เมื่อความหยิ่งใน 'ความก้าวหน้า' กลายเป็นจุดอ่อนที่ลึกที่สุดของ 'ตะวันตก'

3 มิ.ย.2569- ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีราชบัณฑิต เผยแพร่บทความ เรื่อง เมื่อความหยิ่งใน “ความก้าวหน้า” กลายเป็นจุดอ่อนที่ลึกที่สุดของตะวันตก มีเนื้อหาดังนี้

โลกของเราถูกบอกเล่ามาอย่างยาวนานด้วยเรื่องเล่าเพียงเส้นเดียว เรื่องเล่านั้นบอกว่า...มนุษย์ทุกผู้ทุกนามไม่ว่าจะเกิดในเผ่าพันธุ์ใด นับถือศาสนาอะไร มีประเพณีดั้งเดิมงดงามเพียงไหน สุดท้ายแล้วเราทุกคนล้วนเดินทางไกลไปสู่จุดหมายปลายทางเดียวกัน นั่นคือสังคม “ทันสมัย” แบบตะวันตก และเมื่อเราเงยหน้าขึ้นมองโลกแห่งความเป็นจริง เราอาจค้นพบบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ภาพวาดอันงดงามนั้น

นั่นคือจุดอ่อนที่ใหญ่หลวงที่สุดของความคิดแบบฝรั่งสมัยใหม่ : ความหลงตัวเองทางอารยธรรม (Civilizational Hubris) ซึ่งเกิดจากการเชื่อว่าตนเองคือผู้ถึงเส้นชัยของประวัติศาสตร์ วิถีของตนคือพิมพ์เขียวเพียงหนึ่งเดียวที่ทุกผู้คนบนโลกต้องเดินตาม และจุดหมายปลายทางอื่นใดที่แตกต่างไปจากนี้ล้วนมิใช่ “ความหลากหลาย” หากแต่เป็น “ความล้าหลัง” ที่ยังไปไม่ถึง
ผมอยากชวนท่านตั้งคำถามกับความเชื่อนี้ มิใช่ด้วยจิตใจที่ปฏิเสธตะวันตก หากแต่ด้วยจิตใจที่ปรารถนาจะเห็นโลกที่เปิดกว้างและเป็นธรรมยิ่งขึ้น

1. เส้นตรงที่ไม่มีวันวกกลับ กับมายาคติแห่งความก้าวหน้าไม่สิ้นสุด
หัวใจของความคิดตะวันตกสมัยใหม่คือการเชื่อว่าประวัติศาสตร์เดินหน้าเป็นเส้นตรง (Linear Progress) จากความป่าเถื่อนไปสู่ความศิวิไลซ์ โดยมีสังคมตะวันตกร่วมสมัยเป็นแบบฉบับขั้นสูงสุดของมนุษยชาติ
ความเชื่อนี้ให้กำเนิดสิ่งที่เราเรียกว่า “ความก้าวหน้า” และ “การพัฒนา” ที่มุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างไม่รู้จบ ราวกับว่าโลกของเราไม่มีเพดาน ไม่มีขีดจำกัด และไม่มีวันวกกลับมาสู่ความเสื่อมถอย
ถามว่า: แล้วเราเห็นอะไรในความเป็นจริง?
เราเห็นอารยธรรมยิ่งใหญ่มาแล้วก็ล่มสลาย เราเห็นธรรมชาติที่ถูกทำลายด้วยน้ำมือของ “การพัฒนา” ที่ปราศจากความยั้งคิด เราเห็นวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากการเร่งรุดไปข้างหน้าโดยไม่หันกลับมามอง ทอยน์บี นักประวัติศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งโลกตะวันตกเองยังเสนอว่าอารยธรรมมิได้เดินเป็นเส้นตรง หากแต่หมุนเวียนเป็นวัฏจักร
ธรรมชาติสอนเราอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่าสรรพสิ่งล้วนเป็นวัฏจักร ฤดูกาลหมุนเวียน กลางวันกลางคืนผลัดเปลี่ยน การปฏิเสธการ “วกกลับ” อย่างสิ้นเชิงจึงเป็นการฝืนธรรมชาติ และการฝืนธรรมชาติย่อมนำไปสู่ความพินาศในที่สุด

