได้รับเครื่องหมาย SHA แล้ว ไปสู่ มาตรฐาน SHA PLUS+  อันเป็นมาตรฐานที่รับรองว่าสถานประกอบการมีมาตรการทางสุขอนามัยในการควบคุมโรคโควิด -19   อีกทั้งมีพนักงานในสถานประกอบการได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ครบ 2 เข็มแล้วเกินกว่า 70% เพิ่มขึ้นให้มากที่สุด เพื่อสร้างความมั่นใจในเรื่องความปลอดภัยแก่ลูกค้าที่มาใช้บริการ โดยมีผู้ประกอบการในพื้นที่อำเภอหัวหินยื่นเรื่องเข้ามาและอยู่ระหว่างการพิจารณา จำนวน 15 ราย

ชายหาดหัวหิน ที่ขึ้นชื่อในความงดงาม

ททท.ยังใช้สื่อออนไลน์ ผ่านFacebook : TAT  PRACHUAP เสนอข้อมูลสถานการณ์การท่องเที่ยวในพื้นที่ให้ประชาชนรับทราบ และยังเน้นประชาสัมพันธ์ทำให้คนรู้จัก SHA&SHA+ ผ่านสื่อโฆษณา และข้อความโดนๆ ที่สอดแทรกเข้าไปในเนื้อหาที่เผยแพร่ เช่น มีกาแฟแล้ว ต้องมีชาด้วย #sha#sha plus+

          รวมทั้งมีการช่วยเผยแพร่ข่าวสารของร้านอาหาร โรงแรมในหัวหิน เช่น ส่งแนวคิด อยู่บ้านอย่างปลอดภัย แต่ไม่พลาดความอร่อยจากคาเฟ่ซอยของโรงแรมดุสิตดีทู หัวหิน  พร้อมส่งเซ็ทอาหารแบบอเมริกันเบรกฟาสต์ อาหารจานเดียว หรือ คอมโบเซ็ท จัดส่งให้ทุกคน ทุกวันภายในรัศมี 5 กิโลเมตร ซึ่งหากเป็นสถานการณ์ปกติ ยากที่จะมีบริการส่งถึงบ้านแบบนี้ ส่วนคนที่เดินทางมาหัวหินก็มี 5 อาหารถิ่นต้องห้ามพลาดแนะนำเช่น ซาลาเปาเตาถ่านเจ๊ม่วย,ปิ้งงบเจ๊รา,ขนมหวานป้าปรางค์,ข้าวเหนียวมะม่วงป้าเจือ และลอดช่องลุงดำ ซึ่งมีภาพประกอบสวยงาม พิกัดครบถ้วน

          ยังมีกิจกรรมการท่องเที่ยว รวมทั้งเล่าเรื่องด้วยภาพ และนำเสนอคลิปวีดีโอ เพื่อให้ประชาชนหายคิดถึงตลอดจนแนะนำแหล่งท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาดซึ่งมีอยู่หลายแห่งเช่น

สถานีรถไฟหัวหิน สถานีรถไฟสวยที่สุดในประเทศไทย

“สถานีรถไฟหัวหิน”  อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์    ถือว่าเป็นสถานีรถไฟที่สวยที่สุดในประเทศไทย มีพลับพลาจตุรมุขที่สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นเอกลักษณ์ของสถานีรถไฟแห่งนี้

 ตลาดโต้รุ่งหัวหิน แหล่งรวมอาหารถิ่นเลิศรส

“ตลาดโต้รุ่งหัวหิน”  อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  เป็นแหล่งรวมของอาหาร สินค้าที่ระลึก/ของฝาก ฯลฯ สำหรับคนที่มีโอกาสค้างคืน พลาดไม่ได้ต้องมาใช้เวลายามค่ำคืนชิม ช้อป ใช้อาหารการกินแถวนี้

อุทยานราชภักดิ์

 “อุทยานราชภักดิ์”  อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์   สัญลักษณ์ของเมืองที่สร้างขึ้นด้วยความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย

          ออกไปจากตัวหัวหิน “ตลาดเก่าปราณบุรี 200 ปี”  อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อยู่บริเวณตลาดเก่าปราณบุรี ที่ชาวบ้านยังรักษาความเป็นตลาดเก่าแก่มากว่า 200 ปีไว้ได้ โดยมีร่องรอยของความเป็นแหล่งชุมชน การค้าขายที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก

ถ้ำพระยานคร

ส่วนคนชอบแหล่งท่องเที่ยวแนวธรรมชาติ มีเรื่องราวของ“ถ้ำพระยานคร”  (อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด) อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์   ถือเป็นอุทยานแห่งชาติประเภทชายทะเลแห่งแรกของประเทศไทย เป็นที่ตั้งของ “พระที่นั่งคูหาคฤหาสน์” เป็นพลับพลาแบบจัตุรมุข สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3

