อดีตผู้พิพากษาอาวุโสชี้คดีฮั้ว สว.อาจอยู่ที่การให้ศาลค้นหาความจริง!

16 ก.ย.2569 - นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “กกต. เสียงข้างน้อย ขอให้ความจริงไปถึงศาลฎีกา : ทางออกจากปม“ฮั้ว สว. 2567” อาจอยู่ที่การให้ศาลค้นหาความจริง” ระบุว่า การออกมาให้สัมภาษณ์ของ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 น่าสนใจไม่น้อย เพราะสิ่งที่เขาพยายามทำไม่ได้เป็นเพียงการชี้แจงว่า มติ กกต. เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา “ไม่ใช่มติเอกฉันท์หรือเสียงข้างมากเสียงข้างน้อยเท่านั้น” หากยังเป็นการเปิดให้สังคมเห็นว่า ภายใน กกต. มีการประเมินพยานหลักฐานแตกต่างกันอย่างไร

ในวันเดียวกัน สำนักงาน กกต. ออกข่าวประชาสัมพันธ์ว่า ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีผู้ถูกร้องรวม 161 ราย และมีมติไม่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและไม่ดำเนินคดีอาญา แต่เมื่อดูรายละเอียดแล้วกลับพบว่า ผลการลงมติไม่ได้เป็นหนึ่งเดียวทั้งหมด

ในข้อกล่าวหาตามมาตรา 76 วรรคหนึ่ง กรณีนักการเมืองช่วยผู้สมัคร สว. มีผู้ถูกร้อง 21 ราย แบ่งเป็นมติเอกฉันท์ 7 ราย มติ 6 ต่อ 1 จำนวน 2 ราย และมติ 5 ต่อ 2 จำนวน 12 ราย (เช่น นายอนุทิน ชาญวีรกูล, นายเนวิน ชิดชอบ, นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล, นางสาวสุขสมรวย วันทนียกุล, นายภราดร ปริศนานันทกุล, นายเนวิน ชิดชอบ และกรรมการบริหารพรรคอีกหลายท่าน โดยมี นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ และ นายชาย นครชัย เป็น 2 เสียงข้างน้อยใน กกต. ที่เห็นว่ามีความผิด)

ส่วนข้อกล่าวหาตามมาตรา 76 วรรคสอง กรณีผู้สมัคร สว. ยินยอมให้นักการเมืองเข้ามาช่วยเหลือ มีผู้ถูกร้อง 140 ราย ซึ่ง กกต. มีมติ 5 ต่อ 2 ไม่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและไม่ดำเนินคดีอาญา

ตัวเลขเหล่านี้จึงบอกเราว่า คำว่า “กกต. มีมติไม่ส่งฟ้อง” ยังไม่ใช่เรื่องทั้งหมด เพราะคำถามสำคัญกว่าคือ กรรมการแต่ละคนเห็นพยานหลักฐานอย่างไร และเหตุใดจึงเห็นแตกต่างกัน?

นี่เองที่ทำให้คำให้สัมภาษณ์ของนายสิทธิโชติมีคุณค่าทั้งในทางกฎหมายและต่อสังคม

“มองช้างทั้งตัว” คือหัวใจของความเห็นเสียงข้างน้อย

สิ่งที่น่าชื่นชมในแนวทางการวินิจฉัยของนายสิทธิโชติ คือการไม่พิจารณาพยานหลักฐานแต่ละชิ้นแบบแยกขาดจากกัน หากพยายามนำพฤติการณ์ทั้งหมดมาร้อยเรียงเป็นภาพเดียวกัน

เขาใช้คำเปรียบเทียบง่าย ๆ ว่า ต้อง “มองช้างทั้งตัว” ไม่ใช่จับเฉพาะงวงหรือหู แล้วสรุปว่าไม่ใช่ช้าง

หลักคิดนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในคดีที่ถูกกล่าวหาว่ามีการจัดตั้งหรือวางแผนเป็นขบวนการ เพราะการกระทำในลักษณะเช่นนี้ย่อมไม่จำเป็นต้องทิ้ง “หลักฐานชิ้นเด็ด” ไว้ให้เห็นตรง ๆ ในขณะเดียวกัน ผู้ที่ร่วมกันกระทำย่อมมีแรงจูงใจที่จะปกปิดการกระทำของตน