2. ใครคือ “ล้าหลัง” กับการไม่รู้จักเส้นแบ่งที่เราไม่เคยต้องมี
กว่าสองศตวรรษที่ผ่านมา ตะวันตกเป็นผู้นิยามว่าอะไรคือ “อารยธรรม” อะไรคือ “ความป่าเถื่อน” อะไรคือ “การพัฒนา” และอะไรคือ “ความล้าหลัง”
เมื่อมองไปยังเอเชีย แอฟริกา หรือลาตินอเมริกา สายตาแบบตะวันตกเห็นผู้คนที่ชีวิตการงานยังคลุกเคล้ากับเครือญาติ ศาสนายังคงกำหนดทิศทางสาธารณะ และความสัมพันธ์ส่วนตัวมีบทบาทต่อระบบเศรษฐกิจ สิ่งเหล่านี้ถูกตีความว่า “ด้อยพัฒนา” “งมงาย” หรือ “ยังไม่ทันสมัย”
ถามว่า: แล้วเราเห็นอะไรในความเป็นจริง?
เราเห็นญี่ปุ่นที่ล้ำสมัยแต่ยังกราบไหว้ศาลเจ้า เราเห็นจีนที่มั่งคั่งมหาศาลภายใต้ระบบคุณค่าที่ไม่ใช่เสรีประชาธิปไตยแบบตะวันตก เราเห็นโลกมุสลิมที่ใช้โทรศัพท์มือถือรุ่นล่าสุดแต่ยังยึดหลักการเงินที่ปราศจากดอกเบี้ยตามวิถีชะรีอะฮ์
นี่ไม่ใช่ “ความล้มเหลว” ในการเดินทาง หรือเป็นหลักฐานว่าพวกเขา “ยังไปไม่ถึง” แต่มันคือหลักฐานสำคัญว่าจุดหมายปลายทางของการพัฒนานั้นมีได้หลากหลาย และ “อะไรที่ดีกว่า” นั้น แต่ละอารยธรรมต่างวาดฝันไว้ในแบบของตนเอง
เบื้องหลังสายตาเช่นนั้นคือกระบวนการใช้อำนาจผ่านความรู้ ที่สร้างภาพให้อีกฝั่งหนึ่งเป็น “ผู้ล้าหลัง” อยู่เสมอ เพื่อให้อีกฝั่งสามารถอ้างสิทธิ์เข้าไป “พัฒนา” “จัดระเบียบ” และ “นำความศิวิไลซ์” ไปให้ นี่คือกับดักทางปัญญาที่ตะวันตกวางไว้ และที่สำคัญคือกับดักที่บางครั้งเราก็หลงรับเอามาเป็นกรอบคิดของเราเอง

3. งานที่ไร้ศีลธรรม ธุรกิจที่แยกจากความดี
การ “แยกส่วน” ที่สร้างบาดแผลลึกที่สุดประการหนึ่งในโลกสมัยใหม่ คือการตัดการทำงานและธุรกิจออกจากศีลธรรม
ความคิดแบบนี้อาศัยสมมติฐานที่ว่า กลไกตลาดเป็นกลางทางจริยธรรม เราไม่จำเป็นต้องมี “คนดี” มาทำธุรกิจ เพียงแค่มีกฎหมายและแรงจูงใจที่ถูกต้อง ระบบจะควบคุมความเห็นแก่ตัวและเปลี่ยนมันให้เป็นผลดีต่อส่วนรวมเอง
ถามว่า: แล้วเราเห็นอะไรในความเป็นจริง?
เราเห็นวิกฤตการเงินโลกที่เกิดจากความโลภล้วน ๆ เราเห็นการเอารัดเอาเปรียบแรงงานข้ามชาติ เราเห็นการปล้นทรัพยากรธรรมชาติจนหมดสิ้น และเราเห็นความรวยกระจุกจนกระจายที่เกิดจากการกระทำที่ “ถูกกฎหมาย” แต่ไร้ศีลธรรมโดยสิ้นเชิง
เมื่อผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจถูกสอนให้เชื่อว่า “หน้าที่ต่อผู้ถือหุ้น” คือคุณธรรมสูงสุดเพียงหนึ่งเดียว จิตสำนึกต่อส่วนรวมจะกลายเป็นต้นทุนส่วนเกินโดยอัตโนมัติ นี่คืออันตรายของการแยกศีลธรรมออกจากเศรษฐกิจอย่างเด็ดขาด

