กกต. ขึงขัง! สกัดขายฝัน 'ประชานิยม' ตั้ง คกก.คุมเข้มนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง 69

กกต.ลั่นคุมเข้มนโยบายประชานิยมหาเสียง ตั้ง คกก.ตรวจสอบเงินที่ใช้-วิเคราะห์ผลกระทบ ชี้ชัดอินฟลู-ยูทูปเบอร์ สมัคร สส.ไม่เข้าข่ายลักษณะต้องห้าม ไม่เป็นเจ้าของ-ถือหุ้นสื่อ เป็นผู้ใช้สื่อ

23 ธันวาคม 2568 - สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดประชุมชี้แจงสื่อมวลชนประเด็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงวิธีการหาเสียง โดยกล่าวถึงความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับ 40 ฐานความผิด การหาเสียงที่ไม่ผิดกฎหมายคือการขายความคิด การขายนโยบาย และการขายเครดิต โดยไม่มีเงินเข้ามาเกี่ยวข้องจะถือว่าเป็นการหาเสียงที่แท้จริง

สำหรับฐานความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง เช่น การทำลายเครื่องมือและกระบวนการในการจัดการเลือกตั้ง เช่น การทำให้บัตรเสียหาย รวมถึงการทำลายเจตนารมณ์การเลือกตั้งโดยตรงและโดยลับ ทำให้การเลือกตั้งไม่มีเสรีภาพ มีการจ้างให้สิ่งของ ข่มขู่ หรือการพนันจัดการเลือกตั้ง กกต.จะต้องมีการออกกฎระเบียบและรายละเอียดของฐานความผิดต่อไป อย่างไรก็ตามสื่อมวลชน ห้ามทำโพลโดยมีเจตนาไม่สุจริต มีลักษณะชี้นำหรือมีผลต่อการตัดสินใจลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนน มีความผิดตามมาตรา 72 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 ทั้งนี้ห้ามมีการเปิดเผยผลโพลในระหว่างเวลา 7 วันก่อนวันเลือกตั้งถึงเวลาปิดการลงคะแนน

ร.ต.อ.ชนินทร์ ยังแสดงความกังวลต่อกรณีสัญญาว่าจะให้ จัดการเงินทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด โดยขอให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งระมัดระวังเรื่องการทำบุญใส่ซอง หาเสียงด้วยการจัดให้มีมหรสพรื่นเริง รวมถึงห้ามจูงใจว่าจะจัดเลี้ยง หรือรับจะจัดเลี้ยงให้แก่ผู้ใด ส่วนที่เป็นปัญหามากคือ การปราศรัยใส่ร้ายด้วยความเท็จ สื่อมวลชนต้องระมัดระวัง อย่ากลายเป็นเครื่องมือของพรรคการเมือง พร้อมทั้งเน้นย้ำ ลักษณะต้องห้ามทั้งกรณีติดยาเสพติดให้โทษ ล้มละลายหรือเคยล้มละลายทุจริต เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชน

ส่วนกรณีผู้ประกอบวิชาชีพ เช่น อินฟลูเอนเซอร์-ยูทูปเบอร์ คอนเท้นต์ครีเอเตอร์ สื่อออนไลน์ ที่มีการทำคอนเทนต์ในลักษณะเอนเตอร์เทนต์เมนต์หรือ สื่อสารสาธารณะเผยแพร่วิเคราะห์ข่าวสารทางการเมือง โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นรายได้จากบริษัทหรือผู้ให้บริการแอปพลิเคลชัน ถือเป็นเพียงผู้ใช้สื่อ ไม่เข้าข่ายพฤติการณ์เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชน อันเป็นลักษณะต้องห้ามที่จะลงสมัครรับเลือกตั้ง ลงสมัครได้

ด้านนายเกรียงไกร พานดอกไม้ รองเลขาธิการกกต. เน้นย้ำถึงการกำหนดนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองหรือนโยบายประชานิยม ว่าพรรคการเมืองต้องรับฟังความเห็นของสาขาพรรคและตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด โดย นโยบายหาเสียงที่ต้องใช้เงินจะต้องมีการรายงาน กกต.โดยนโยบายจะต้องมีรายละเอียดวงเงินที่ต้องใช้และที่มาของเงินที่จะใช้ในการดำเนินการ ความคุ้มค่าและประโยชน์ รวมถึงผลกระทบและความเสี่ยง ต้องมีการกำหนดข้อมูลเหล่านี้ให้ครบถ้วน และส่งให้ กกต.ทราบได้ตั้งแต่บัดนี้ หรืออย่างช้าที่สุดก่อนการเลือกตั้ง 20 วันหรือประมาณวันที่ 10 ม.ค. 2569 ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีพรรคการเมืองใดส่งนโยบายมาให้ กกต.

