
กสม.ลงพื้นที่สุพรรณบุรี หลังประชาชนร้องเรียนเรื่องน้ำท่วม บี้ผู้ว่าฯ เร่งแก้ไขปัญหาทั้งระยะสั้นและยาว พร้อมแนะนายกฯ คลอดมาตรการดูแลทั้งยามน้ำแล้งน้ำล้น
2 ธ.ค.2564 - คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ และ น.ส.ศยามล ไกยูรวงศ์ แถลงข่าว ว่า กสม.ลงพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี ตรวจสอบพื้นที่น้ำท่วม ประสานผู้ว่าฯ เร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมขังและน้ำเสีย แนะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำแผนรับมือระยะเร่งด่วนและระยะยาว
โดย กสม.ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนในจังหวัดสุพรรณบุรีเมื่อช่วงต้นเดือน พ.ย.2564 กรณีสิทธิชุมชุนอันเกี่ยวเนื่องกับสิทธิในทรัพย์สิน ซึ่งกล่าวอ้างว่าการบริหารจัดการน้ำของหน่วยงานของรัฐไม่มีประสิทธิภาพเป็นเหตุให้น้ำท่วมและทรัพย์สินเสียหาย โดยผู้ร้องซึ่งพักอาศัยในเขตพื้นที่ อ.สองพี่น้องและ อ.บางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี ให้ข้อมูลว่าพื้นที่ดังกล่าวเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมขังสูงกว่า 3 เมตร และเกิดปัญหาน้ำเน่าเสีย เพราะไม่มีการระบายน้ำที่ดี ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ซึ่งประสบปัญหาน้ำท่วมนานเกือบ 3 เดือนใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก ไม่สามารถใช้ห้องน้ำได้ และไม่สามารถประกอบอาชีพตามปกติได้ เนื่องจากพืชผลทางการเกษตรและบ่อปลา บ่อกุ้ง จมน้ำได้รับความเสียหายในวงกว้าง โดยเรียกร้องให้หน่วยงานของรัฐเร่งสำรวจความเสียหาย วางระบบการบริหารจัดการน้ำ และพื้นที่รับน้ำที่ไม่กระทบบ้านเรือนของประชาชน รวมทั้งวางระบบการแจ้งเตือนน้ำหลากล่วงหน้านั้น
เมื่อวันที่ 24 พ.ย.2564 น.ส.ศยามล พร้อมเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม.ได้ลงพื้นที่ และรับฟังข้อเท็จจริงจากประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และได้เดินทางเข้าพบนายณัฐภัทร สุวรรณประทีป ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อรับฟังข้อเท็จจริงและหารือถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกับผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำของจังหวัดสุพรรณบุรีในประเด็นการให้ความช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อน แนวทางการให้ความช่วยเหลือและเยียวยาความเสียหายแก่ประชาชนในระยะสั้นและในระยะยาว ตลอดจนมาตรการหรือแนวทางในการป้องกันหรือแก้ไขภาวะน้ำท่วมและภัยแล้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
โดยในเบื้องต้น กสม.มีข้อเสนอแนะให้จังหวัดสุพรรณบุรีแก้ไขปัญหาในระยะเร่งด่วน โดยเร่งสำรวจความเสียหายที่ประชาชนได้รับจากภัยพิบัติน้ำท่วมครั้งนี้ พิจารณาจ่ายเงินช่วยเหลือตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว รวมทั้งเร่งระบายน้ำที่ยังคงท่วมขังในพื้นที่อาศัยและพื้นที่เกษตรกรรมและแก้ไขบำบัดปัญหาน้ำเน่าเสีย นอกจากนี้ได้เสนอให้คณะกรรมการลุ่มน้ำในเขตลุ่มน้ำของจังหวัดสุพรรณบุรีจัดทำแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วมขึ้นไว้เป็นการล่วงหน้า เพื่อเตรียมการรองรับการเกิดภาวะน้ำท่วมทั้งในกรณีปกติเป็นประจำฤดูกาล และกรณีฉุกเฉินที่มีน้ำท่วมเกิดขึ้นโดยฉับพลัน รวมทั้งรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง และประชาชนในเขตลุ่มน้ำ เพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 มาตรา 64 ส่วนในระยะยาว กสม. เห็นว่า คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ควรมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาและจัดทำระเบียบหลักเกณฑ์การชดเชยเยียวยาความเสียหายแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วมและภาวะน้ำแล้ง เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติมาตรา 66 และมาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เช็กอากาศ 7 วันข้างหน้า ตั้งแต่ 28 พ.ค. ฝนเพิ่มตกหนัก มรสุมพาดผ่าน
กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 7 วันข้างหน้า ระหว่าง 25 - 31 พ.ค. 2569 ว่า ในช่วงวันที่ 25 – 27 พ.ค. ประเทศไทยมีฝนลดลงแต่ยังคงมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ
อุตุฯ เตือนฝนฟ้าคะนอง 43 จังหวัด ทะเลคลื่นสูง 2 เมตร
กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้าว่า ประเทศไทยยังคงมีฝนฟ้าคะนอง และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคใต้ เนื่องจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ กำลังปานกลางพัดปกคลุมทะเลอันดามัน
'ปธ.โสภณ' ลุยเช็กเอง! รู้ต้นตอน้ำท่วมสภาแล้ว สั่งเร่งแก้ด่วน
'โสภณ' สั่งสภาฯ เร่งแก้ปัญหาน้ำท่วม หลังพบออกแบบไม่เหมาะสม พร้อมให้หามาตรการเข้มงวด ลดปริมาณขยะ คัดแยกให้เป็นรูปธรรม
อุตุฯ เตือนฝนตกหนัก 38 จังหวัด รับมือท่วมฉับพลัน-น้ำป่าไหลหลาก
กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้าว่า ประเทศไทยมีฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนตกหนักบางแห่งส่วนมากทางตะวันตกของประเทศ และภาคตะวันออก
'รัฐสภา' น้ำท่วมขังอีกแล้ว!
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่เมื่อวานนี้ (20 พ.ค.) ฝนตกลงมาอย่างหนักในพื้นที่กรุงเทพมหานครหลายจุด ทำให้ ชั้น B1 ซึ่งเป็นลานจอด
กรมอุตุฯ ประกาศฉบับ 11 เตือนฝนตกหนักถึงหนักมาก อันดามันคลื่นแรง
นางสาวสุกันยาณี ยะวิญชาญ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่อง "ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย และคลื่นลมแรงบริเวณทะเลอันดามัน" ฉบับที่ 11 (มีผลกระทบจนถึงวันที่ 18 พฤษภาคม 2569) โดยมีใจความว่า

