'ศุภจี' ไม่ได้แก้ปัญหาเกษตรด้วยการอุ้มราคา แต่แก้ด้วยการออกแบบระบบมูลค่าใหม่

7 ก.ค.2569- เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความว่าคุณศุภจีไม่ได้มองสินค้าเกษตรเป็นแค่ “ผลผลิต” แต่มองเป็น “ระบบเศรษฐกิจครบวงจร”

คุณศุภจีไม่ได้มองเกษตรกรเป็นเพียงผู้ผลิตวัตถุดิบราคาถูก แต่กำลังพยายามเปลี่ยนเกษตรกรไทยให้เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่มูลค่าสมัยใหม่

The Harmony Model จึงไม่ใช่แค่โครงการส่งเสริมสินค้าเกษตร แต่เป็นแนวคิดใหม่ในการยกระดับเกษตรไทยทั้งระบบ

เริ่มจากคำถามสำคัญว่า

เกษตรกรควรผลิตอะไร

ตลาดต้องการอะไร

สินค้านั้นต้องมีมาตรฐานแบบไหน

และจะต่อยอดให้มีมูลค่าสูงขึ้นได้อย่างไร

นี่คือการเปลี่ยนเกษตรไทยจากการ “ผลิตก่อนแล้วค่อยหาตลาด” ไปสู่การ “รู้ตลาดก่อน แล้วจึงออกแบบการผลิต”

กรณีมะพร้าวน้ำหอมของอะโรแมติกฟาร์มจึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า สินค้าเกษตรไทยสามารถไปได้ไกลกว่าการขายผลผลิตเป็นลูก ๆ หากมีระบบจัดการที่ดี มีมาตรฐาน มีเครือข่ายเกษตรกร มีตลาดรองรับ และมีการแปรรูปเพิ่มมูลค่า

ที่สำคัญ โมเดลนี้ไม่ได้หยุดแค่การขายมะพร้าว แต่ยังต่อยอดไปถึงเศรษฐกิจหมุนเวียน การใช้ของเหลือจากการเกษตรให้เกิดประโยชน์ การทำไบโอชาร์ วัสดุรักษ์โลก พลังงานทดแทน และแม้กระทั่งคาร์บอนเครดิต

พูดง่าย ๆ คือ มะพร้าวหนึ่งลูกไม่ได้มีมูลค่าแค่น้ำกับเนื้ออีกต่อไป แต่สามารถกลายเป็นระบบเศรษฐกิจทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่สวนของเกษตรกร ไปจนถึงตลาดพรีเมียม ตลาดโลก และเศรษฐกิจสีเขียว

นี่คือจุดที่ทำให้ผลงานของศุภจีน่าสนใจ

เพราะนี่ไม่ใช่นโยบายแบบแจกเงิน ไม่ใช่การอุ้มราคา และไม่ใช่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเวลาสินค้าล้นตลาด

แต่เป็นการออกแบบระบบใหม่ให้เกษตรกรไทยผลิตของที่ตลาดต้องการ ขายได้ในราคาที่ดี มีมาตรฐานแข่งขันได้ และยังสร้างรายได้จากสิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็นของเหลือทิ้ง

ถ้าโมเดลนี้ขยายไปสู่สินค้าเกษตรอื่นได้จริง ประเทศไทยจะไม่ได้ขายแค่สินค้าเกษตรราคาถูก แต่จะขายคุณภาพ มาตรฐาน เรื่องราว นวัตกรรม และความมั่นคงทางอาหารให้กับตลาดโลก

นี่คือแนวทางที่ถูกต้องของกระทรวงพาณิชย์ในยุคใหม่

ไม่ใช่แค่ช่วยขายของ แต่ต้องช่วยยกระดับทั้งระบบ

จากข่าว The Harmony Model มีจุดแข็ง 5 ชั้น

______________________________________________

1. ผลิตของที่ตลาดต้องการ ไม่ใช่ผลิตก่อนแล้วค่อยหาคนซื้อ

นี่คือการเปลี่ยนตรรกะเกษตรไทยจาก supply-driven เป็น demand-driven

ปัญหาเกษตรไทยจำนวนมากเกิดจาก “ผลิตตามความเคยชิน” พอผลผลิตล้นตลาด รัฐก็ต้องเข้าไปอุ้มราคา รับซื้อ ชดเชย หรือจัดงานขายช่วยเกษตรกร แต่โมเดลของศุภจีเริ่มกลับด้าน คือถามก่อนว่า ตลาดต้องการอะไร ต้องการคุณภาพแบบไหน ปริมาณเท่าไร มาตรฐานอะไร แล้วจึงออกแบบการผลิตให้ตรงกับตลาด

นี่เป็นแนวคิดที่สำคัญมาก เพราะถ้าเกษตรกรผลิตได้ตรงความต้องการของผู้ซื้อ ปัญหาราคาตกจะลดลงตั้งแต่ต้นทาง

______________________________________________

2. ยกระดับจากสินค้าเกษตรธรรมดา เป็นสินค้าเกษตรมูลค่าสูง

กรณีมะพร้าวน้ำหอมอะโรแมติกฟาร์ม ไม่ได้ขายแค่มะพร้าว แต่ขายคุณภาพ มาตรฐาน ความน่าเชื่อถือ เครือข่ายเกษตรกร ระบบส่งมอบ และภาพลักษณ์สินค้าไทย

