หลังยื่นหนังสือถึง ผบ.ตร. “ดร.ณัฏฐ์” เดินหน้าบี้ต่อ ขอพนักงานสอบสวนยื่นศาลออกหมายจับ 6 ผู้ต้องหา อ้างข้อหาฉ้อโกงประชาชน-พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์-ฟอกเงิน มีอัตราโทษสูง พร้อมคัดค้านปล่อยตัวชั่วคราว
8 กันยายน 2569 - มีรายงานความคืบหน้ากรณี ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ในฐานะผู้เสียหายและผู้กล่าวโทษ ซึ่งได้ยื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เมื่อวันที่ 7 กันยายนที่ผ่านมา ขอให้ดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ เพื่อออกหมายจับผู้ต้องหา 6 ราย พร้อมคัดค้านการปล่อยตัวชั่วคราว โดยอ้างว่าคดีมีอัตราโทษสูง เกรงว่าจะยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานและหลบหนี
ผู้ต้องหาทั้ง 6 ราย ประกอบด้วย นายสมชัย หรือชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ 1 นายปริญญา หรือเอก เทวานฤมิตรกุล ผู้ต้องหาที่ 2 นายยิ่งชีพ หรือเป๋า อัชฌาชานนท์ ผู้ต้องหาที่ 3 นายนรเศรษฐ์ หรือรอน นาหนองตูม ผู้ต้องหาที่ 4 นายพงษ์ศักดิ์ หรือเม้ง จันทร์อ่อน ผู้ต้องหาที่ 5 และ น.ส.ลัดดาวัลย์ หรือจอบหญิง ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้ต้องหาที่ 6
โดยกล่าวหาในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341 และ 343 ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 มาตรา 14 (1) (2) และ (5) พระราชบัญญัติควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ.2487 มาตรา 3, 5 และ 7 รวมถึงความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 3 (3), 5, 6, 7, 8, 9, 11, 46/1, 49, 49/1 และ 60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86 และ 91
มีรายงานว่า ดร.ณัฐวุฒิ ประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่ (MD) บริษัท AURELIAN GROUP และบริษัทในเครือ AG ได้ยื่นหนังสือต่อตัวแทน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ตามหนังสือเลขรับที่ 2632 ลงวันที่ 7 กันยายน 2569 เวลา 11.20 น.
ในหนังสือระบุข้อหา พฤติการณ์แห่งคดี และพยานหลักฐานสำคัญ ได้แก่ หลักฐานใบเสร็จการโอนเงิน รวมถึงหลักฐานการชักชวนในการระดมทุน ระหว่างวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ถึงวันที่ 4 กันยายน 2569 เป็นหมายเลขบัญชีทั้ง 2 บัญชีและจำนวนยอดเงิน
ดร.ณัฐวุฒิระบุว่า ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ได้ให้สัมภาษณ์ต่อรายการ “ข่าวเด่นเย็นนี้” ทางไทยทีวีสีช่อง 3 HD ว่าไม่ได้ขออนุญาตรับบริจาค โดยตนได้ให้ปากคำและมอบพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับทั้ง 2 คดีเรียบร้อยแล้ว และเห็นว่าพยานหลักฐานที่พนักงานสอบสวนรวบรวมมีเพียงพอที่จะยื่นคำร้องต่อศาลในเขตอำนาจ ได้แก่ ศาลอาญากรุงเทพใต้ เพื่อขอให้ศาลออกหมายจับผู้ต้องหา
พร้อมยกประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 66 ซึ่งบัญญัติถึงเหตุที่จะออกหมายจับ โดยมาตรา 66 (1) ระบุว่า “เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญาซึ่งมีโทษจำคุกอย่างสูงเกินกว่า 3 ปี”
ดร.ณัฐวุฒิระบุในหนังสือถึง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ในฐานะผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและหัวหน้าพนักงานสอบสวนทั่วราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 วรรคท้าย ประกอบพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 มาตรา 12 (1) และ (3) ว่า ผบ.ตร.เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนชั้นสูงสุดขององค์กร และมีอำนาจหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 66 (1) จึงขอให้ดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลในเขตอำนาจเพื่อขอหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 6 ราย
โดยอ้างเหตุว่า ผู้ต้องหาไม่มีที่อยู่หลักแหล่งที่แน่นอน อาจไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน และคดีมีอัตราโทษสูง พร้อมกล่าวอ้างถึงกรณีนายเพนกวินที่หลบหนีออกช่องทางธรรมชาติและหลบหนีหมายศาลไปต่างประเทศ และระบุว่า ตนในฐานะผู้เสียหายขอคัดค้านการประกันตัวผู้ต้องหา
