พลาดซ้ำเกณฑ์ ‘บัตรคนจน’ ทำ ‘รัฐบาลหนู’ เสียแต้ม

 ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ‘บัตรคนจน’ ทำให้รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ต้อง ‘ถอย’ มาแล้วถึง 2 ครั้ง

การถอยที่เกิดขึ้น มาจากการคัดกรองซึ่งเกิดจาก ‘เกณฑ์’ ที่คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ที่มี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การคลัง เป็นประธาน เป็นผู้เคาะออกมา และถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมว่า ไม่สะท้อนความเป็นจริง

ครั้งแรกคือ กรณีตัดสิทธิ์บิดามารดาที่บุตรนำค่าอุปการะเลี้ยงดูไปลดหย่อนภาษี ซึ่งนอกจากจะถูกมองว่า ไม่สะท้อนความจริงแล้ว ยังลามไปเป็นปัญหาความขัดแย้งในครอบครัว

มีการท้วงติงว่า บุตรบางคนไม่ได้เลี้ยงดูหรืออุปการะบิดามารดาจริง แต่กลับทำให้บิดามารดาอดรับสิทธิ์ในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

 เสียงวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องดังกล่าวกว้างขวาง ขณะที่ตอนนั้น ‘เอกนิติ’ พยายามอธิบายเหตุผลว่า การคัดกรองที่เข้มข้นขึ้นเพื่อต้องการช่วยเหลือคนที่จนจริงๆ เนื่องจากพบว่า หลายคนที่ได้รับก่อนหน้านี้ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง อย่างไรก็ดี ด้วยแรงเสียดทานจากสังคมที่สูง ในที่สุด ‘อนุทิน’ สั่งให้ ‘เอกนิติ’ และ ‘กระทรวงการคลัง’ ทบทวนหลักเกณฑ์ดังกล่าว

แน่นอนว่า แม้จะเป็นความผิดพลาด แต่การที่ ‘อนุทิน’ ยอมถอย สั่งให้ทบทวนก็ได้รับคำชมว่า อย่างน้อยรับฟังเสียงสะท้อนจากสังคม

หลังจากเกณฑ์ดังกล่าวถูกนำไปทบทวน ปรากฏว่าเกิดเรื่องอีกครั้ง เมื่อหลายคนที่ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐถูกตัดสิทธิ์เพราะครอบครองรถยนต์ หรือรถมอเตอร์ไซค์ ซึ่งแม้จะอุทธรณ์ได้ แต่หลายคนมองว่า รัฐต่างหากที่ทำให้เกิดความยุ่งยาก และเป็นความผิดพลาดซ้ำสอง ในระยะเวลาที่ห่างกันไม่นานและในเรื่องเดียวกัน

ปัญหาส่วนใหญ่ที่พบ ประกอบด้วย ซากรถเก่าที่ยังไม่ได้แจ้งยกเลิก แต่ยังมีชื่อเป็นผู้ครอบครองอยู่, การขายรถหรือขายดาวน์ไปนานแล้วด้วยวิธีโอนลอย แต่ผู้ซื้อรายใหม่ไม่นำรถไปจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อ ทำให้ชื่อกรรมสิทธิ์ยังเป็นของผู้ขายเดิม และบางกรณีประชาชนถูกนำชื่อไปสวมสิทธิ์ซื้อรถโดยที่เจ้าตัวไม่รู้เห็นมาก่อน

นอกจากนี้ยังมีกรณีนักศึกษานอกระบบของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (กสร.) หรือ กศน.เดิม แห่ลาออก เพราะกลัวถูกตัดสิทธิ์

รอบนี้กระแสแรง รัฐบาลโดนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยเฉพาะเรื่อง ‘เกณฑ์คัดกรอง’ ที่ทำคนตกหล่นจำนวนมาก ทั้งที่มีฐานะยากจนจริง

และเป็นอีกครั้งที่ ‘อนุทิน’ ต้องเทกแอ็กชันให้มีการ ‘ถอย’ โดยในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันอังคาร ได้สั่งการให้ไปทบทวนอย่างเร่งด่วน พร้อมกับให้หน่วยงานรัฐเป็นฝ่ายวิ่งเข้าหาประชาชน มากกว่าจะเปิดแค่ช่องอุทธรณ์

“ประชาชนไม่ควรเป็นฝ่ายที่จะต้องวิ่งเข้าหารัฐ หรือรอการอุทธรณ์ แต่ต้องให้หน่วยงานของรัฐเป็นฝ่ายเข้าไปหาประชาชน ลงพื้นที่ค้นหา รับฟัง และแก้ปัญหาเชิงรุก เพื่อไม่ให้ผู้ที่สมควรได้รับการช่วยเหลือต้องหลุดจากระบบ”  

ในส่วนของกระทรวงคมนาคม ได้ทำหนังสือถึงกระทรวงการคลังให้ทบทวน โดยเสนอให้ปรับแก้ ดังนี้ 1.รถยนต์ต้องมีอายุใช้งานเกิน 20 ปี 2.รถมอเตอร์ไซค์ที่มีอายุการใช้งานเกิน 15 ปี 3.หากมีมอเตอร์ไซค์ที่ขนาดไม่เกิน 300 ซีซี 2 คัน มีภาระในการผ่อนอยู่ จะถือว่าไม่ตกเกณฑ์ หรือมีการโอนลอย และ 4.กรณีที่ไม่เคยมีการซื้อรถ แต่ถูกแอบอ้างนำชื่อไปใช้