เมื่อ กกต.ได้รับนโนบายของพรรคการเมืองแล้ว ครั้งนี้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ โดยประกอบด้วยผู้แทน 8 หน่วยงานที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับการเงินการทางเศรษฐกิจ ประกอบด้วย 1.ผู้แทนของกระทรวงการคลัง 2.กระทรวงพาณิชย์ 3.สำนักงบประมาณ 4.สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 5.ธนาคารแห่งประเทศไทย 6.สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) 7.สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และ 8. สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ก่อนที่จะเสนอให้ กกต.พิจารณา หากพบว่าพรรคการเมือเสนอไม่ครบถ้วนก็จะแจ้งให้แก้ไข ซึ่งในการเลือกตั้งปี 2566 มีพรรคการเมืองส่งนโยบายหาเสียงมาให้ กกต. 743 นโยบาย และ กกต.ได้สั่งให้แก้ไข 10 พรรคการเมือง โดยทุกพรรคให้ความร่วมมือ

“ครั้งนี้เราจะเข้มกว่าทุกครั้ง เราแจ้งให้พรรคการเมืองไปแล้วว่าต้องดำเนินการอย่างไร มีการส่งแบบฟอร์มให้กรอก เราให้ความสำคัญกับการตรวจสอบนโยบายของพรรคการเมือง จึงมีการตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมา ซึ่งในวันพรุ่งนี้ทั้ง 8 หน่วยงานจะส่งรายชื่อตัวแทนมาทำหน้าที่มายัง กกต.และเมื่อ กกต.มีคำสั่งแต่งตั้งก็จะมีการประชุมทันที เพื่อจะกำหนดกรอบการทำงาน”

นายเกรียงไกร ยังกล่าวเพิ่มว่าการตรวจสอบนโยบาย กกต.ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขกฎหมาย ซึ่งต้องแยกกับกาที่พรรคการเมืองหาเสียงแล้วได้นำนโยบายนั้นไปปฏิบัติหรือไม่ เพราะเป็นหน้าที่ของพรรคการเมือง เคยหาเสียงไว้แล้วว่าต้องทำนโยบายนั้นนี่ เมื่อได้เป็นรัฐบาล แต่ได้เป็นรัฐบาลแล้วได้ทำหรือไม่ เป็นเรื่องที่ประชาชนต้องไปติดตามและตัดสิน ว่าพรรคเคยสัญญาและได้ทำตามที่สัญญาไว้หรือไม่ ซึ่งถือเป็นสำนึกและความรับชอบที่แต่ละพรรคการเมืองต้องพิจารณา บางเรื่องเขาอาจไม่ได้เป็นรัฐบาลก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่บางเรื่องเขาได้เป็นรัฐบาล ได้คุยกับพรรคร่วม แล้วนโยบายนั้นตกไป ก็เป็นอักเรื่องหนึ่ง ประชาชนต้องดูว่าเขาผลักดันนโยบายนั้นไปสู่สัญญาที่ได้ให้ไว้หรือเปล่า หรือได้พยายามผลักดันนั้นต่อพรรคร่วมเพื่อให้เป็นนโยบายของพรรคร่วมหรือเปล่า ซึ่งเป็นข้อมูลที่ประชาชนใช้ตัดสินใจในการเลือกเป็น สส.หรือไม่

ขณะที่นายวีระ ยี่แพร รองเลขา กกต. กล่าวว่าขณะนี้รัฐบาลได้ส่งข้อมูลเรื่องการทำประชามติมายัง กตก.แล้ว ซึ่งตามกฎหมาย หลังจากนี้ 15 วันรัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีจะประกาศวันออกเสียงประชามติ คาดว่าเป็นวันที่ 2 ม.ค.2569 เมือประกาศแล้ว เป็นหน้าที่ กตก.จะต้องเผยแพร่ข้อมูลที่รัฐบาลส่งมา และต้องเปิดให้มีการลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขต ซึ่งจะลงทะเบียน 3 วัน อาจเป็นช่วงวันที่ 3-5 ม.ค. 2569 ช่วงเวลาดังกล่าวจะทับซ้อนกับช่วงเวลาทับซ้อนกับการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตจังหวัดและนอกราชอาณาจักร ที่ กกต.เปิดให้ลงทะเบียนระหว่างวันที่ 20 ธ.ค. 2568 – 5 ม.ค. 2569 จึงเกรงว่าหากประชาชนไม่ลงทะเบียนแต่เนิ่นๆ และไปลงทะเบียนในช่วง 3 วันสุดท้ายอาจทำให้ระบบล่มได้

จึงขอให้ประชาชนที่จะใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าในวันที่ 1 ก.พ. ได้รีบลงทะเบียนก่อนและหากจะใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขตเลือกตั้ง ซึ่งจะต้องไปออกเสียงในวันที่ 8 ก.พ. เท่านั้น ก็ค่อยไปลงทะเบียนในช่วงวันที่ 3-5 ม.ค. ส่วนการนับคะแนนประชามติ จะนับที่หน่วยออกเสียงทั้งในประเทศและนอกราชอาณาจักร แตกต่างจากการเลือกตั้ง สส.ที่บัตรลงคะแนนทั้งนอกเขตและนอกราชอาณาจักรจะถูกส่งกลับไปนับคะแนนตามหน่วยที่มีชื่อในทะเบียนบ้าน