ทิวทัศน์สวยงามจากเขาล้อมหมวก กองบิน 5

ส่วนคนที่ต้องการแนวตื่นเต้น ผจญภัย “กิจกรรมพิชิตเขาล้อมหมวก”   บริเวณเขาล้อมหมวก กองบิน 5 อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์   มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 902 ฟุต ท้าให้ผู้กล้าทั้งหลายได้ปีนระดับพิชิตความสูง นอกจากนี้ สามารถมองเห็นเขาช่องกระจก และอ่าวน้อย อ่าวมะนาว และอ่าวประจวบฯ

เกาะจาน อุทยานแห่งชาติวนกร

“ดำน้ำดูปะการังน้ำตื้น เกาะจาน” (อุทยานแห่งชาติหาดวนกร) อำเภอทับสะแก   เป็นเกาะพื้นที่สัมปทานรังนก อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของอุทยานแห่งชาติหาดนวกร ลักษณะเป็นเกาะขนาดเล็ก มีหุบเขาห้อมล้อม เต็มไปด้วยป่าไม้พืชพรรณอุดมสมบูรณ์ มีหาดทรายขาวละเอียดทอดยาวออกไปไกลเกือบ 100 เมตร และบริเวณท้ายเกาะมีแนวปะการังกระจายอยู่ เหมาะสำหรับช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน

วัดอ่าวน้อย

 สายบุญ มี“วัดอ่าวน้อย” อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์    เป็นวัดที่มีพระอุโบสถเป็นไม้สักทองทั้งหลังมีการแกะสลักลวดลายอย่างปราณีตภายในพระอุโบสถยังเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปให้นักท่องเที่ยวได้กราบไหว้สักการะ และไฮไลท์ที่พลาดไม่ได้ คือการไปสักการะพระพุทธไสยาสน์ ในถ้ำพระนอน

          ส่วนคนชอบชมบรรยากาศ แนะนำ“เขาช่องกระจก” อำเภอ.เมืองประจวบคีรีขันธ์   เป็นจุดชมวิวทิวทัศน์ในมุมสูงของตัวเมือง ประจวบฯ และเป็นที่ตั้งของวัดเขาช่องกระจกซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธบาทจำลอง และพระบรมสารีริกธาตุ

          ยังมีสถานที่อื่นๆ ตามความชอบและไลฟสไตล์ของนักท่องเที่ยวที่หลากหลาย 

          ทั้งนี้ ผู้สนใจข่าวสารการท่องเที่ยวในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เข้าไปติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่  ททท. สำนักงานประจวบคีรีขันธ์  Facebook : TAT  PRACHUAP 

สรณะ รายงาน

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

รัฐบาลโล่งใจ ผู้ป่วยฝีดาษวานรลิงลด ปรับระดับการเฝ้าระวัง

รัฐบาลยินดีที่จำนวนผู้ป่วยรายใหม่โรคฝีดาษวานรลดลง สะท้อนศักยภาพสาธารณสุขไทย พร้อมปรับมาตรการและแนวทางการควบคุมโรคให้สอดคล้องตามสถานการณ์

'หมอหนู' ชง ศบค. ไฟเขียวมาตรการรับ 'โควิด' โรคติดต่อเฝ้าระวัง

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวก่อนการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)

ชงยกเลิก 'พรก.ฉุกเฉิน' ยุบ 'ศบค.' มีผล 1 ต.ค.นี้ ให้ สธ.รับไม้ต่อ

พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด– 19 (ศปก.ศบค.) ว่า ที่ประชุมวันนี้การหารือเรื่องสำคัญ

23 ก.ย.นี้ 'ศบค.' ถกแนวปฏิบัติรับการถอดโควิดจากโรคติดต่ออันตราย

'สธ.' ออกประกาศ 1 ต.ค.เป็นต้นไป ยกเลิกโควิด-19 จากโรคติดต่ออันตรายให้เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง ศบค. 23 ก.ย.นี้เตรียมพิจารณาแนวปฏิบัติรองรับ

ประเทศไทยน่าจะติดเชื้อโควิด-19 แล้ว มากกว่าครึ่งหนึ่งของประชากร หรือ 60-70 เปอร์เซ็นต์

'หมอยง' เผยประเทศไทยน่าจะมีการติดเชื้อโควิด-19 แล้วมากกว่าครึ่งหนึ่งของประชากร หรือน่าจะอยู่ที่ 60-70 เปอร์เซ็นต์ ชี้ระบบภูมิต้านทานต่างๆ จะสอดคล้องกับการป้องกันความรุนแรงของโรค