
12 ต.ค.2569-นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊ก “วัส ติงสมิตร กฎหมายและบ้านเมือง” เรื่อง “เจาะคำพิพากษาศาลฎีกาฯ: ถอดบทเรียนนักการเมืองท้องถิ่นกับคดีปกปิดบัญชีทรัพย์สิน” เนื้อหาระบุว่า การยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินถือเป็น “มาตรการความโปร่งใสขั้นพื้นฐาน” ที่กฎหมายไทยกำหนดไว้เพื่อตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐและป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการใช้บังคับ พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ซึ่งเพิ่มความเข้มงวดและกำหนดบทลงโทษทางการเมืองอย่างเด็ดขาด
คดีของ นางสาวจิรัชยา หาญณรงค์ อดีตรองนายกเทศมนตรีตำบลปราณบุรี (คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขแดงที่ อม 30/2569 ลงวันที่ 21 กันยายน 2569) ถือเป็นตัวอย่างคำพิพากษาที่สะท้อนการฟังข้อเท็จจริง การปรับข้อกฎหมาย และโครงสร้างเขตอำนาจศาลได้อย่างชัดเจน
1. ข้อเท็จจริงในคดีและพฤติการณ์ชี้ “เจตนาจงใจปกปิด”
คดีนี้ ป.ป.ช. (ผู้ร้อง) ได้ยื่นคำร้องผู้ถูกกล่าวหาซึ่งพ้นจากตำแหน่งรองนายกเทศมนตรีตำบลปราณบุรี โดยยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินไม่ถูกต้องครบถ้วน รายการทรัพย์สินที่ไม่ปรากฏในบัญชี ได้แก่: 1) เงินฝากธนาคาร 4 บัญชี: บัญชีรับเงินสินเชื่อ, บัญชีค่าใช้จ่ายท่องเที่ยว, บัญชีเงินเดือนดอกเบี้ยสูง และบัญชีรับเงินสดการขาย/ซ่อมรถ 2) ธุรกิจ เงินลงทุน 1 รายการ: หุ้นในบริษัท ปราณบุรีพรีเมียร์ซัพพลาย จำกัด จำนวน 200,000 หุ้น (มูลค่า 2,000,000 บาท) 3) ยานพาหนะ 2 รายการ: รถยนต์ส่วนบุคคล Isuzu และรถบรรทุก Mitsubishi
ข้อต่อสู้เรื่อง “หลงลืม” ฟังไม่ขึ้นอย่างไร? ในชั้นไต่สวน ผู้ถูกกล่าวหามักอ้างว่าไม่ได้ทำธุรกรรมบ่อยครั้งจึง “หลงลืม” แต่ศาลฎีกาฯ พิจารณาจากพฤติการณ์แวดล้อมและเจตนาภายในพบว่า: บัญชีธนาคารยังคงมี รายการเคลื่อนไหวทำธุรกรรมอย่างต่อเนื่อง แม้จะพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว หุ้นบริษัทครอบครัว แม้เคยถอนชื่อออกไป แต่ภายหลังก็ ใส่ชื่อกลับเข้ามาเพื่อช่วยบริหารงาน ยานพาหนะยังมี คู่มือจดทะเบียนระบุชื่อผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และยังคงใช้งานอยู่ ประกอบกับผู้ถูกกล่าวหา ให้การรับสารภาพ ในชั้นพิจารณา ศาลจึงฟังได้ว่า ผู้ถูกกล่าวหาทราบถึงความมีอยู่ของทรัพย์สินเป็นอย่างดี และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่า จงใจปกปิดข้อเท็จจริงและมีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สิน
2. การปรับข้อกฎหมายและบทลงโทษ
ศาลได้นำ พ.ร.ป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 และประมวลกฎหมายอาญา มาปรับใช้กับคดีนี้อย่างเป็นระบบ: ประเด็นทางกฎหมาย บทกฎหมายที่ใช้ปรับ ผลทางกฎหมาย / คำพิพากษา หน้าที่การยื่นบัญชี มาตรา 4, 102 (9), 105 เป็นรองผู้บริหารท้องถิ่น มีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน/หนี้สินเมื่อพ้นจากตำแหน่ง มูลความผิด มาตรา 114 วรรคสอง (1) จงใจยื่นบัญชีเท็จ/ปกปิดข้อเท็จจริง และมีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สิน มาตรการทางการเมือง มาตรา 81 ประกอบมาตรา 114 วรรคสาม เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดไป ความผิดทางอาญา มาตรา 167 จำคุก 2 เดือน และปรับ 8,000 บาท (ข้อสังเกต: โทษปรับคิดเป็น 80% ของเพดานสูงสุด 10,000 บาท) การลดโทษ & รอลงอาญา ป.อ. มาตรา 78, 56, 29, 30 – รับสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 4,000 บาท ไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน ให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 1 ปี
3. โครงสร้างเขตอำนาจศาล: ระบบสองศาลในคดีบัญชีทรัพย์สิน
หนึ่งในประเด็นกฎหมายที่สำคัญที่สุดคือ การพิจารณาเขตอำนาจศาลตามมาตรา 102 และมาตรา 114 ซึ่งกฎหมาย ป.ป.ช. ได้วางระบบแยกศาลที่จะพิจารณาคดีจงใจไม่ยื่นหรือปกปิดบัญชีทรัพย์สินออกเป็น 2 กลุ่มอย่างชัดเจน:
