ดึงสติ! อย่าปล่อย 'คอร์รัปชัน' กลายพันธุ์เป็นวัฒนธรรมของชาติ

15 มิ.ย. 2569 – รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์และนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทความเรื่อง “วันที่การโกงไม่ต้องหลบซ่อนอีกต่อไป” มีเนื้อหา ดังนี้

ผมเชื่อว่าสังคมเต็มไปด้วยความอึดอัดต่อ “การคดโกง” “การทุจริตคอร์รัปชัน” ที่ปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัดในสังคมการเมืองปัจจุบัน หลายคนก่นด่า และหลายคนเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความเบื่อหน่าย ทั้งที่ในความเป็นจริง สิ่งที่น่ากลัวที่สุดอาจไม่ใช่แค่การทุจริตอย่างเปิดเผย หากคือการที่พฤติกรรมมิชอบเหล่านั้นกำลังถูกทำให้กลายเป็น “เรื่องธรรมดา” และผู้มีอำนาจไม่รู้สึกว่าจำเป็นต้องมีความละอายหรือต้องหลบเลี่ยงการตรวจสอบอีกต่อไป

ในอดีต นักการเมืองที่ถูกจับได้ว่า “มุสา” หรือมีพฤติการณ์ทุจริต อย่างน้อยยังต้องพยายามรักษาภาพลักษณ์ ต้องเกรงกลัวต่อแรงกดดันจากสังคม สื่อมวลชน องค์กรตรวจสอบ หรือผลลัพธ์ที่จะตามมาในคูหาเลือกตั้ง แต่ปัญหาใหญ่ของยุคนี้คือ บางส่วนของชนชั้นการเมืองรวมถึง “กลุ่มทายาท” ผู้สืบทอดอำนาจรุ่นใหม่ เริ่มเกิดความเชื่อมั่นเชิงโครงสร้างว่า “ต่อให้ประชาชนรับรู้ความจริง ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้” และนี่คือจุดอันตรายที่สุดของระบอบประชาธิปไตย

ประชาธิปไตยไม่ได้พังทันทีตอนมีคนโกง แต่มันจะแตกร้าว เมื่อผู้มีอำนาจเลือกที่จะสื่อสารสิ่งที่ไม่เป็นความจริงโดยไม่จำเป็นต้องปิดบัง ทั้งที่ตระหนักดีว่าผู้ฟังก็รู้เท่าทัน และเมื่อสังคมเริ่ม “ชาชิน” กับปรากฏการณ์ดังกล่าว การแก้ตัวแบบข้างๆ คูๆ สะท้อนว่าแวดวงการเมืองจำนวนหนึ่งไม่ได้พยายามที่จะอธิบายเพื่อค้นหาความจริงอีกต่อไป หากแต่ใช้กลไกการสื่อสารหรือการดึงเวลาเพื่อสร้างวาทกรรมบิดเบือน และตราบใดที่ยังสามารถสร้าง “ความชอบธรรมเทียม” ผ่านเครือข่ายอุปถัมภ์หรือมวลชนจัดตั้ง ขึ้นรถตู้มาประชุม “ฟอกขาว” ให้ตนเองได้ พวกเขาก็จะเชื่อว่าสามารถเอาตัวรอดได้ โดยไม่จำเป็นต้องสร้างความศรัทธาให้แก่สังคมในภาพรวม

นอกจากนั้น เดิมทีคนจำนวนมากเคยฝากความหวังไว้กับคนรุ่นใหม่ว่าอย่างน้อยจะเข้ามาเปลี่ยนผ่านวัฒนธรรมการเมืองแบบเก่า แต่เมื่อบางคนได้ก้าวเข้าสู่อำนาจรัฐกลับเรียนรู้วิธีการใช้อำนาจแบบเดิมอย่างรวดเร็ว จนทำให้ประชาชนรู้สึกได้ถึงความไม่แตกต่างในการสืบทอดผลประโยชน์เชิงเครือญาติ “ผลัดใบ แต่ไม่ผลัดพฤติกรรม”