4. Secularism กับการผลักความศักดิ์สิทธิ์ออกจากการศึกษาและการเมือง
การแยกศาสนาออกจากการเมือง (Secularism) เป็นสิ่งที่โลกสมัยใหม่ภาคภูมิใจ และต้องยอมรับว่ามันมีข้อดีหลายประการ โดยเฉพาะการหยุดยั้งสงครามศาสนาและสร้างรัฐที่คุ้มครองเสรีภาพของทุกความเชื่อ
ทว่า...จุดอ่อนมิได้อยู่ที่การแยก แต่อยู่ที่การแยกแบบเด็ดขาดชนิดไล่ทุกมิติของศาสนาและคุณธรรมให้พ้นจากพื้นที่สาธารณะ
เมื่อการศึกษาในระบบสมัยใหม่มุ่งแต่จะผลิต “แรงงานที่มีทักษะ” โดยห้ามอภิปรายเรื่องความดี ความงาม หรือการบ่มเพาะชีวิตภายในอย่างจริงจัง สิ่งที่เราได้คือบัณฑิตจำนวนมากที่เก่งแต่ขาดทิศทาง ทำงานเป็นแต่ไม่รู้ว่าเหตุใดจึงควรใช้ชีวิตอย่างซื่อสัตย์
สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ซึ่งเป็นศาสตร์ที่ตอบคำถามว่า “เราเป็นใคร” “ทำไม” และ “เราควรจะทำอะไร” กลับถูกลดทอนความสำคัญลง เพราะไม่สามารถให้คำตอบที่ “แม่นยำ” อย่างวิทยาศาสตร์ได้ แต่คำถามเหล่านี้ต่างหากที่เป็นรากฐานของความเป็นมนุษย์
บทส่งท้าย: ไม่ใช่การทิ้ง แต่คือการ “ผสาน”
คำถามสำคัญที่ผมอยากฝากไว้ให้ท่านขบคิดคือ: เมื่อความทันสมัยไม่ใช่แม่พิมพ์เดียว เราจะก้าวต่อไปอย่างไร?
การตั้งคำถามกับจุดอ่อนของความคิดฝรั่งสมัยใหม่ ไม่ใช่การเรียกร้องให้หันหลังให้กับตะวันตก กลับไปสู่ยุคก่อนสมัยใหม่ หรือปฏิเสธวิทยาศาสตร์ ประชาธิปไตย หรือสิทธิมนุษยชน
หากแต่คือการบอกว่า เราไม่จำเป็นต้องเอาอย่างโดยไม่ตั้งคำถาม
เรากำลังอยู่ในยุคที่โลกตะวันออกเริ่มก้าวข้ามตะวันตก (Post-Western) มิใช่ด้วยการต่อต้านหรือคัดค้าน แต่มิติสำคัญของ “การก้าวข้ามตะวันตก” ก็คือการนำเอาข้อดีของตะวันตกมาใช้ในวิถีทางที่เรากำหนดเอง
เราสามารถนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของตะวันตกมาผสานกับภูมิปัญญาดั้งเดิมของเรา เราสามารถมีประชาธิปไตยที่ไม่ละทิ้งรากเหง้าทางจิตวิญญาณของเรา เราสามารถมีระบบเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องเสียสละความเป็นมนุษย์ของเรา
บางทีหนทางไปข้างหน้า อาจไม่ใช่การสร้างพีระมิดที่สูงกว่า แต่คือการร่วมกันสานตาข่ายปัญญาระหว่างอารยธรรม ที่ร้อยเรียงทั้งความคมของวิทยาศาสตร์และความลึกของจิตวิญญาณไว้ด้วยกันอย่างไม่ต้องแยกขาดอีกต่อไป

อนาคตมิได้อยู่ที่การเลือกข้างระหว่างตะวันออกหรือตะวันตก หากแต่อยู่ที่การกลั่นกรองสิ่งที่ดีที่สุดจากทุกอารยธรรม แล้วสร้างสรรค์ขึ้นเป็นวิถีของเราเอง
ขอเพียงเราไม่หลงเชื่อว่ามีเส้นชัยเพียงเส้นเดียวสำหรับทุกผู้คนบนโลกใบนี้

 

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ดร.เอนก' แพร่บทความ ของเก่าที่เรายังไม่รู้จัก : ภารกิจเร่งด่วนของสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ไทย

ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีราชบัณฑิต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เผยแพร่บทความ เรื่อง ของเก่าที่เรายังไม่รู้จัก : ภารกิจเร่งด่วนของสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ไทย มีเนื้อหาดังนี้

'ดร.เอนก' ปลุกคนไทยเปลี่ยนความคิด ต้องไม่ใช่แค่ตามโลก แต่ต้องนำโลก

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยแ

208เยาวชนภาคตะวันตก-ออก ร่วมโครงการค้นป่าหาช้างเผือก ของ'FIFA'ที่ นครปฐม-ชลบุรี 

เมื่อวันที่ 31 มกราคม และ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ร่วมกับ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ่า จัดกิจกรรม ค้นป่าหาช้างเผือก เลกแรก ในโซนภาคตะวันตก และ ภาคตะวันออก เพื่อเฟ้นหานักกีฬาที่มีคุณสมบัติ เพื่อใส่ในฐานข้อมูล สู่การเป็นช้างเผือกสำหรับทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี ในรุ่นต่อไป

อดีตบิ๊กข่าวกรอง หนุนไทยร่วมมือจีนปราบแก๊งคอลฯ อย่าเชื่อกลุ่มนิยมตะวันตกปลุกปั่น

ปัญหาคอลเซนเตอร์ลำพังไทยไม่มีปัญญา จีนเข้ามาช่วยดีแล้ว อย่ามองจีนในแง่ร้าย อย่าเชื่อกลุ่มนิยมตะวันตกที่ใส่ร้ายจีน

'อ.เอนก' ชวนย้อนรอยเส้นทาง Trade Route เส้นทางการค้าโลก ณ คอคอดกระ

ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เอนก เหล่าธรรมทัศน์ Anek Laothamatas ว่า