27 ส.ค.2569 - วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “ข้อถกเถียงทางกฎหมาย: การพ้นผิดตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ต้องรอคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ ฯ หรือไม่?”
การประกาศใช้ พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2569 ถือเป็นก้าวสำคัญในการคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองที่สั่งสมมานานหลายทศวรรษ ทว่าในทางปฏิบัติ เมื่อกฎหมายมีผลใช้บังคับ กลับเกิดปัญหาการตีความกฎหมายในศาลชั้นต้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยปรากฏแนวความคิดออกเป็น 2 แนวทางที่ตรงกันข้ามกันอย่างสิ้นเชิง
1.ปัญหาความเห็นแตกออกเป็น 2 แนวทางในศาลชั้นต้น
เมื่อพิจารณาความในมาตรา 6 มาตรา 7 มาตรา 8 และมาตรา 12 แล้ว เกิดการตีความเป็น 2 แนวทาง:
• แนวทางที่ 1: ต้องรอคำวินิจฉัยของคณะกรรมการฯ ก่อนตามมาตรา 12 (แนวทางเคร่งครัดขั้นตอนทางปกครอง)
ผู้มีความเห็นตามแนวทางนี้เห็นว่า การพิจารณาว่าการกระทำใด "มีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งทางการเมืองหรือแรงจูงใจทางการเมือง" หรือเป็น "ฐานความผิดที่เกี่ยวพันกัน" หรือไม่นั้น เป็นข้อเท็จจริงที่ต้องผ่านการตรวจสอบโดยองค์กรเฉพาะ คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข (ซึ่งมีหน้าที่และอำนาจตามมาตรา 6 ประกอบมาตรา 12 และมีข้อความไม่ชัดเจนว่า จะมีอำนาจวินิจฉัยเมื่อใด) จึงมีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการวินิจฉัยคัดกรอง หากศาลด่วนสั่งปล่อยตัวโดยไม่มีมติจากคณะกรรมการฯ อาจเกิดความผิดพลาดในการใช้อำนาจ จึงต้องชะลอการยุติการพิจารณาชะลอการจำหน่ายคดีและชะลอการปล่อยตัวจนกว่าคณะกรรมการฯ จะมีคำวินิจฉัยส่งมายังศาล
• แนวทางที่ 2: สั่งยุติการพิจารณา จำหน่ายคดีและปล่อยตัวได้ทันทีโดยไม่ต้องรอคณะกรรมการฯ (แนวทางสิทธิเสรีภาพและผลโดยกฎหมาย)
ผู้มีความเห็นตามแนวทางนี้ถือว่า ผลของการพ้นผิดตามมาตรา 7 เกิดขึ้นทันทีโดยอำนาจของกฎหมาย (Ex lege) นับแต่วันที่ พ.ร.บ. มีผลใช้บังคับ หากปรากฏชัดแจ้งจากสำนวนว่าความผิดและช่วงเวลาตรงตามบัญชีแนบท้าย ศาลมีหน้าที่ตามมาตรา 8 ในการสั่งยุติการพิจารณา จำหน่ายคดี และออกหมายปล่อยตัวทันที บทบาทของคณะกรรมการฯ ตามมาตรา 12 เป็นเพียงกลไกเสริมเพื่อแก้ปัญหาในคดีที่มีข้อสงสัยหรือข้อโต้แย้งเท่านั้น มิใช่เงื่อนไขบังคับก่อนที่จะมาหน่วงเหนี่ยวการสั่งปล่อยตัว
2. รูปแบบของกฎหมายนิรโทษกรรมในอดีตเทียบกับปัจจุบัน
หากพิจารณาวิวัฒนาการของการออกกฎหมายนิรโทษกรรมในประเทศไทย จะเห็นรูปแบบที่น่าสนใจดังนี้:
• รูปแบบในอดีต (การนิรโทษกรรมโดยแท้): พ.ร.บ. นิรโทษกรรมในอดีตส่วนใหญ่ (เช่น พ.ร.บ. นิรโทษกรรมฯ พ.ศ. 2521 หรือ พ.ร.บ. นิรโทษกรรมฯ พ.ศ. 2535) มักจะเขียนตัวบทครอบคลุมเหตุการณ์ ฐานความผิด และบุคคลไว้อย่างเจาะจง กฎหมายจึงมีผลบังคับทันทีโดยสมบูรณ์ พนักงานอัยการและศาลใช้สำนวนคดีเดิมตรวจสอบและดำเนินการจำหน่ายคดีหรือปล่อยตัวได้ทันทีโดย ไม่มีการตั้งคณะกรรมการ ขึ้นมากลั่นกรองแต่อย่างใด
• รูปแบบในปัจจุบัน (การนิรโทษกรรมผ่านกลไกคณะกรรมการ): กฎหมายนิรโทษกรรมยุคหลัง หรือ พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 มีการกำหนดนิยามแบบกว้าง เช่น คำว่า "มูลเหตุทางการเมือง" จึงอาจจำเป็นต้องมี "คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข" ขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยในกรณีที่เป็น "เขตเทา" (Grey zone) อย่างไรก็ดี การมีอยู่ของคณะกรรมการฯ ไม่ได้เปลี่ยนหลักการพื้นฐานที่ว่า การพ้นความผิดยังคงเกิดขึ้นโดยอำนาจของตัวบทกฎหมายเอง
3. เหตุผลทางกฎหมายและการสนับสนุนจากบันทึกการประชุม กมธ.