ดร.ณัฐวุฒิระบุว่า เมื่อพิจารณาจากความผิดที่ตนในฐานะผู้กล่าวหาดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (7) และ (8) และในฐานะผู้เสียหายโดยนิตินัยตามมาตรา 2 (4) มีรายละเอียดข้อกล่าวหาดังนี้
(1) ข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งเห็นว่าเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกอย่างสูงเกินกว่า 3 ปี เข้าเงื่อนไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 66 (1)
(2) ข้อหาโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนและกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ โดยเผยแพร่ข้อมูลคอมพิวเตอร์ชักชวนประชาชนในการระดมทุน ซึ่งผู้กล่าวหาอ้างว่าเป็นการฉ้อโกงประชาชน อันเป็นความผิดมูลฐานการฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน โดยข้อความหลอกลวงประชาชน
ข้อกล่าวหาดังกล่าวอ้างพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 มาตรา 14 (1) (2) และ (5) มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งเห็นว่าเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกอย่างสูงเกินกว่า 3 ปี เข้าเงื่อนไขมาตรา 66 (1)
(3) ข้อหาร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 60 มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี ปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งเห็นว่าเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกอย่างสูงเกินกว่า 3 ปี เข้าเงื่อนไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 66 (1)
สำหรับถ้อยคำตามมาตรา 66 (1) ที่ว่า “เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญา” ดร.ณัฐวุฒิระบุว่า ตนมีพยานหลักฐานสำคัญและได้ส่งมอบให้แก่พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบสำนวนครบถ้วนแล้ว รวมทั้งได้ให้การในฐานะผู้กล่าวหาเพื่อยืนยันข้อเท็จจริง ทั้งใบเสร็จการโอนเงิน ยอดเงินบริจาค และหลักฐานคลิปสัมภาษณ์ของนายสมชัย ศรีสุทธิยากร
ดร.ณัฐวุฒิกล่าวอ้างว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า นายสมชัยกับพวกดำเนินการระดมทุนและรับบริจาคโดยไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการควบคุมการเรี่ยไร และเป็นข้อห้ามตามกฎหมาย โดยอ้างว่ามีวัตถุประสงค์ระดมทุนรับบริจาคเพื่อนำเงินไปต่อสู้คดีกับ กกต. และใช้เงินที่ได้รับมาต่อสู้กับอำนาจรัฐ ซึ่งตนเห็นว่าเป็นลักษณะการกระทำเป็นขบวนการ
ในหนังสือยังกล่าวอ้างว่า จากภาพที่ปรากฏตามสื่อต่างๆ นายสมชัยและนายยิ่งชีพได้กระทำผิดอาญาต่างท้องที่ มีผู้เสียหายทั่วประเทศ ทำให้กระทบต่อความมั่นคง ระบบเศรษฐกิจของประเทศ และความเชื่อมั่นของต่างประเทศต่อรัฐบาล รวมถึงอ้างว่า นายสมชัยโพสต์ว่ามียอดเงินที่ได้รับเป็นจำนวนสูง และมีประชาชนบริจาคไม่น้อยกว่า 2,000 กรรม/ครั้ง รวมถึงตนซึ่งอ้างว่าเป็นผู้ถูกหลอกและเป็นผู้เสียหายในคดีนี้ โดยเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระ
นอกจากนี้ ดร.ณัฐวุฒิยังกล่าวอ้างว่า ผู้ต้องหาทั้ง 6 รายมีการนัดพบกันภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อประชุมและแบ่งหน้าที่กันทำ โดยมุ่งทำลายรัฐบาล และนำเงินที่ได้รับบริจาคมาสวมสิทธิ์กับเงินที่ได้มาโดยมิชอบ อันเป็นการปิดบังอำพรางและเป็นกลุ่มอาชญากรรมที่ไม่เปิดเผยตัวตน รวมทั้งอ้างว่าเป็นการทำลาย กกต. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ
ดร.ณัฐวุฒิกล่าวอ้างต่อว่า นายสมชัย ผู้ต้องหาที่ 1 และนายยิ่งชีพ ผู้ต้องหาที่ 3 มีการแบ่งหน้าที่กันทำ โดยมีผู้ต้องหาที่ 2 และผู้ต้องหาที่ 4 ร่วมกันวางแผนและจัดหาทนายความเพื่อต่อสู้อำนาจรัฐและบ่อนทำลายรัฐ ขณะที่ผู้ต้องหาที่ 2 ใช้ตำแหน่งและหน้าที่ราชการ อาศัยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นที่ฟอกตัว โดยมีผู้ต้องหาที่ 2 ผู้ต้องหาที่ 5 และผู้ต้องหาที่ 6 ร่วมกันเปิดบัญชี อันเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ
จากนั้น เมื่อมีการเปิดบัญชีทำธุรกรรมทางการเงินแล้ว ผู้กล่าวหาอ้างว่า นายสมชัย ผู้ต้องหาที่ 1 ได้นำข้อมูลไปโพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก “ปั่นไปไหน-สมชัย ศรีสุทธิยากร” โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนและกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ
