'อาจารย์อุ๋ย' เตือนรัฐบาลอย่าประมาทมวลชนพระอาทิตย์ ยุคนี้วัดกันที่ 'ความชอบธรรม 'ไม่ใช่ 'จำนวน'

'อาจารย์อุ๋ย' เตือนรัฐบาลอย่าประมาทมวลชนพระอาทิตย์ ชี้ ยุคนี้การชุมนุมวัดกันที่ 'ความชอบธรรม' ไม่ใช่ 'จำนวน' อย่าใช้วิธีด้อยค่า ต้องเปิดใจรับฟังข้อเรียกรร้อง อะไรที่ผิดกฎหมายต้องจัดการ

11 ก.ย. 2569 - อาจารย์อุ๋ย – ประพฤติ ฉัตรประภาชัย นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ โพสข้อความผ่านเฟสบุ๊ค ว่า
.
“ผมอยากเตือนรัฐบาลว่า อย่าประมาทการเคลื่อนไหวของ “มวลชนพระอาทิตย์” ที่นำโดย สนธิ ลิ้มทองกุล และอย่าประเมินสถานการณ์ด้วยการนับเพียงว่า วันนี้มีคนมาชุมนุมหน้าเวทีกี่ร้อย กี่พัน หรือกี่หมื่นคน เพราะสมการของการเมืองและการเคลื่อนไหวของมวลชนในยุคโซเชียลมีเดียเปลี่ยนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง
.
ยุคนี้อย่าดูว่ามีคนมาชุมนุมกี่คน แต่ต้องดูว่าข้อเรียกร้องของเขากำลังตรงกับความรู้สึกของคนที่ไม่ได้มาชุมนุมอีกกี่ล้านคน
.
ในการเมืองยุคดิจิทัล จำนวนคนที่มารวมตัวกันทางกายภาพเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพลังทางการเมือง สิ่งที่ทรงพลังและอันตรายยิ่งกว่าสำหรับผู้ถืออำนาจ คือ “จุดยืน” และ “ความชอบธรรม” ที่สามารถแพร่กระจายออกไปในสังคม
.
คนหนึ่งคนบนถนนอาจมีโทรศัพท์มือถือหนึ่งเครื่อง แต่โทรศัพท์เครื่องนั้นสามารถถ่ายทอดภาพ ข้อมูล และข้อเรียกร้องออกไปถึงคนอีกนับแสนได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง การชุมนุมที่เริ่มจากคนกลุ่มเล็กจึงสามารถกลายเป็น “แนวร่วมทางสังคม” ซึ่งไม่ปรากฏตัวอยู่หน้าเวที แต่ติดตาม เห็นด้วย แสดงความคิดเห็น แชร์ข้อมูล และพร้อมเปลี่ยนความรู้สึกนั้นให้กลายเป็นแรงกดดันทางการเมืองได้ตลอดเวลา
.
ประวัติศาสตร์ต่างประเทศมีบทเรียนให้เห็นมาแล้ว
.
กรณี Pots and Pans Revolution หรือการประท้วงหม้อและกระทะในไอซ์แลนด์ ช่วงปี 2008–2009 หลังประเทศเผชิญวิกฤตการเงินอย่างหนัก การเคลื่อนไหวของประชาชนค่อย ๆ ขยายตัวจากเวทีสาธารณะและการประท้วงต่อต้านการบริหารวิกฤตของรัฐบาล ก่อนพัฒนาเป็นการชุมนุมครั้งใหญ่ เสียงเคาะหม้อกระทะกลายเป็นสัญลักษณ์ของความไม่พอใจต่อผู้มีอำนาจ จนแรงกดดันทางการเมืองนำไปสู่การล่มของรัฐบาลในเดือนมกราคม 2009
.
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “วันแรกมีคนมากแค่ไหน” แต่คือข้อเรียกร้องนั้นสามารถขยายความชอบธรรมและดึงประชาชนที่เดิมยืนดูอยู่ข้างสนามเข้ามาร่วมได้หรือไม่
.
เช่นเดียวกับ Rose Revolution หรือการปฏิวัติกุหลาบในจอร์เจีย ปี 2003 ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางข้อครหาอย่างหนักเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสของการเลือกตั้ง การเคลื่อนไหวเริ่มจากเครือข่ายฝ่ายค้าน นักศึกษา และภาคประชาชน ก่อนขยายตัวอย่างรวดเร็วจนมีประชาชนหลายหมื่นคนออกมาร่วมต่อต้านรัฐบาล และนำไปสู่การลาออกของประธานาธิบดี Eduard Shevardnadze ในเวลาอันสั้น
.
บทเรียนของทั้งสองประเทศจึงเหมือนกันอยู่ประการหนึ่ง คือ รัฐบาลไม่ควรประเมินพลังทางการเมืองจากจำนวนคนในวันแรก แต่ต้องประเมินจากระดับ “ความชอบธรรม” ของประเด็นที่ประชาชนกำลังพูดถึง
.
กลับมาที่ประเทศไทย สิ่งที่รัฐบาลควรกังวลจึงไม่ใช่เพียงจำนวนคนที่จะมาร่วมกับมวลชนพระอาทิตย์ แต่คือการสะสมของ “ข้อครหา” ที่กำลังกัดกร่อนความเชื่อมั่นของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นกรณีเขากระโดง ข้อสงสัยเรื่องการฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) คำถามเรื่องความเป็นอิสระขององค์กรตรวจสอบ ตลอดจนกระบวนการยุติธรรมที่ประชาชนบางส่วนตั้งคำถามว่ามีมาตรฐานเดียวกับทุกฝ่ายจริงหรือไม่
