'ดร.เอนก' เผยแพร่บทความ 'การศึกษาไทย: ทางรอดที่ผสานรากเหง้ากับนวัตกรรม'

7 ก.ค.2569-ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ ภาคีราชบัณฑิต เผยแพร่บทความเรื่อง “การศึกษาไทย: ทางรอดที่ผสานรากเหง้ากับนวัตกรรม” มีรายละเอียดดังนี้

เมื่อพูดถึงเรื่องทิศทางการศึกษาที่สังคมไทยควรเดินหน้าไป​ เราถกเถียงกันว่า ควรเอา “เด็กเป็นศูนย์กลาง” แบบฝรั่ง หรือจะเอา “ครูเป็นศูนย์กลาง” แบบไทยหรือแบบตะวันออกกันแน่ หลายคนฟังแล้วสะดุดใจครับ เพราะคำสองคำนี้ดูเหมือนจะถูกทำให้แยกขาดจากกันในความรู้สึกนึกคิดดั้งเดิมของเรา

​สังคมไทยเราโตมากับความสัมพันธ์แนวดิ่ง มีระบบอาวุโส มีความเคารพในครูบาอาจารย์ที่ทุ่มเทเสียสละแทบทุกอย่างปั้นลูกศิษย์ขึ้นมา

​คำถามคือ เราจะเอาสองสิ่งนี้มาเจอกันได้อย่างไร? แบบไหนที่จะได้ผลกว่ากันในวันนี้?

​ที่ผ่านมา สังคมไทยเราเจ็บปวดและล้มเหลวกับการ “อิมปอร์ต” ทฤษฎีการศึกษาและการบริหารจากตะวันตกมาบ่อยครั้งเหลือเกินครับ

​เรามักจะหยิบเอาตำราฝรั่งเล่มล่าสุดวางทับลงไปบนสังคมและวัฒนธรรมไทยดั้งเดิม ราวกับว่ามันเป็นพิมพ์เขียวที่ใช้ได้กับทุกแห่งในโลก

​แล้วผลเป็นอย่างไรครับ? ส่วนใหญ่ก็กลายเป็นเพียงคำเก๋ๆ ที่แปะไว้ตามฝาผนังโรงเรียน แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่ได้ผลจริง

​นั่นเป็นเพราะผู้อิมปอร์ตทฤษฎีเหล่านั้น มักมองข้าม หรือไม่สนใจสิ่งที่เป็น “รากเหง้าดั้งเดิม” (Local Root) และ “เนื้อดินทางวัฒนธรรม” (Local Soil) ของเราเอง

​ต้นไม้พันธุ์ต่างประเทศ ต่อให้ดอกผลมันจะสวยงามเพียงใดในตะวันตก แต่ถ้าเอามาปักชำลงบนผืนดินไทยที่แห้งแล้ง หรือมีสภาพสารอาหารที่ต่างออกไปโดยไม่เตรียมดินให้ดี มันย่อมเหี่ยวเฉาและตายไปในที่สุด

​เนื้อดินของสังคมไทยนั้น ขับเคลื่อนด้วยระบบความสัมพันธ์เชิงคุณธรรม ประวัติศาสตร์ และสถาบันการนำที่มีรากเหง้าลึกซึ้ง

​ถ้าเราอยากให้การศึกษาประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงบนแผ่นดินนี้ เราต้องเลิกใช้วิธีลอกเขามาทั้งดุ้น แต่ต้องเป็นการ “ควานหาขุมทรัพย์ทางปัญญาใต้ผืนดินไทย” แล้วนำมาหลอมรวมให้สนิทเนื้อครับ

​สถาบันการศึกษาและการนำของไทยที่ยั่งยืนมาได้ ไม่ได้ใช้แต่อำนาจดิบหรือกฎเกณฑ์หยาบๆ เพียงอย่างเดียว แต่ใช้สิ่งที่เรียกว่า “บารมี” และ “สายใยผูกพัน”

​บารมีและความรักความเมตตาในวิถีไทยดั้งเดิม เกิดจากความเสียสละของครูเพื่อส่วนรวมและเพื่อศิษย์