ขณะที่ว่าที่ร้อยตรี สัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร ได้อธิบายขั้นตอนการรับสมัคร สส.แบบแบ่งเขต ซึ่งจะรับสมัครระหว่างวันที่ 27-31 ธ.ค. ซึ่งวันแรกของการรับสมัคร หากผู้สมัครมาถึงก่อนเวลารับสมัคร ถือว่ามาพร้อมกันในเวลา 08.30 น. ก็จะมีการจับสลาก 2 ครั้ง ครั้งแรกเป็นการจับสลากยื่นใบสมัครโดย ผอ.กกต. ส่วนครั้งที่สอง ผู้สมัครเป็นจับสลากหมายเลข เพื่อนำไปหาเสียง จากนั้นก็ยื่นใบสมัครต่อเจ้าหน้าที่ จะมีการตรวจสอบเบื้องต้น หากเอกสารสมัคร หรือเงินค่าสมัคร 10,000 ไม่ครบถ้วน ก็จะต้องมายื่นใบสมัครในวันถัดไป ซึ่งจะมีการเลื่อนลำดับผู้สมัครคนอื่นขึ้นมาแทนลำดับ เมื่อมาสมัครวันอื่น จะได้หมายเลขใหม่ เน้นย้ำว่าจะต้องตรวจสอบเอกสารและเงินค่าสมัครให้ครบถ้วน

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'กรณ์' ชี้ 'มาร์ค' ไม่เอาทุนเทา กล้ากำหนดเกมใหม่ ขอประชาชนเลือกประชาธิปัตย์ให้มากที่สุด

นายกรณ์ จาติกวณิช แคนดิเดทนายกฯ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวปราศรัยว่า การกลับมาครั้งนี้ มาในจังหวะที่เราไม่มีอะไรจะเสีย ทำให้ไม่กลัวที่จะพูดความจริง

'วิโรจน์' ปราศรัยชูปฏิรูปทหาร-ตำรวจ-ศาล ลั่นรัฐบาลประชาชนจะพา 'ปวีณ' ที่ลี้ภัยกลับบ้าน

"วิโรจน์" ประกาศถึงเวลาปฏิรูปตำรวจ-ทหาร ต้องไม่มีใครใช้ดาวบนบ่าทำร้ายใคร ลั่นเรารู้ทหารมีไว้ทำไม จะส่งเสริมทหารที่ดียังไง มีแค่พรรคประชาชนช่วยทหารชั้นผู้น้อย ไม่เหมือนบางพรรคที่โหนกระแส เรียกคะแนนนิยม

'โรม' คุยโว ปชน. จิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายปราบสแกมเมอร์ เหน็บ 'แดง-น้ำเงิน' ไม่เอาจริง

"โรม" ชี้จิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายที่หายไปจากการปราบสแกมเมอร์ คือเจตจํานงเอาจริง ที่เรียกว่าพรรคประชาชน ถามถ้าให้พรรคสีแดง วันนี้ผ่อนค่าเครื่องบินหมดแล้วหรือยัง หรือ สีน้ำเงิน จําได้หรือไม่ ตอนจะตัดไฟ กลับบอกว่า ไม่ใช่ รมต.มหาดพม่า

'สกลธี' อ้อนคนกรุงเลือก ปชป. 2 ใบ ทุกคะแนนไม่ตกน้ำ ขอเสียงให้มากพอสร้างบ้านเมืองสุจริต

นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นปราศรัยถึงการนำพรรคของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งสามารถนำพรรคให้กลับเข้ามาอยู่ในกระแสหลักได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายในเวลานี้ ส่วนหนึ่งเพราะทุ่มเท ทำทุกอย่าง

3 แคนดิเดตนายกฯเพื่อไทย นั่งรถไฟฟ้า ชูเป็นรัฐบาล 20 บาทตลอดสายใน 3 เดือน

นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยพร้อมด้วย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ขึ้นรถไฟฟ้าจากสถานีเพลินจิต ไปยังสถานีสนามกีฬาแห่งชาติ เพื่อไปสนามกีฬาเทพหัสดิน ซึ่งเป็นเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้ายของพรรคเพื่อ

'อภิสิทธิ์' สวน 'อนุทิน' ปราศรัยด้อยค่า ปชป. ชี้คนเป็นผู้นำต้องพร้อมแข่งขัน กล้าถูกตรวจสอบ

พรรคประชาธิปัตย์ จัดปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง 8 ก.พ. ภายใต้ชื่อ "ทางรอดที่ปลอดภัย ไว้ใจอภิสิทธิ์" โดยภายในงานมีการนำเสนอนโยบายของพรรคฯทั้ง 27 นโยบาย นอกจากนั้นยังมีการนำกาสสีฟ้าที่เขียนข้อความพรรค และเขต มาเป็นเพราะให้ประชาชนนำไปถ่ายรูปกับสแตนดี้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี