นายกฯ ยัน ยังไม่เปิดด่าน หลังมีข่าวเตรียมเปิด 1 พ.ย. นี้ ชี้ กัมพูชาต้องทำตามปฏิญญา 4 ข้อ ถอนอาวุธหนัก-กู้ทุ่นระเบิด-คุยปราบสแกมเมอร์-ฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูต ก่อนพิจารณาเปิดด่านเป็นขั้นสุดท้าย
27 ตุลาคม 2568 -เมื่อเวลา 14.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงผลการลงนามในถ้อยแถลงกับกัมพูชา โดยยืนยันว่าไม่มีการเปิดด่านยังไม่ถึงจุดนั้น ถ้อยแถลงที่ลงนามกับกัมพูชา โดยที่มี นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ประธานอาเซียน ร่วมเป็นสักขีพยานด้วยนั้นเป็นการกำหนดว่าแต่ละประเทศจะต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง
"แต่ประเทศไทยก็ดีหน่อย เพราะไม่ได้เป็นฝ่ายที่ละเมิด ดังนั้นการดำเนินการทั้งหลายจะต้องเริ่มจากทางฝ่ายกัมพูชาก่อน เช่น การถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดน ซึ่งเมื่อคืนนี้ก็ทำแล้ว และเมื่อเขาทำแล้ว เราก็ทำ เพราะเราก็มีอาวุธหนักเช่นเดียวกัน แต่ในการลงนาม ไม่ได้บอกว่าเราต้องถอน แต่เมื่อเขาแสดงท่าทีที่มีเจตจำนงที่จะถอนอาวุธหนักออกไปอย่างมีนัยสำคัญ เราก็แสดงท่าทีให้เขาเห็นว่า เราก็พร้อมที่จะถอน เพื่อทำให้เกิดช่องในการเจรจา และช่องในการที่จะทำให้เกิดความเข้าใจ และเพิ่มมากยิ่งขึ้น"
นายอนุทิน กล่าวย้ำว่า ขั้นตอนขณะนี้จะมีการหารือกันในระหว่างกองทัพของทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งจะหารือผ่านช่องทางทวิภาคี และดำเนินการถอนอาวุธออกไปจนเป็นที่พอใจของคู่กรณี อย่างเช่น ประเทศไทย โดยที่คนกลางคือคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน คือตัวแทนผู้ช่วยทูตทหารอาเซียน ที่จะมาเป็นตัวแทน เป็นคนที่ยืนยันว่า ทางคู่กรณีได้ปฏิบัติตามข้อตกลงแล้ว จากนั้น จะไปต่อในเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า เพราะทุ่นระเบิดสามารถทำอันตรายกับคนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ตรงไหนก็ได้ โดยคนที่จะทำการเก็บกู้ คือฝั่งไทย และมีคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) เป็นผู้สังเกตการณ์คอยดู และเราก็มีความคาดหวังว่า ฝ่ายกัมพูชาจะไม่ขัดขวาง ซึ่งคิดว่าคงจะไม่ขัดขวาง เพราะเป็นหนึ่งในข้อตกลงของปฏิญญา
นายอนุทิน กล่าวอีกว่า หลังจากนั้นจะมาพูดคุยเรื่องสแกมเมอร์ หาวิธีการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ยืนยันว่าฝ่ายไทยดำเนินการเต็มที่ ทั้งการตัดสัญญาณอินเตอร์เน็ต การสืบหาธุรกรรม เส้นทางการเงิน ดำเนินคดีกับคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และเราก็รอฝั่งกัมพูชาที่จะให้ข้อมูลมาเพิ่มมากขึ้น เพื่อมาสนธิกำลังกันและปราบปราม
นายอนุทิน กล่าวว่า สุดท้ายคือการบริหารจัดการพื้นที่ที่เป็นพื้นที่ทับซ้อน ขณะนี้เราเน้นไปที่บ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว ส่วนของกัมพูชาที่ล้ำมาฝั่งไทยก็มี และส่วนของฝั่งไทย ที่ล้ำไปฝั่งกัมพูชาก็มีเช่นกัน ซึ่งหากจะแฟร์ก็ต้องแฟร์ทั้งสองฝ่าย และถ้าตกลงได้แล้ว มีของเราล้ำเข้าไป เราก็ต้องกลับมา และรัฐบาลไทยต้องจัดหาที่อยู่ให้กับคนที่ล้ำเข้าไปฝั่งกัมพูชา เช่นเดียวกันกับฝั่งกัมพูชาที่ล้ำเข้ามาในฝั่งไทย หากทำเช่นนี้ได้ ความเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศไทยจะลดน้อยลง และถึงจะมาเริ่มฟื้นฟูเรื่องความสัมพันธ์ทางการทูต ซึ่งขณะนี้เราเหลือแค่เลขานุการโท เราได้เรียกทูตกลับมาแล้ว
นายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำว่า ตนก็ไม่ได้อยากจะค่อย ๆ ทำมาก เพราะมันคือโอกาสที่เราเสียไป ถ้าความเป็นภัยไม่มีแล้ว เราก็จะต้องเร่งดำเนินการในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ให้กลับไปในจุดที่มันควรแก่เหตุ หากตนเองบอกว่าฟื้นเลย เดี๋ยวจะไม่พอใจกันอีก แต่ยืนยันว่าจะไม่ทำให้เกียรติภูมิของประเทศเสียหายไปอย่างแน่นอน และเรื่องของการเปิดด่าน สำหรับตนเองจะเป็นเรื่องสุดท้าย เมื่อสถานการณ์ที่เป็นอันตรายหมดไปแล้ว ฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตของทั้งสองประเทศ และกลับมาเปิดด่าน ซึ่งจะเป็นจุดสุดท้ายของกระบวนการ และหวังว่าความเป็นปกติสุขจะเกิดขึ้น