​นี่คือรากแก้วตัวจริงของการหล่อหลอมปัญญาไทยครับ

​ดังนั้น วิธีการผสานทฤษฎีฝรั่งยุคใหม่ให้เข้ากับจริตไทย จึงไม่ใช่การทำตัวทิ้งของเดิมที่ดีและแกร่งอยู่แล้วในวัฒนธรรมของเรา จนเกิดวิกฤตอัตลักษณ์และความเคว้งคว้างของเด็ก

​แต่เราต้องเปลี่ยนบทบาทมาเป็น “ผู้เกื้อกูลและฟูมฟักทางปัญญา”

​ในบริบทสังคมไทย ครูและผู้นำยังต้องรักษาความเคารพนับถือเพื่อความเด็ดขาดในการชี้ทิศทางยามวิกฤต ซึ่งนี่คือ “พระเดช” หรือความศักดิ์สิทธิ์ของการส่งต่อปัญญา

​แต่ในวิถีปฏิบัติประจำวัน ครูต้องสวมบทบาทเป็น “พี่ใหญ่” หรือ “ครูบาอาจารย์” ที่คอยกางปีกปกป้องศิษย์และทีมงาน ให้โอกาส ให้พื้นที่ปลอดภัย และเคลียร์อุปสรรคให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงฝีมือผ่านกระบวนการคิดและลงมือทำอย่างอิสระ ซึ่งนี่คือ “พระคุณ”

​หากเราทำโมเดลใหม่โดยทิ้งของเดิมทิ้งรากแก้วไป ผลเสียจะเป็นความเปราะบางทางอารมณ์ เด็กจะไร้ระเบียบวินัย และขาดหลักยึดเหนี่ยวในชีวิตอย่างน่าเสียดาย

​ผลลัพธ์หลังการปรับทฤษฎีฝรั่งมาเป็นไทย เราจะได้การศึกษาที่เปี่ยมด้วย “บารมีเชิงคุณธรรม”

​เป็นห้องเรียนที่เด็กได้คิดได้ทำเต็มที่ เข้าถึงง่าย รับฟัง นั่งอยู่ในใจคน ไม่ได้นั่งอยู่บนหอคอยสั่งการ แต่เป็นที่พึ่งพาและให้ทิศทางที่ชัดเจนแก่บทบาทของศิษย์ได้

​คำถามสำคัญคือ ทำไมแนวทางผสมผสานที่หยั่งรากลึกลงใน Local Soil แบบที่เราทำนี้ ถึงจะทำให้โมเดลของฝรั่งประสบความสำเร็จได้อย่างแท้จริง?

​เหตุผลประการแรกคือ มันเป็นการเคลือบสารหล่อลื่นทางวัฒนธรรม (Cultural Alignment)

​ทฤษฎีฝรั่งมักตั้งอยู่บนฐานของสิทธิ์และหน้าที่ตามกระบวนการเชิงสถิติ ซึ่งบางครั้งแห้งแล้งเกินไปสำหรับคนไทย

​แต่แนวทางของเราเข้าไปจับที่ “ใจ” และ “ความสัมพันธ์” ของศิษย์และอาจารย์

​เมื่อเราเปลี่ยนจาก “เด็กเป็นศูนย์กลางแบบสุดโต่ง” ที่โดดเดี่ยว มาเป็น “การเรียนรู้บนความรักและความเกื้อกูลที่มีบารมี” มันจะสอดรับกับสารอาหารในเนื้อดินไทยทันที ศิษย์จะเกิดความกตัญญูและจงรักภักดีเชิงสร้างสรรค์ พร้อมอุทิศตนศึกษาค้นคว้าอย่างเต็มกำลัง

​ประการต่อมาคือ มันช่วยอุดจุดบอดเรื่องความเคว้งคว้างของเยาวชน

​ในวัฒนธรรมไทยที่มีระยะห่างของอำนาจสูง หากเราทำตัวราบเป็นหน้ากลองตามแบบฝรั่งเป๊ะๆ เด็กไทยมักจะไปไม่เป็น เกิดความไม่มั่นใจว่าใครจะนำทางและส่งต่อปัญญาชีวิต

​แต่โมเดลที่หลอมรวมแล้วนี้ ครูยังมี “สถานะที่พึ่งพิง” ในการตัดสินใจและชี้อนาคตที่เฉียบคมในยามวิกฤต