ดังนั้น หลักฐานที่พบจึงอาจเป็นเพียง: • โพยหรือรายชื่อที่จัดเตรียมไว้ล่วงหน้า • การประชุมในสถานที่ต่าง ๆ • การติดต่อทางโทรศัพท์ • เส้นทางการเงิน • คำให้การของพยานหลายปาก • พฤติการณ์หลังการเลือกตั้ง • ภาพจากกล้องวงจรปิด หรือพฤติการณ์เล็ก ๆ อื่น ๆ แต่เมื่อหลักฐานเหล่านี้สอดคล้องและเชื่อมโยงกัน ก็อาจมีน้ำหนักมากกว่าการพิจารณาแต่ละชิ้นโดยลำพัง นี่คือสิ่งที่นายสิทธิโชติพยายามอธิบาย เพราะ “โพย” อาจไม่ใช่ปัญหายาก แต่ “ใครเป็นคนคิดโพย” ต่างหากที่เป็นปัญหาใหญ่

นายสิทธิโชติไม่ได้บอกว่า การเขียนโพยทุกชนิดเป็นความผิด เขาแยกอย่างชัดเจนว่า หากผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกใช้กระดาษจดชื่อบุคคลหรือหมาเลขที่ตนต้องการเลือกเพื่อช่วยจำด้วยตนเอง ย่อมเป็นเรื่องหนึ่ง แต่หากตัวเลขหรือรายชื่อในโพยถูกบุคคลอื่นกำหนดขึ้น แล้วสั่งให้ผู้มีสิทธิเลือกทำตาม นั่นย่อมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ความแตกต่างอยู่ที่ “ดุลพินิจอิสระของผู้เลือก” หากการเลือกถูกทำให้กลายเป็นเพียงการทำตามคำสั่งของบุคคลอื่น การลงคะแนนที่ปรากฏภายนอกว่าเป็นการตัดสินใจของผู้สมัครแต่ละคน นอกจากเป็นการเอาเปรียบผู้สมัครคนอื่นที่ไม่ได้ร่วมขบวนการแล้ว ยังไม่ได้สะท้อนเจตจำนงที่แท้จริงของผู้เลือก และนี่คือเหตุผลที่ “กระบวนการทำโพย” มีความสำคัญมากกว่าตัวกระดาษโพยเสียอีก

คดีนี้จึงไม่ควรมองเฉพาะว่า “ใครถูกหรือผิด” แต่ต้องถามว่า “กระบวนการเกิดขึ้นได้อย่างไร”

จากคำให้สัมภาษณ์ของนายสิทธิโชติ สิ่งที่ทำให้เขาเชื่อว่าพฤติการณ์ดังกล่าวมีการวางแผน มิใช่เพียงการพบโพย 1 ใบ หรือคำให้การของพยานเพียง 1 คน แต่เป็นการนำหลักฐานหลายประเภทมาประกอบกัน

เขากล่าวถึงการพบโพยหลายแผ่นในหลายพื้นที่ การที่ผู้ได้คะแนนสูงหลายรายปรากฏชื่ออยู่ในโพย การประชุมตามโรงแรม การเชื่อมโยงของบุคคลกับพรรคการเมืองเดียวกัน หลักฐานโทรศัพท์ เส้นเงิน รวมทั้งพฤติการณ์หลังการประกาศผลเลือก สว.

หากข้อเท็จจริงเหล่านี้เป็นจริงตามที่กล่าวอ้าง คำถามจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า “ใครเป็นคนเขียนโพย?” แต่ต้องถามต่อว่า: “ใครเป็นคนคิด ใครเป็นคนจัดทำ ใครเป็นคนเผยแพร่ ใครเป็นคนสั่งให้ปฏิบัติตาม และใครเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากกระบวนการทั้งหมด?”

เพราะถ้าการกระทำเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบในหลายพื้นที่ ย่อมยากที่จะอธิบายว่าเป็นเหตุบังเอิญที่เกิดขึ้นแยกจากกันโดยไม่มีการวางแผนหรือประสานมาก่อน

ถ้าฮั้วกันจริง ย่อมต้องมี “ต้นทางของการวางแผน” นี่คือจุดที่ความเห็นเสียงข้างน้อยของนายสิทธิโชติน่าสนใจเป็นพิเศษ หากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนเป็นไปตามที่เขาอธิบาย การพิจารณาเฉพาะ “ปลายทาง” เช่น ผู้สมัครคนหนึ่งมีโพย หรือผู้สมัครหลายคนเลือกตามโพย อาจยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เห็นภาพทั้งหมด

เพราะคำถามที่สำคัญกว่าคือ: กระบวนการดังกล่าวเริ่มต้นจากที่ใด? ใครเป็นผู้ริเริ่ม? ใครเป็นผู้กำหนดสูตร? ใครเป็นผู้จัดทำโพย? ใครเป็นผู้ส่งต่อ? ใครเป็นผู้ประสานงานในแต่ละพื้นที่? และสุดท้าย ใครเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากผลการเลือก?