.
แน่นอน รัฐบาลยืนยันว่ากรณีต่าง ๆ เหล่านี้กำลังดำเนินไปตามกระบวนการกฎหมาย และไม่ได้มีการประวิงเวลา แต่ในทางการเมือง การกล่าวว่า “เรื่องอยู่ในกระบวนการ” เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือทำให้ประชาชน มองเห็น ว่ากฎหมายกำลังทำงานอย่างตรงไปตรงมา รวดเร็ว และใช้มาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าผู้ถูกตรวจสอบจะเป็นฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน พรรคพวกของผู้มีอำนาจ หรือบุคคลที่มีทุนมหาศาลเพียงใด
.
เพราะตามหลักนิติรัฐและนิติธรรม หากรัฐบาลยังคงสร้างตราบาปทางการเมืองและละเลยการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเท่าเทียม สุดท้ายระบบนิติธรรมนั่นเองที่จะกลับมาชำระล้างและทำให้รัฐบาลต้องล่มสลายลงด้วยตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องรอให้มวลชนมาขับไล่ด้วยซ้ำ
.
ยิ่งไปกว่านั้น ข้อเรียกร้องของการเคลื่อนไหวครั้งนี้หลายเรื่องแตะไปถึงประเด็นระดับชาติ ทั้งเรื่องอธิปไตย ทรัพยากรของประเทศ และปัญหา “ทุนสีเทา” ข้ามชาติ
.
ไม่ว่าจะเป็นทุนสีเทาจากอิสราเอล จีน หรือเครือข่ายทุนมืดข้ามชาติจากประเทศใดก็ตาม หากเข้ามาประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ใช้นอมินี ครอบงำกิจการ หรือใช้อำนาจเงินสร้างอภิสิทธิ์เหนือนิติรัฐไทย รัฐบาลมีหน้าที่ต้องจัดการอย่างเด็ดขาด
.
ยิ่งเมื่อปรากฏข้อครหาและคำถามจากสังคมถึงความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มทุนต่างชาติบางกลุ่มกับผู้มีอำนาจทางการเมือง รัฐบาลยิ่งมีหน้าที่ต้องพิสูจน์ด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมาว่า ไม่มีบุคคลหรือกลุ่มทุนใดสามารถใช้อำนาจเงินซื้ออภิสิทธิ์เหนือกฎหมายไทยได้
.
ตามจุดยืนที่แกนนำประกาศ การเคลื่อนไหวของมวลชนพระอาทิตย์ในครั้งนี้ไม่ได้ตั้งเป้าขับไล่รัฐบาล แต่ต้องการกดดันและเตือนสติให้รัฐบาลกลับมาทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ คือปกป้องอธิปไตย รักษาทรัพยากรของชาติ บังคับใช้กฎหมาย และคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชนไทย
.
ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลไม่ควรทำที่สุด คือใช้วิธีการเมืองแบบเดิมด้วยการด้อยค่า เยาะเย้ยจำนวนผู้ชุมนุม หรือใช้ทีมปฏิบัติการข่าวสารโจมตีจนผลักประชาชนที่เห็นต่างให้กลายเป็น “ศัตรูของรัฐบาล”
.
รัฐบาลควรทำตรงกันข้าม คือเปิดใจรับฟังข้อเรียกร้อง อะไรมีหลักฐานก็ตรวจสอบ อะไรผิดกฎหมายก็จัดการ ไม่ว่าจะเป็นคนของใคร และโดยเฉพาะทุนสีเทาต่างชาติ ต้องแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีเจ้าของ และเงินไม่สามารถเจ้าหน้าที่ผู้บังคัาไช้กฎหมายของไทยได้
.
เพราะแม้รัฐบาลอาจควบคุมเสียงในสภาได้ อาจมีเสียงสนับสนุนเพียงพอที่จะประคองรัฐบาลให้อยู่ต่อได้ และอาจมองว่าคนบนถนนวันนี้ยังมีจำนวนไม่มาก แต่สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลไม่สามารถกําหนดด้วยเสียงในสภาได้ คือ “ความชอบธรรม” ในสายตาประชาชน
.
และเมื่อใดที่ความชอบธรรมหายไป ต่อให้หน้าเวทีมีคนเพียงไม่กี่ร้อยคน ก็อย่าลืมว่าอาจมีคนอีกหลายล้านคนกำลังยืนอยู่หน้าเวทีนั้น ผ่านหน้าจอโทรศัพท์ของตัวเอง
.
ด้วยความปรารถนาดี“