​เป็นการให้ทั้ง “ทิศทาง” และ “การสนับสนุน” ไปพร้อมกัน ซึ่งทำให้โมเดลนี้ทำงานได้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงอุดมคติที่ลอยไปมา

​สุดท้ายคือ มันช่วยสร้างความยั่งยืนผ่านการส่งต่อมรดกทางปัญญา

​เมื่อผู้นำและครูวางตัวเป็นผู้ดูแลเกื้อกูลในฐานะ “ครูบาอาจารย์” การส่งต่อความรู้และการสร้างคนรุ่นใหม่จะไร้รอยต่อ

​เพราะเป็นการส่งผ่านด้วยความกตัญญูและการเคารพคุณธรรม ไม่ใช่การแย่งชิงหรือตัดขาดจากรากเหง้าดั้งเดิม

​ผมจึงเชื่อมั่นอย่างยิ่งครับว่า โมเดลผสมผสานที่เข้าใจรากเหง้าของตนเองนี้แหละ คือคำตอบที่จะทำให้แนวคิดนวัตกรรมการศึกษาของฝรั่งงอกงามและประสบความสำเร็จในไทย

​นี่คือการสกัดเอาเปลือกอำนาจนิยมออกไป แล้วฟื้นฟูจิตวิญญาณแห่งการเกื้อกูลอันเป็นรากเหง้าดั้งเดิมของเรา

​เมื่อบารมีแบบไทย ผสานกับอาวุธทางความคิดที่ให้เกียรติคนทุกระดับแบบที่ตะวันตกนำเสนอ ระบบการศึกษาเราจะเดินหน้าไปได้อย่างทรงพลัง มั่นคง และเป็นคุณต่อบ้านเมือง.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ดร.เอนก' แพร่บทความ ประชาธิปไตยกับราชาธิปไตย : ความย้อนแย้งในการเมืองไทย

ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีราชบัณฑิต และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เผยแพร่ บทความเรื่อง ประชาธิปไตยกับราชาธิปไตย: ความย้อนแย้งในการเมืองไทย มีเนื้อหาดังนี้

'ดร.เอนก' แพร่บทความ อัมพาตจากการวิพากษ์ : วิกฤตในหอคอยงาช้าง

ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีราชบัณฑิต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เผยแพร่บทความเรื่อง อัมพาตจากการวิพากษ์ : วิกฤตในหอคอยงาช้าง มีเนื้อหาดังนี้

เมื่อความหยิ่งใน 'ความก้าวหน้า' กลายเป็นจุดอ่อนที่ลึกที่สุดของ 'ตะวันตก'

ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีราชบัณฑิต เผยแพร่บทความ เรื่อง เมื่อความหยิ่งใน “ความก้าวหน้า” กลายเป็นจุดอ่อนที่ลึกที่สุดของตะวันตก มีเนื้อหาดังนี้

'ดร.เอนก' แพร่บทความ ของเก่าที่เรายังไม่รู้จัก : ภารกิจเร่งด่วนของสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ไทย

ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีราชบัณฑิต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เผยแพร่บทความ เรื่อง ของเก่าที่เรายังไม่รู้จัก : ภารกิจเร่งด่วนของสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ไทย มีเนื้อหาดังนี้

'ดร.เอนก' ปลุกคนไทยเปลี่ยนความคิด ต้องไม่ใช่แค่ตามโลก แต่ต้องนำโลก

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยแ

เจี้ยไช้ผงาด! โรงเรียนการกุศลเล็ก ๆ พลิกหน้าประวัติศาสตร์การศึกษาไทย ปฏิวัติห้องเรียนด้วย Active Learning GPAS 5 Steps – ตบหน้าระบบล้าหลัง สร้างนวัตกรตั้งแต่ชั้นประถม

ประเทศไทยกำลังเผชิญ “วิกฤตการศึกษา” ที่ยืดเยื้อมานาน เด็กไทยเรียนหนัก แต่ยังถูกจัดอันดับ “คิดวิเคราะห์ไม่เป็น” อยู่ท้ายตารางโลก ครูถูกบังคับให้สอน เพื่อสอบ ผู้เรียนกลายเป็นเหยื่อของตำราและข้อสอบซ้ำซาก ในขณะที่ประเทศคู่แข่งในภูมิภาคเร่งพัฒนาไปข้างหน้าไม่หยุด