หากสามารถเชื่อมโยงคำตอบเหล่านี้เข้าด้วยกันได้ ก็จะทำให้ข้อเท็จจริงที่ดูเหมือนเป็น “จุดเล็ก ๆ” หลายจุด มาต่อเชชื่อมกลายเป็นภาพเดียวกัน นี่คือความหมายที่แท้จริงของคำว่า “มองช้างทั้งตัว”

เสียงข้างน้อยที่ยืนยันให้เรื่องไปศาลฎีกา

นายสิทธิโชติควรได้รับคำชื่นชมอย่างน้อยในฐานะกรรมการเสียงข้างน้อยที่ยืนยันตามเหตุผลทางพยานหลักฐาน ว่าผู้ถูกกล่าวหารายสำคัญบางรายควรต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เพราะการส่งเรื่องไปศาลไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้น “มีความผิดแล้ว” ตรงกันข้าม การส่งเรื่องไปศาลคือการเปิดโอกาสให้ศาลซึ่งเป็นองค์กรตุลาการได้ทำหน้าที่ค้นหาความจริงและวินิจฉัยข้อเท็จจริงตามกระบวนการยุติธรรม

ในคดีที่มีพยานหลักฐานจำนวนมาก มีข้อเท็จจริงเชื่อมโยงหลายระดับ และมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการประเมินพยานหลักฐาน การปล่อยให้ข้อพิพาทยุติลงเพียงในชั้นองค์กรที่ทำการสืบสวนและไต่สวน อาจทำให้สังคมยังมีคำถามค้างคา โดยเฉพาะเมื่อภายใน กกต. เองยังมีกรรมการ 2 คนเห็นว่าพยานหลักฐานมีน้ำหนักเพียงพอที่จะดำเนินการต่อ การเป็นเสียงข้างน้อยในลักษณะนี้จึงมิใช่เรื่องของการ “เอาชนะเสียงข้างมาก” แต่เป็นการยืนยันว่า เมื่อเห็นว่าพยานหลักฐานมีน้ำหนัก ก็ควรปล่อยให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยในที่สุด

หากศาลพิจารณาแล่ววินิจฉัยว่า ผู้ถูกกล่าวหาใดมีความผิด ผู้นั้นก็สมควรรับโทษไป แต่หากศาลเห็นว่า ผู้ใดไม่ผิด ผู้นั้นก็ได้รับการตรวจสอบจากองค์กรตุลาการว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ผู้นั้นก็พ้นมลทิน สามารถสบสายตาของคนในสังคมได้เต็มตา
ทางออกของประเทศ

ทางออกที่ 1: อย่าฟ้องเหมาเข่ง ต้องตรวจสอบให้แน่ชัดก่อนดำเนินคดี
ในระหว่างนี้ หากใครตัดสินใจใช้สิทธิฟ้อง กกต. ต่อศาล ไม่ว่าจะเป็นคดีอาญาหรือคดีประเภทอื่น ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้แน่ชัดว่า กรรมการการเลือกตั้งคนใดเป็นเสียงข้างน้อยที่ลงมติให้ส่งเรื่องไปศาลฎีกา เราไม่มีสิทธิไปฟ้องกรรมการที่เห็นควรให้ดำเนินคดีตั้งแต่แรก

ทางออกที่ 2: ผู้สมัคร สว. และ สว. สำรอง ใช้สิทธิของตนต่อศาลฎีกา
เมื่อมติ กกต. ในส่วนนี้ได้เกิดขึ้นแล้ว ทางออกหนึ่งที่ควรพิจารณาคือ ผู้สมัคร สว. และ สว. สำรอง ซึ่งเห็นว่าตนได้รับความเสียหายจากกระบวนการเลือก สว. ที่ฝ่าฝืนกฎหมายและจริยธรรม อาจพิจารณาใช้สิทธิทางกฎหมายยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งตามช่องทางที่กฎหมายเปิดไว้ เพื่อขอให้ศาลพิจารณาเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น สังคมไม่ควรปล่อยให้ผู้ที่เชื่อว่าตนได้รับความเสียหายต้องแบกรับผลโดยไม่มีช่องทางให้ศาลตรวจสอบ หากมีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ชี้ว่าการเลือกไม่ได้สะท้อนเจตจำนงเสรี หรือมีพฤติการณ์ที่ทำให้ผลการเลือกถูกบิดเบือนไป ก็ควรเปิดโอกาสให้ศาลซึ่งมีอำนาจตามกฎหมายได้เข้ามาตรวจสอบ