ส่วนกระแสข่าวว่าจะมีการเปิดด่านในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ นายอนุทิน กล่าวยืนยันว่า ยัง ตนเองไม่ทราบว่าใครไปกำหนดวันนั้น แต่ทั้งหมดจะช้าหรือเร็ว ขึ้นอยู่ที่ความจริงใจในการเข้ามาเร่งแก้ไขปัญหาของทั้งสองประเทศ หากกัมพูชาดำเนินการ ไทยจะมีการประเมินโดยเร็ว และตอบสนองในแต่ละเรื่อง โชคดีที่ในกรณีนี้ ประเทศไทยเราสามารถอยู่ในสถานะเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขได้ เพราะเราเป็นฝ่ายที่ถูกรุกรานเข้ามา ดังนั้น เมื่อกำหนดเงื่อนไขแล้ว และเขาทำตามแล้ว เราก็จะต้องเร่งประเมิน และทำให้ความขัดแย้งในทุก ๆ มิติลดลงไป แต่ก็ไม่มีใครต้องการความขัดแย้ง
"ด่านยังไม่เปิด เดี๋ยวก็มีคนไปพูดว่าเดี๋ยวก็เปิดด่านอีกแล้ว ไทยมีการยอมนั่นยอมนี่ ซึ่งกัมพูชาจะต้องดำเนินการตามเงื่อนไขอย่างเป็นรูปธรรมก่อน ถึงจะมีการพิจารณา" นายอนุทิน กล่าว
นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า สิ่งที่ฝ่ายไทยมีอยู่ก็คือหากทางกัมพูชาได้ดำเนินการไปในระดับหนึ่งแล้ว ก็จะทำการคืนตัวผู้ที่เราควบคุมตัวอยู่ 18 คน เร่งดำเนินการส่งคืนให้กับกัมพูชาไป ส่วนการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตหรือการเปิดด่านนั้นยังอยู่ในลำดับท้าย ๆ สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อฝ่ายไทยได้ประเมินแล้ว และต้องมีความเชื่อมั่นว่าความเป็นภัยของประเทศกัมพูชาต่อความมั่นคงของประเทศไทยลดลงไปในระดับที่ไม่มีความเป็นภัยเกิดขึ้นแล้วจึงจะมาเริ่มฟื้นฟูสิ่งเหล่านั้น
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
โวบี้สแกมเมอร์ระหํ่า! กรณ์แฉชื่อพันทุนเทา
“อนุทิน” กร้าว ปราบสแกมเมอร์บ้าระห่ำ “สีหศักดิ์” ชี้ปม กมธ.สหรัฐฯ ตรวจสอบ “วรภัค” เป็นเรื่องตัวบุคคล รบ.กวาดล้างทุนเทา อายัดทรัพย์ 2 หมื่นล้าน
นายกฯ ยันพรรคร่วมไร้รอยร้าว มั่นใจผ่านฉลุยศึกซักฟอก
“อนุทิน” ยังไม่กำหนดวันคุยรมต. แต่สื่อสารพรรคร่วมฯตลอด ลั่นมั่นใจผ่านซักฟอกเพราะไม่เคยมีเจตนารมณ์ไม่สุจริตในการทำงาน
'อนุทิน' ลั่นรัฐบาลปราบสแกมเมอร์บ้าระห่ำ ยึดทรัพย์ไม่เกรงใจใคร
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ออกส่งหนังสือถึงรัฐบาลสหรัฐฯขอให้ตรวจสอบและพิจารณาคว่ำบาตร 28 รายชื่อ ที่มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์ ซึ่งหนึ่งในนั้นมีรายชื่อของนายวรภัค ธันยาวงษ์
'อนุทิน' ชี้จุดเริ่มมาจากการเมือง ลากภูมิใจไทยไปเอี่ยวคดีฮั้ว สว.
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีเสียงวิพากษณ์วิจารณ์คดีฮั้วสว. ที่ยังคงมีต่อเนื่องว่า ตนยืนยันเหมือนเดิมรัฐบาลไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับการตัดสินใจหรือมติหรือการส่งดำเนินคดีใดๆก็ตาม
นายกฯ เข้าทำเนียบฯ 'สีหศักดิ์' นำทีม UNCLOS รายงานผลประชุมนัดแรก
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล ภายหลังปฎิบัติภารกิจที่กระทรวงมหาดไทย โดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ พร้อมด้วย
'อนุทิน' สั่งเร่งสรุปผลสอบวินัยขรก.เอี่ยวโกงท้องถิ่น ต้องจบภายใน 30 ก.ย. ไม่ขยายเวลาเด็ดขาด
มท.1 ลั่นโกงสอบท้องถิ่นน่าอเนจอนาถ บั่นทอนความเชื่อมั่นปชช. ฉะเรื่องสยอง- สะเทือนขวัญ พูดภาษาชาวบ้าน ‘โกงบนหัวผม-เผาบ้านเรา‘ ชี้ สังคมพิพากษาแล้ว โอด ‘เนื้อไม่ได้กินหนังไม่ได้ลองนั่ง’ พร้อมฟาดยับไม่ต้องเกรงกลัวอิทธิพล ขรก.เอี่ยวต้องออกจากราชการ ขีดเส้นจบ 30 ก.ย. นี้ไม่มีขยายเวลา