กระนั้นก็ตาม สิ่งที่เราต้องไม่เพิ่งเผลอสรุปว่าสังคมไทย “หมดหวังโดยสิ้นเชิง” เพราะในประวัติศาสตร์การเมืองโลก การคอร์รัปชั่นไม่เคยดำรงอยู่ได้ด้วย “อำนาจดิบ” เพียงอย่างเดียว แต่มันดำรงอยู่ได้ด้วย “ความเคยชินของสังคม” ที่ทึกทักว่า “ใคร ๆ ก็ทำกัน” หากวันหนึ่งสังคมเลิกยอมรับ เลิกมองเป็นเรื่องตลกขบขัน เลิกปกป้องผู้กระทำผิดเพียงเพราะเป็นพวกเดียวกัน และเริ่มลุกขึ้นมาเรียกร้องมาตรฐานทางจริยธรรมเดียวกันกับทุกฝ่าย เมื่อนั้นระบบการเมืองก็จะค่อย ๆ ขยับไปในทิศทางที่ถูกต้อง

สิ่งที่อาจช่วยรักษาความหวังไว้ได้ ไม่ใช่การนั่งรอให้ระบบดีขึ้นเอง แต่คือการที่ภาคพลเมืองต้องร่วมกันรักษา “มาตรฐานทางศีลธรรมของสังคม” เอาไว้ อย่าปล่อยให้คำว่า “โกง” ถูกมองเป็นความเชี่ยวชาญ อย่าให้การโกหกกลายเป็นเรื่องปกติในวิถีชีวิต และอย่าให้การวิพากษ์วิจารณ์ผู้มีอำนาจถูกลดทอนว่าเป็นเรื่องเปล่าประโยชน์ เพราะทันทีที่สังคมเลิกแยกแยะความถูกผิด เมื่อนั้นการคอร์รัปชันจะไม่ใช่เพียงปัญหาทางการเมืองอีกต่อไป แต่มันจะกลายพันธุ์เป็น “วัฒนธรรมของชาติ” ซึ่งจะแก้ไขได้ยากกว่าเดิมหลายเท่าตัว

ประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ไม่มีอำนาจใดสามารถควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างได้ตลอดไป ความมั่นใจล้นเกิน ว่าไม่มีใครทำอะไรตนเองได้ มักเป็นจุดเริ่มต้นของการเสื่อมสลายของอำนาจเสมอ เพียงแต่ในระหว่างทางของการเปลี่ยนผ่าน สังคมจำเป็นต้องมีคนที่กล้ายืนหยัดเพื่อยืนยันว่าความถูกต้องและความเป็นธรรมยังมีอยู่จริง แม้ในระยะสั้นมันอาจจะดูเหมือนเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ก็ตาม.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ดร.เสรี' เปิด 3 ความเสี่ยง! ไทยรับมือ 'ซุปเปอร์เอลนีโญ'

รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และรองประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ โพสต์ข้อความเฟซบุ๊กเรื่อง "เอลนีโญหรือซุปเปอร์เอลนีโญ จงเรียนรู้เพื่อเตรียมพร้อมรับมือ"

รัฐบาลหนุน ก.ล.ต. ปราบโกงตลาดทุน เผยเรียกเงินคืนผู้เสียหายกว่าพันล้าน

รัฐบาลหนุน ก.ล.ต. ปราบโกงทุนออนไลน์เต็มสูบ เรียกคืนเงินผู้เสียหายกว่า 1.1 พันล้าน ปิด 368 บัญชีหลอกลงทุน กวาดล้างบัญชีม้าคริปโตทะลุ 5.8 หมื่นบัญชี

ระบบตรวจสอบต้องเข้มแข็ง! 'อาสพลธ์' ชี้ 'ปราบโกง' ให้ได้ผล ต้องมีระบบให้ประชาชนมีส่วนร่วม ทั้งรัฐสภา-ประชาสังคม-ประชาชน ต้องสัมพันธ์กัน

ผมเชื่อว่า ประเทศไทยจะลดคอร์รัปชั่นได้จริง เมื่อระบบตรวจสอบเข้มแข็ง และประชาชนมีส่วนร่วม คณะกรรมาธิการจะเดินหน้าทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันการต่อต้านคอร์รัปชันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงในเอกสาร แต่ต้องปรากฏผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้ในชีวิตประจำวัน" นายอาสพลธ์ กล่าว

UNCLOS ประนอมภาคบังคับ จากติมอร์-เลสเต กับออสเตรเลีย สู่แนวรบ ไทย-กัมพูชา

จากสถานการณ์ไทย-กัมพูชา หลังจากที่รัฐบาลไทยแสดงท่าทีเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้กติกา UNCLOS ขณะเดียวกันหลังจากมีข่าวว่า จีนเตรียมส่งมอบรถถัง T-59D