1. กลุ่มที่ขึ้น “ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” (ตามมาตรา 114 วรรคสอง (1)) มาตรา 102 (1): ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (เช่น นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ส.ส. ส.ว.) มาตรา 102 (2): ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา 102 (3): ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ มาตรา 102 (9): ผู้บริหารท้องถิ่น, รองผู้บริหารท้องถิ่น, ผู้ช่วยผู้บริหารท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่น (ตามที่ ป.ป.ช. กำหนด) ทำไมคดีนี้จึงขึ้นศาลฎีกาฯ? เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาเป็น “รองนายกเทศมนตรี” ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่ม มาตรา 102 (9) กฎหมายมาตรา 114 วรรคสอง (1) จึงให้อำนาจศาลฎีกาฯ พิจารณาพิพากษาโดยเฉพาะ
2. กลุ่มที่ขึ้น “ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ” (ตามมาตรา 114 วรรคสอง (2)) ข้าราชการระดับสูง เช่น ตุลาการ (อธิบดีผู้พิพากษาขึ้นไป), อัยการ (อธิบดีอัยการขึ้นไป), ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง (ซี 10 ขึ้นไป/ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ) ตาม มาตรา 102 (4) ถึง
สรุปบทเรียนสำคัญ
คำพิพากษาคดีนี้ส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนไปยังผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและผู้บริหารท้องถิ่นทุกระดับว่า:
1) ข้ออ้างเรื่อง “หลงลืม” หรือ “เอกสารซับซ้อน” ฟังได้ยาก: ศาลจะตรวจสอบพฤติการณ์เคลื่อนไหวทางบัญชี สิทธิทางทะเบียน และความเป็นเจ้าของที่แท้จริง
2) ผลกระทบทางการเมืองรุนแรงกว่าโทษทางอาญา: แม้โทษจำคุกจะได้รับการรอลงอาญา (รอลงอาญา 1 ปี) แต่ “การถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดไป” ถือเป็นการปิดฉากเส้นทางทางการเมืองอย่างถาวร
3) ความรอบคอบคือเกราะป้องกันตัวที่ดีที่สุด: การตรวจสอบรายการเงินฝาก หุ้น ยานพาหนะ และทรัพย์สินของตนเองรวมถึงคู่สมรสและบุตรก่อนยื่นบัญชี เป็นสิ่งที่ผู้มีหน้าที่ตามกฎหมายปฏิเสธไม่ได้เลย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘วัส’ ชี้ปรากฏการณ์รัฐประหารโดยพลเรือน ทำประชาธิปไตยอ่อนแอ
วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความระบุว่า จาก "เขากระโดง" ถึง "บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง": เจาะลึกสภาวะ State Capture และปรากฏการณ์ "รัฐประหารโดยพลเรือน" ในสังคมไทย
อดีตผู้พิพากษา ไขปมโกงสอบท้องถิ่น ปล่อย 3 ผู้ต้องหาครบ 84 วัน ไม่ใช่พ้นคดี
อดีตผู้พิพากษาแจงข้อกฎหมาย หลัง 3 ผู้ต้องหาคดีทุจริตสอบท้องถิ่นได้รับการปล่อยตัว เหตุครบกำห
ไม่ต้องถอดบทเรียนแล้ว! นักวิชาการ ชี้ 'น้ำท่วม' ควรปฏิรูปการบริหารจัดการมากกว่า
ดร.สนธิ ชี้น้ำท่วมสูญเสียมาก ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม และน้ำตาของประชาชน ที่ผ่านมาคงไม่ต้องถอดบทเรียนอีกแล้วแต่ควรปฎิรูประบบการทำงาน
วัส จับตาคำร้อง ผู้สมัครสว. สู่ศาลรธน. เทียบเคียง 'รัฐประหารเงียบ'
วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า จากคำร้อง 17 หน้าสู่ข้อสงสัย “รัฐประหารเงียบ”: เมื่อการยึดสภาสูงอาจข้ามเส้นสู่การล้มล้างการปกครอง?
'วัส ติงสมิตร' ชี้ 6 ช่องทางเดินหน้าสู้มติ กกต. คดีฮั้ว สว.
นายวัส ติงสมิตร อดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวถึงการใช้ดุลยพินิจของกกต. ในการวินิจฉัยกรณีฮั้วสว. ว่า ตนมีคำถามสำคัญคือ กกต. มีอำนาจ ในการใช้ดุลยพินิจแค่ไหน
'วัส' เผยความย้อนแย้งคำวินิจฉัย 'ศาลรธน.' คดีบัตรเลือกตั้ง
วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก "วัส ติงสมิตร กฎหมายและบ้านเมือง” ระบุว่า เจาะลึกคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ: “บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด”