ทางออกที่ 3: เมื่อ กกต. ส่งคดีไปถึงศาลฎีกา ให้ “ความจริง” ไปถึงศาลด้วย
หาก กกต. ดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเพื่อขอให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้งของผู้ถูกกล่าวหา ผู้ใดก็ตามที่มีข้อมูลหรือพยานหลักฐานอันอาจเป็นประโยชน์เกี่ยวกับ: • ที่มาของโพย • บุคคลผู้จัดทำหรือสั่งทำโพย • การประชุมหรือการประสานงาน • เส้นทางการเงิน • การติดต่อทางโทรศัพท์ • ภาพหรือคลิปจากกล้องวงจรปิด • รายชื่อหรือเอกสารที่เชื่อมโยงบุคคลต่าง ๆ ก็ควรพิจารณานำข้อมูลนั้นมายื่นคำร้องนำส่งต่อศาลฎีกาตามช่องทางและหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เพราะรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 226 วรรคสอง วางกลไกให้ศาลฎีกามีอำนาจไต่สวนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ นี่จึงเป็น “โอกาสสำคัญ” ของกระบวนการยุติธรรมในการค้นหาความจริง

จาก “มติ กกต.” สู่ “ความจริงในคำพิพากษา”
เมื่อมติ กกต. เกิดขึ้นแล้ว เราคงย้อนกลับไปเปลี่ยนมตินั้นได้ยาก แต่เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องจบลงพร้อมกับมติ กกต.
เพราะหากเรื่องเข้าสู่ศาลฎีกาแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดไม่ควรเป็นว่า เสียงข้างมากหรือเสียงข้างน้อยใครถูกใครผิด แต่ควรเป็นว่า: ข้อเท็จจริงที่แท้จริงคืออะไร? มีการวางแผนกันอย่างไร? มีการจัดทำโพยเป็นระบบกันอย่างไร? ใครเป็นผู้ริเริ่ม? ใครเป็นผู้ประสานงาน? เงินมาจากไหน? เงินไปถึงใคร? ผู้สมัครรู้เห็นมากน้อยเพียงใด? การเลือกของผู้สมัครเกิดจากดุลพินิจของตนเองจริงหรือไม่? และกระบวนการทั้งหมดมีผลทำให้ผลการเลือก สว. 2567 บิดเบือนไปจากเจตจำนงที่แท้จริงเพียงใด? คำถามเหล่านี้ไม่ควรได้รับคำตอบจากการคาดเดาของสังคม แต่ควรได้รับคำตอบจากพยานหลักฐานและกระบวนการยุติธรรม บ้านเมืองไม่ควรต้องอยู่กับ “ความจริงคนละชุด”

สิ่งที่นายสิทธิโชติทำในวันนี้มีคุณค่าอย่างชัดเจน คือเขาทำให้สังคมรู้ว่า ภายใน กกต. ยังมีความเห็นที่แตกต่างกันบนพื้นฐานของการประเมินพยานหลักฐานอย่างมีนัยสำคัญ และการเปิดเผยความเห็นของเสียงข้างน้อย ไม่ควรถูกมองว่าเป็นการสร้างความแตกแยกในองค์กร หากเป็นการทำให้ประชาชนได้รับรู้ว่า ในคดีที่มีความสำคัญต่อระบบการเมืองของประเทศ กรรมการการเลือกตั้ง แต่ละคนใช้เหตุผลใดในการตัดสินใจ โดยเฉพาะเมื่อเสียงข้างน้อยยืนยันว่า พยานหลักฐานบางส่วนควรได้รับการตรวจสอบต่อในชั้นศาล เพราะท้ายที่สุดแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งไม่ได้มีหน้าที่รักษามติของ กกต. แต่มีหน้าที่วินิจฉัยคดีตามกฎหมายและพยานหลักฐาน ดังนั้น หากมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการค้นหาความจริง ก็ควรใช้ช่องทางตามกฎหมายในการนำข้อมูลเข้าสู่กระบวนการพิจารณา โดยไม่ใช้การกล่าวหาในสื่อสังคมออนไลน์อีกต่อไป