 

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'เดอะตั้ม' ตอบคำถามในสนามนักสู้ ตราบใดที่มั่นคงในหลักคิด เราก็เดินอย่างมั่นคง

นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กภายหลังร่วมกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึง เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ให้พลเมืองอิสราเอลเคารพกฎหมายไทย ต่อต้านทุนเทาครอบครองแผ่นดิน ว่า

โฆษกป้ายแดงชี้ชุมนุมเป็นสิทธิ์แต่อย่าเอา ปชช.เป็นเครื่องมือ!

โฆษก รบ.ป้ายแดงสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ก่อนเริ่มทำงาน ย้ำชุมนุมเป็นสิทธิ พร้อมรับฟังความเห็นต่าง แต่ขออย่าใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือ

ไม่สะดวก 'ไอติม-ยิ่งชีพ' ไม่รับคำเชิญ หลัง 'นภินทร' เรียกฟังชี้แจงฮั้วสว.ที่ทำเนียบฯ

'ไอติม-ยิ่งชีพ ' ไม่ว่างรับคำเชิญ หลัง 'นภินทร' เรียกฟังชี้แจงที่ทำเนียบ ปมเอี่ยวฮั้วสว. ย้ำ จะตั้งกระทู้ถามอีกครั้งผ่านกลไกสภาฯ

'จตุพร' ฟันฉับ 'ฮั้วสว.' ส่อผิดหมด 200 สว.ไม่เหลือสักคน เหตุมาจากกติกา รธน.60 เป็นปัญหา

'จตุพร' ย้ำ 'ฮั้ว สว' ที่มาจาก รธน.มีปัญหา ชี้แต่ละฝ่ายงัดข้อมูลเก่าเถียงกันสับสน ลั่นยึดกติกาเปะๆ เอ็กซ์เรย์ถ้วนหน้า เชื่อ 200 สว.ไม่เหลือสักคน

เอาแล้ว! 'ศุภชัย' กระตุกกกต.สืบสวนไต่สวน 'เทวฤทธิ์-นันทนา' โกงเลือกสว.หรือไม่ ขู่มีหลักฐานเพียบ

'ศุภชัย' กระตุกกกต.หากเห็นว่ากลุ่มผู้สมัครสว.สีส้มรวมกลุ่มเพื่อฮั้ว ต้องสืบสวนไต่ส่วน ผู้สมัคร 300 คนที่ชุมนุมกัน ใครเป็นคนจ่ายค่าจัดเลี้ยง ค่าเช่าห้องประชุม ตั๋วเครื่องบิน พักที่ไหน ใครจ่าย 'เทวฤทธิ์ -นันทนา'โกงหรือไม่ ขู่หรือยากให้มีการร้อง ยินดีจัดให้หลักฐานเพียบ