ซึ่งแน่นอน แม้รัฐบาลจะแสดงความใจกว้างด้วยการรับฟังความเห็นและนำมาปรับปรุง แต่การผิดพลาด 2 ครั้งติดต่อกัน ทำให้เสียแต้มไปไม่น้อยเหมือนกัน

และกลุ่มคนที่เสียประโยชน์จากเกณฑ์บัตรคนจน ถือเป็นจำนวนมากในประเทศ เป็นกลุ่มคนรากหญ้าที่รัฐบาล และพรรคการเมืองไม่ว่าจะพรรคไหน อยากครอบครองหัวใจมากที่สุด

แต่บาดแผล 2 ครั้งซ้อน อาจจะทำให้รัฐบาลต้องหาทางแก้เพื่อกลับมาชนะใจคนพวกนี้ได้อีกครั้ง

เพราะแม้ขณะนี้ยังแก้ข้อผิดพลาดได้ด้วยการปรับหลักเกณฑ์ และมีช่องทางอุทธรณ์ แต่ความรู้สึกของประชาชนนั้นเสียไปแล้ว ‘โครงการไทยช่วยไทยพลัส’ ที่ทำมาอย่างดี ถูกลบล้างด้วยเรื่องนี้ในเวลารวดเร็ว

นี่คือบทเรียนที่รัฐบาลจะพลาดไม่ได้แล้ว เกณฑ์ที่คณะกรรมการประชารัฐต้องไปทบทวนตามคำสั่งของนายกฯ จะต้องละเอียดและรอบคอบกว่านี้

 ‘เกณฑ์วัดรายได้’ จะต้องหาทางสะท้อนความเป็นจริง มากกว่าใช้ระบบที่ตายตัว ซึ่งเครื่องไม้เครื่องมือและกลไกของรัฐนั้นมีเยอะ โดยเฉพาะกลไกท้องถิ่นที่สามารถทุ่นแรงการพิสูจน์ฐานะได้มากกว่าที่รัฐกำลังใช้อยู่

ไม่เช่นนั้น โครงการที่รัฐบาลหวังจะใช้มัดใจประชาชนอย่าง ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ หรือ ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ จะกลายเป็นตัวตัดคะแนนความนิยมของรัฐบาลเอง.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

รัฐต้องพึ่งได้-คุมเข้มเงินบริจาค  ปิดช่องมูลนิธิ หากินกับศรัทธา

ปรากฏการณ์ "โป๊ะแตก" ในสังคมไทย หลังเกิดกรณีข้อกล่าวหาและประเด็นร้อนที่เกิดขึ้นกับมูลนิธิของ "บุ๋ม" ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ประธานมูลนิธิองค์กรทำดี

“กกต.”คว้ามือ"ศาลรธน." แก้ลำโดนสาวลึก"ฮั้วสว."

ศึกชิงแดนอำนาจระหว่าง องค์กรอิสระ กับ องค์กรตุลาการ เป็นจุดที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก หลังจาก กกต.มีความคืบหน้าในการส่งดำเนินคดีอาญาขบวนการฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวน 77 ราย ซึ่งมี สว.ชุดปัจจุบันรวมอยู่ด้วยถึง 26 ราย

‘ขอบเขตอำนาจ’ กมธ. กับสภาวะ ‘สีน้ำเงินกินรวบ’

ศึกสภาร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อปัญหามหากาพย์เกี่ยวกับ “ขอบเขตอำนาจหน้าที่” ของ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญ ทั้ง 35 ชุดของสภาผู้แทนราษฎร เดินทางมาถึงจุดพีกและเกิดการปะทะทางการเมืองอย่างรุนแรง

ทดสอบ“แผนเตรียมพร้อมแห่งชาติ” ระบบรับมือวิกฤตที่ต้องใช้ได้จริง

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามในภูมิภาคอื่น เช่น สงคราม “รัสเซีย-ยูเครน” หรือสัญญาณการโจมตีครั้งใหม่ของสหรัฐและอิสราเอลต่ออิหร่านกำลังใกล้เข้ามา ทำให้ชาติต่างๆ เพิ่มความระมัดระวังเกี่ยวกับความมั่นคงระดับประเทศและผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน

ศึกซักฟอก เดิมพันพรรคส้ม หลังหัวทิ่ม-ดิ่งหนัก บันเทิงธิปไตย-แชร์ข่าวเท็จ

สุดท้าย คอการเมืองต้องกางมุ้งรอ ศึกซักฟอกเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไปถึงเดือนธันวาคมเลย หลังที่ประชุมวิปรัฐบาล-วิปฝ่ายค้านได้ข้อสรุปเคาะวันอภิปรายไม่ไว้วางใจที่สูตร 7-11 ธ.ค. ที่ก็คือ อภิปรายไม่ไว้วางใจ 4 วัน คือ 7 ธ.ค.ถึง 10 ธ.ค. และลงมติในวันที่ 11 ธ.ค.