บทสรุป: ให้ศาลเป็นผู้ตอบคำถามที่สังคมยังค้างคา

คดีฮั้ว สว. 2567 ไม่ควรจบลงเพียงประโยคเดียวว่า “กกต. มีมติไม่ส่งฟ้อง” เพราะข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นว่า กกต. เองก็ไม่ได้มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ในทุกประเด็น มีทั้ง 6 ต่อ 1, 5 ต่อ 2 และ 4 ต่อ 3

สิ่งที่ควรทำต่อไปจึงไม่ใช่การทะเลาะกันว่า “ฝ่ายไหนถูก” แต่คือการนำพยานหลักฐานที่มีอยู่เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบที่สามารถค้นหาความจริงได้อย่างถึงที่สุด เพราะในท้ายที่สุด สิ่งที่ประเทศไทยต้องการอาจไม่ใช่คำตอบว่า “กกต. ฝ่ายไหนชนะ?” แต่คือคำตอบว่า “การเลือก สว. 2567 เกิดอะไรขึ้นกันแน่?” และเมื่อความจริงยังมีสิ่งที่ต้องค้นหา ก็ควรปล่อยให้พยานหลักฐานพาเราไปหาความจริง และให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยให้ความจริงนั้นปรากฏในคำพิพากษาเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหา — นี่อาจเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับบ้านเมืองในเวลานี้ ครับ

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ไม่จบง่ายๆ 'คปท.' หนุนชุดอธิบายของกกต.เสียงข้างน้อย มีน้ำหนักกว่าเสียงข้างมาก

นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ภายหลัง นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต. ให้สัมภาษณ์ในฐานะเสียงข้างน้อยในการลงมติคดีฮั้ว สว. ว่า

ศึกใน7เสือฉีกหน้าฝ่ายค้าน สังคมรุมขยี้มติกกต.

หลังจากเสร็จการลงมติ กกต.ในคดีฮั้วสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งเป็นคดีประวัติศาสตร์ ที่ใช้เวลาดองเค็มข้ามปี พร้อมคำตัดสินจากผู้ถูกร้องระดับมหากาพย์ 427 ราย

สบายใจได้พูดความจริง! 'สิทธิโชติ' กกต. เสียงข้างน้อย ยันเส้นเงินโยงนักการเมืองถูกตัดตอน

เปิดใจ กกต. เสียงข้างน้อย "สิทธิโชติ" ยันหลักฐานเชื่อมโยงนักการเมือง-พรรคการเมืองชัด แต่ถูกตีตก บางกรณีถูกตัดตอนตั้งแต่ระดับอำเภอ เชื่อ ออกมาพูดไม่มีอะไรเปลี่ยน ทุกอย่างอยู่ที่ดุลพินิจศาลฎีกา 

เปิดเสียงข้างน้อย กกต. ลงมติสั่งฟ้องภูมิใจไทย คดีฮั้ว สว.

เปิดเบื้องหลังมติ กกต. คดีฮั้ว สว. 26 สว.ถูกฟ้องด้วยเสียง 4:3 ขณะที่ 21 ผู้ถูกกล่าวหาภท.รอดด้วยมติ 5:2 พบมีเอกฉันท์ในราย สว.สรชาติ- สุบิน ผู้ช่วยสส.

นายกฯ ส่งทนายฟ้อง 'ยิ่งชีพ' หมิ่นประมาทเอี่ยวฮั้ว สว. ย้ำไม่ได้ฟ้องปิดปาก

นายกฯ ส่งทนายฟ้อง “ยิ่งชีพ” หมิ่นประมาทฯ เอี่ยวฮั้ว สว. ปฏิเสธไม่เกี่ยวกับมติกกต.ที่มีความเห็นไม่สั่งฟ้อง กก.บห.ภูมิใจไทย ย้ำไม่ได้ฟ้องเพื่อปิดปาก ส่วนจะฟ้องใครต่ออยู่ระหว่างพิจารณา

'อลงกต' ไม่ติดใจโดนฟ้องคดีฮั้ว สว. ลั่นยอมรับคำตัดสิน จำนวนกี่คนเป็นเรื่องของ กกต.

'อลงกต' ยึดอกรับ มติ กกต. ส่งฟ้อง 26 สว. ยันว่าไปตามกฏหมาย เผยปรับทุกข์-ให้กำลังใจกัน ยันไร้ปัญหาหากต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ พร้อมแซวสื่อ 'ลงข่าวให้เป็นนะ'