พร้อมอ้างว่าเป็นการเผยแพร่ข้อมูลคอมพิวเตอร์ชักชวนประชาชนในการระดมทุน อันเป็นการฉ้อโกงประชาชน ซึ่งเป็นความผิดมูลฐานการฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน โดยข้อความหลอกลวงประชาชน เข้าข่ายร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ฟอกเงิน และสมคบกันฟอกเงิน
ดร.ณัฐวุฒิยังระบุว่า นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ 1 ถูกดำเนินคดีอาญาหลายท้องที่ ได้แก่ สน.ทองหล่อ 2 คดี สน.ทุ่งสองห้อง 2 คดี และ สน.บางโพ 2 คดี และอ้างว่าจะถูกดำเนินคดีในอีกหลายท้องที่ โดยเห็นว่า หากได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว อาจหลบหนีออกช่องทางธรรมชาติไปต่างประเทศ ทำให้ยากแก่การติดตามตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญา
ทั้งยังกล่าวอ้างว่า กลุ่มผู้ต้องหาทั้ง 6 รายและเครือข่ายกลุ่มที่หลบหนีไปต่างประเทศเป็นกลุ่มเดียวกัน มีการแบ่งหน้าที่กันทำ กระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน กระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่นของต่างประเทศต่อประเทศไทย และการลงทุน
ตอนท้าย ดร.ณัฐวุฒิอ้างอำนาจตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 16, 18 และ 66 (1) ขอให้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนทั่วราชอาณาจักร ดำเนินการให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบสำนวนยื่นคำร้องต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ เพื่อขอออกหมายจับนายสมชัย หรือชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ 1 นายปริญญา หรือเอก เทวานฤมิตรกุล ผู้ต้องหาที่ 2 นายยิ่งชีพ หรือเป๋า อัชฌาชานนท์ ผู้ต้องหาที่ 3 นายนรเศรษฐ์ หรือรอน นาหนองตูม ผู้ต้องหาที่ 4 นายพงษ์ศักดิ์ หรือเม้ง จันทร์อ่อน ผู้ต้องหาที่ 5 และ น.ส.ลัดดาวัลย์ หรือจอบหญิง ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้ต้องหาที่ 6 เพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย
พร้อมย้ำว่า ตนในฐานะผู้เสียหายขอคัดค้านการปล่อยตัวชั่วคราว เนื่องจากอ้างว่ามีการกระทำความผิดหลายกรรมสูงถึง 2,000 ครั้ง/กรรม มีความเสียหายสูง คดีมีอัตราโทษสูง เกรงว่าจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานและเกรงว่าจะหลบหนี.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ดร.ณัฐวุฒิ ร้อง ผบ.ตร.ขอหมายจับ 'สมชัย' พร้อมพวกรวม 6 คน
ดร.ณัฐวุฒิ ย้ำเป็นผู้เสียหาย หลังร่วมโอนเงิน 2,000 บาท ร้อง ผบ.ตร.เร่งขอศาลออกหมายจับ “ส
'สมชัย' เกาะโต๊ะ 'อนุกรรมการชุดที่ 36' กังขาป้อง 'ผู้มีบารมีบุรีรัมย์'
'สมชัย' อ้าง เอกสารอนุฯ ชุด 36 ชี้ กรรมการแทบไม่ซักถาม ตั้งข้อกังขาตีกรอบคดีฮั้ว สว. อาจทำฝ่ายการเมืองหลุดความเกี่ยวข้อง ลั่น หากยื่นศาลขอดูความเห็นส่วนบุคคลแล้วพบใช้ตรรกะจากกรอบกฎหมายที่บิดเบี้ยว อาจนำไปสู่การเอาผิดอนุกรรมการได้
ดร.ณัฏฐ์ จ่อยื่น 'ผบ.ตร.' ขอหมายจับ 'สมชัย-ยิ่งชีพ' พร้อมค้านประกัน
ดร.ณัฐวุฒิ เตรียมยื่นหนังสือถึง ผบ.ตร. ขอให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย ยื่นคำร้องขอหมายจับ “สมชัย-ยิ่งชีพ” พร้อมพวกรวม 6 คน ปมระดมทุนรับบริจาค พร้อมยื่นคัดค้านการประกันตัว ย้ำเป็นผู้เสียหายโดยตรง ขณะที่ปมปะทะหน้า สน.ทองหล่อ เจ้าตัวอ้างไม่มีเจตนาผลักจักรยาน พร้อมแจ้งความกลับสัปดาห์หน้า
จาก 'ศรีสุวรรณ' ถึง 'สมชัย' มาตรฐานต่อต้านการใช้ความรุนแรง!
เหตุการณ์บริเวณหน้า สน.ทองหล่อ เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 กลายเป็นประเด็นร้อนในสังคมออนไลน์ หลังการเผชิญหน้าระหว่าง นายณั
'สมชัย' เดือด! จ่อบุก กกต. ไล่บี้เช็กบิล 'ณัฐวุฒิ'
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ขอเชิญร่วมเฟรม
ดร.ณัฐวุฒิ ทำบุญครบ 1 ปีบิดา ผู้ว่าฯ ระยองเป็นประธาน นักการเมืองร่วมงานคับคั่ง
“ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม” จัดพิธีทำบุญครบรอบ 1 ปีการจากไปของบิดาที่ อ.เขาชะเมา “สุชาติ” มอบหมายผู้ว่าฯ ระยอง เป็นประธานในพิธี มีนักการเมือง ข้าราชการ ผู้นำท้องถิ่น และผู้ร่วมงานจำนวนมาก