เมื่อพิเคราะห์ตามหลักนิติวิธีและการตีความกฎหมาย มีเหตุผลสนับสนุนอย่างแน่นหนาว่า การนิรโทษกรรมมีผลทันที และศาลไม่ต้องรอคำวินิจฉัยของคณะกรรมการฯ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้:
1.หลักผลลัพธ์ทันทีแห่งกฎหมาย (Ex Lege): ถ้อยคำในมาตรา 7 ใช้คำว่า "ให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิดและให้ผู้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด..." ซึ่งเป็นบทบัญญัติเด็ดขาด สิทธิในการพ้นโทษเกิดขึ้นทันทีที่กฎหมายประกาศและมีผลใช้บังคับ ไม่ใช่เกิดจาก "การอนุมัติ" ของคณะกรรมการฯ
2.หลักการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน: เมื่อกฎหมายยกเลิกความผิดแล้ว การคุมขังบุคคลต่อไปโดยอ้างขั้นตอนทางปกครองของคณะกรรมการฯ ย่อมกระทบต่อเสรีภาพในร่างกายของประชาชนโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
3.หลักฐานสำคัญจากบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ: จากการตรวจสอบ บันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. …. สภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 6 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 กันยายน 2568 พบข้อเท็จจริงอันเป็นเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ชัดเจนที่สุด กล่าวคือ: ที่ประชุมคณะกรรมาธิการฯ ได้มีมติ "ตัดข้อความ" ว่า "...ทั้งนี้ นับแต่วันที่คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขมีมติเห็นชอบให้ผู้นั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เป็นต้นไป" ออกจากมาตรา 7 (ร่างมาตรา 6 เดิม)
การตั้งใจตัดประโยคดังกล่าวออกในชั้น กมธ. ยืนยันโดยแท้จริงว่า ฝ่ายนิติบัญญัติไม่ต้องการให้มติของคณะกรรมการฯ เป็น "เงื่อนไขเริ่มต้น" (Condition Precedent) ในการพ้นผิด การพ้นผิดจึงเกิดขึ้นทันทีตามตัวบท ส่วนคณะกรรมการตามมาตรา 12 มีไว้เพื่อสะสางคดีที่มีปัญหาข้อโต้แย้งให้เสร็จสิ้นภายในกรอบเวลาเท่านั้น
ดังนั้น แนวทางที่ 2 ที่เห็นว่า ศาลสามารถสั่งยุติการพิจารณา จำหน่ายคดีและปล่อยตัวจำเลยตามมาตรา 8 ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอคำวินิจฉัยของคณะกรรมการฯ จึงเป็นแนวทางที่ถูกต้องตามทั้งลายลักษณ์อักษร เจตนารมณ์ของกฎหมาย และหลักการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาอย่างแท้จริง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘ถาวร’ ดักคอ ‘ทักษิณ’ อย่าดันทุรังขอนิรโทษกรรม ชี้กฎหมายยกเว้นคดีทุจริต
“ถาวร” โต้แนวคิดทนายความขอนิรโทษกรรมให้ “ทักษิณ” อ้างอายุมาก ไม่ยุ่งการเมืองแล้ว ย้ำ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข มาตรา 3 ยกเว้นคดีทุจริตชัดเจน ไม่ต้องตีความ ถามทำไ
'ทักษิณ' ยื่นคำร้อง พ.ร.บ.สันติสุขฯ ขอล้างมลทินคดีการเมือง ลั่นอยากวางมือใช้ชีวิตสงบสุข
“ทักษิณ” ยื่นคำร้องคกก.สันติสุขขอนิรโทษกรรม ล้างมลทินข้อกล่าวหาทางการเมือง ด้าน “ทนายวิญญัติ” เผย “แม้ว” ทำเพื่อประชาชนและประเทศชาติ แก่แล้วอยากทำธุรกิจส่วนตัว พร้อมวางมือทางการเมือง ด้าน “ฉัตรชัย” บอก ขั้นตอนเข้าอนุกลั่นกรอง ก่อนชง คกก.ชุดใหญ่พิจารณาให้ทันใน 180 วัน
ศาลเลื่อนฟังคำสั่ง '39 กปปส.' ขอนิรโทษกรรมคดีชัตดาวน์กรุงเทพฯ
ศาลนัดฟังคำสั่งที่คู่ความในคดีขอให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 คดีดำอ.247/2561 ที่พนักงานอัยการคดีพิเศษ 4
อดีตผู้พิพากษาอาวุโสฯ ถอดบทเรียน นักการเมืองท้องถิ่น กับคดีปกปิดบัญชีทรัพย์สิน
วัส ติงสมิตร เจาะคำพิพากษาศาลฎีกาฯ ถอดบทเรียนนักการเมืองท้องถิ่นกับคดีปกปิดบัญชีทรัพย์สิน
‘วัส’ ชี้ปรากฏการณ์รัฐประหารโดยพลเรือน ทำประชาธิปไตยอ่อนแอ
วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความระบุว่า จาก "เขากระโดง" ถึง "บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง": เจาะลึกสภาวะ State Capture และปรากฏการณ์ "รัฐประหารโดยพลเรือน" ในสังคมไทย
อดีตผู้พิพากษา ไขปมโกงสอบท้องถิ่น ปล่อย 3 ผู้ต้องหาครบ 84 วัน ไม่ใช่พ้นคดี
อดีตผู้พิพากษาแจงข้อกฎหมาย หลัง 3 ผู้ต้องหาคดีทุจริตสอบท้องถิ่นได้รับการปล่อยตัว เหตุครบกำห