นี่คือการเปลี่ยนจาก “ขายของเป็นลูก” ไปสู่ “ขายระบบคุณค่า”

มะพร้าวหนึ่งลูกจึงไม่ใช่แค่ผลผลิตจากสวน แต่กลายเป็นสินค้าเกษตรพรีเมียมที่สามารถเข้าโรงแรม บริษัทใหญ่ ตลาดสุขภาพ ตลาดของฝาก ตลาดส่งออก และตลาดอาหารอนาคตได้

______________________________________________

3. สร้างมาตรฐานให้เกษตรกร ไม่ใช่ปล่อยให้ต่างคนต่างทำ

ประเด็น PGS, GAP, Organic และ GI สำคัญมาก เพราะตลาดโลกยุคใหม่ไม่ได้ซื้อแค่ “ของอร่อย” แต่ซื้อของที่ตรวจสอบได้ ปลอดภัย มีที่มา มีมาตรฐาน และเล่าเรื่องได้

นี่คือจุดที่เกษตรไทยต้องขยับจากภูมิปัญญาอย่างเดียว ไปสู่ภูมิปัญญาที่มีระบบรับรอง

ถ้าไม่มีมาตรฐาน สินค้าไทยจะถูกมองเป็นของดีแบบท้องถิ่น

แต่ถ้ามีมาตรฐาน สินค้าไทยจะกลายเป็นของดีที่เข้าตลาดโลกได้

______________________________________________

4. เพิ่มมูลค่าของของเหลือทิ้ง ด้วย Circular Economy และ Valued Waste

จุดนี้เป็นหัวใจที่น่าสนใจที่สุด เพราะศุภจีไม่ได้หยุดอยู่ที่การขายมะพร้าว แต่ไปไกลถึงเปลือก กะลา วัสดุเหลือใช้ ไบโอชาร์ วัสดุก่อสร้าง พลังงานทดแทน และคาร์บอนเครดิต

นี่คือการเปลี่ยน “ขยะเกษตร” ให้เป็น “สินทรัพย์เศรษฐกิจใหม่”

ในอดีต เกษตรกรขายผลผลิตหลักแล้วจบ

แต่โมเดลนี้ทำให้ของเหลือจากการผลิตยังสร้างรายได้ต่อได้อีกหลายชั้น

มะพร้าวหนึ่งลูกจึงสร้างมูลค่าได้ตั้งแต่ น้ำ เนื้อ วุ้น โยเกิร์ต ไอศกรีม เปลือก กะลา เชื้อเพลิง วัสดุรักษ์โลก ไปจนถึงคาร์บอนเครดิต

นี่คือเกษตรสมัยใหม่ ไม่ใช่เกษตรแบบเดิม

______________________________________________

5. รัฐทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อม ไม่ใช่แค่ผู้แจกเงินหรือแก้ปัญหาราคา

บทบาทของกระทรวงพาณิชย์ในโมเดลนี้น่าสนใจ เพราะไม่ใช่แค่พาไปออกบูธ หรือช่วยขายเวลาของล้นตลาด แต่ทำหน้าที่เชื่อมเกษตรกร ตลาด มาตรฐาน เงินทุน วิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และตลาดโลกเข้าด้วยกัน

ตรงนี้คือภาพของรัฐแบบ “ผู้สร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจ” ไม่ใช่รัฐแบบ “หน่วยงานสงเคราะห์เฉพาะหน้า”

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘ศุภจี’ ชูโมเดลใหม่เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรไทย

“ศุภจี” หนุนขับเคลื่อนมูลค่าสินค้าเกษตร ด้วย The Harmony Model เริ่มจากการผลิตสินค้าที่ใช่ หาตลาดให้เจอ และผลักดันเป็นความมั่นคงทางอาหาร เพิ่มโอกาสการขายในตลาดโลก ยันพาณิชย์พร้อมช่วยสนับสนุนเต็มที่

จากคดีแอร์มีนา สู่บทพิสูจน์หลัก Wilful Blindness ศาลสูงออสเตรเลีย เมื่อการเลือกที่จะไม่รู้อาจไม่ใช่ข้อแก้ตัว

นักวิชาการอิสระ ชี้ในมุมของกฎหมายเปรียบเทียบ คดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะทำให้สังคมไทยได้รู้จักหลัก Wilful Blindness

เจาะมหากาพย์ โกงสอบท้องถิ่น เมื่อ 'เทคโนโลยี-ปากพยาน' กำลังขยี้เครือข่ายไอ้โม่ง

สถานการณ์การทุจริตสอบแข่งขันข้าราชการส่วนท้องถิ่น ปี 2568 เข้มข้นขึ้นจนถึงจุดเดือด! หลังจากที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) พบว่ามีการแก้ไขกระดาษคำตอบในระบบอย่างอุกอาจ

'เจ้โจ' ข้องใจคนรุมด่า 'ศุภจี' มักเป็นผู้ชาย ใช้คำรุนแรงแบบจิกหัว ต่ำสถุนทั้งนั้น

โจ มณฑานี ตันติสุข นักเขียนและวิทยากรการเงิน โพสต์ข้อความว่าพี่โจสังเกตมาสักพักแล้ว คนทึ่รุมด่าคุณศุภจี มักเป็นผู้ชาย และมักใช้