
“จักรภพ”วิเคราะห์ศึกเดือด “ทรัมป์-เซเลนสกี” เป็นความอัปยศของประวัติศาสตร์สากล อุดมการณ์ที่เคยยึดถือถูกกระชากมากระทืบต่อหน้าต่อตา มองไทยต้องปรับตัวให้เข้ากับข้อเท็จจริงโลกที่ผันผวนทางการเมืองระหว่างประเทศ
2 มี.ค.2568 – นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แสดงความเห็นกรณีการปะทะคารมระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กับประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน ระหว่างการแถลงข่าวภายในทำเนียบขาว เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเวทีเจรจาเกี่ยวกับข้อตกลงแร่แรร์เอิร์ธ แต่กลับกลายเป็นสนามเผชิญหน้าทางอุดมการณ์ที่ร้อนระอุ
นายจักรภพ ระบุว่า การแถลงข่าวดังกล่าวเป็น “สงครามทางความคิด” ระหว่างชาติใหญ่กับชาติเล็ก ซึ่งถูกจัดฉากให้สื่อมวลชนฝ่ายอนุรักษ์นิยมตั้งคำถามที่เป็นประโยชน์ต่อทรัมป์ ขณะที่เซเลนสกีถูกยั่วยุด้วยข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการวางตัวและการแต่งกาย จนนำไปสู่การตอบโต้ที่แสดงออกถึงความไม่พอใจ โดยเฉพาะเมื่อรองประธานาธิบดีเจดี แวนซ์ กล่าวว่าทรัมป์คือผู้ที่ช่วยให้ยูเครนเข้าใกล้สันติภาพ ท่ามกลางสงครามที่ดำเนินมากว่าสามปี คำกล่าวนี้ทำให้เซเลนสกีเดือดดาล และตอบโต้กลับว่า “อะไรคือการทูตที่เหลืออยู่” เมื่อยูเครนถูกทำลายย่อยยับและประชาชนล้มตายนับล้าน
นายจักรภพ ระบุว่า ด้านทรัมป์เองก็ไม่ลดราวาศอก ตอบโต้เซเลนสกีด้วยท่าทีเย้ยหยัน พร้อมกล่าวไล่หลังว่า “ถ้าเปลี่ยนทัศนคติได้เมื่อไร ค่อยกลับมาคุยกันใหม่” มองว่าคำพูดนี้สะท้อนให้เห็นว่า ณ ขณะนี้ สหรัฐฯ ไม่มีแนวทางที่ชัดเจนต่อปัญหายูเครน
อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ยังวิเคราะห์ด้วยว่า ไม่ว่าผลของสงครามจะจบลงด้วยการเจรจาแบบใด ยูเครนจะต้องเผชิญกับคำถามที่ยากที่สุด คือจะอยู่ต่อไปอย่างไรกับความสูญเสียที่เกิดขึ้น ขณะที่เซเลนสกีอาจต้องลาออกจากตำแหน่ง เพราะไม่สามารถรักษาดินแดนของตนได้ ส่วนทรัมป์และแวนซ์ยังคงให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของชาติมากกว่าการรักษาหลักการและความถูกต้อง
“นี่คือโลกของเรา ทรัมป์และแวนซ์อาจทำลายอุดมการณ์และหลักการทั้งหมดภายใน 4-8 ปี หรืออาจยาวนานถึง 20 ปี หากแวนซ์ขึ้นเป็นประธานาธิบดีต่อจากทรัมป์ ในขณะที่เซเลนสกีจะกลายเป็นฮีโร่ที่ถูกบอบช้ำอย่างหนัก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทำเนียบขาวครั้งนี้ถือเป็นความอัปยศของประวัติศาสตร์สากล อุดมการณ์ที่เคยยึดถือถูกกระชากมากระทืบต่อหน้าต่อตา” นายจักรภพกล่าว
อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่าประเทศไทยต้องเรียนรู้จากปรากฏการณ์นี้ โดยยึดมั่นในหลักการและอุดมการณ์ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องสามารถปรับตัวให้เข้ากับข้อเท็จจริงของโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เพื่อความอยู่รอดในสภาวะแห่งความผันผวนทางการเมืองระหว่างประเทศ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
กองทัพภาคที่ 2 แจ้ง ไร้ปะทะหนัก แต่ เขมรยัง ส่งกำลังบำรุง–ปล่อยโดรนถี่ยิบตามแนวชายแดน
องทัพภาคที่ 2 ได้รายงานสถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา วานนี้ (29 ธ.ค. 68 ) พบว่า ภาพรวมยังไม่มีการปะทะด้วยอาวุธหนัก อย่างไรก็ตาม ยังคงตรวจพบความเคลื่อนไหวทางทหารของฝ่ายกัมพูชาในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะการส่งกำลังบำรุงและการใช้อา
ครบ 72 ชั่วโมงเที่ยงนี้! ‘นันทิวัฒน์’ จับตารอบ 3 หากเขมรกล้าเปิด ไทยต้องจัดหนักจัดเต็ม
นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์
เปิดคลิป คุณปู่ม้าเหล็ก M48 ของไทย ดวล T-55 เขมร 4 ต่อ 4 หวานเจี๊ยบระเบิดยับ
เพจ Army Military Force เปิดคลิประทึกสมรภูมิ! ทหารม้าแห่งกองพันทหารม้าที่ 8 ( ม.พัน.8 )นำคุณปู่ม้าเหล็ก M48A5PI Patton เ
มอสโกเดือดที่เคียฟสั่งโจมตีที่พำนักของปูติน แต่เซเลนสกีปัดว่าเป็นเรื่องโกหก
รัสเซียกล่าวหาเคียฟว่าใช้โดรนโจมตีที่พำนักของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน หนึ่งวันหลังจากที่ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกีพบกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
'จีน-ไทย-เขมร' เปิดฉากไตรภาคี นานาชาติร่วมยินดีหยุดยิง
'จีน-ไทย- กัมพูชา' หารือไตรภาคี หลังหยุดยิง นานาชาติร่วมยินดีไทย กต. ยืนยันยังคงรวบรวมหลักฐานทุ่นระเบิด เสนอตามกรอบออตตาวา ในฐานะรัฐภาคีที่รับผิดชอบต่ออนุสัญญา
เฝ้าระวัง72ชม. จับตา‘กัมพูชา’ เบี้่ยวเจอสวน!
ผอ.ศูนย์แถลงข่าวร่วมฯ แจงเฝ้าระวังหยุดยิง 72 ชั่วโมง ชี้ตัวเลขที่เหมาะสม-ระดับมาตรฐานสากลใช้กันทั่วโลก ชี้บทเรียนฉีกข้อตกลงไทยพร้อมตอบโต้ป้องกันตนเองตามกฎบัตรสหประชาชาติข้อ

