'ประชาคมแพทย์' จัดหนัก 7 อันดับ ความล้มเหลวเรื่อง 'ความรับผิดชอบ' ของการเมืองไทย

2 ม.ค.2569 - ทีมการเมือง ประชาคมแพทย์ เผยแพร่การจัดอันดับ Worst Political Accountability เคสการเมืองไทย ผ่านเพจเฟซบุ๊ก ประชาคมแพทย์ ระบุว่า

จัดอันดับ Worst Political Accountability เคสการเมืองไทย
บันทึกทางประวัติศาสตร์ ที่ผู้คนจะไม่ลืมเลือน
ประเทศไทย ขาด นักการเมืองที่ดี เพราะอะไร
ก็เพราะ นักการเมืองหลายคน ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า Political Accountability
หรือ ความรับผิดชอบทางการเมือง
เราจะจัดอันดับว่า การเมืองไทยล้มเหลวเรื่อง Political Accountability ในรูปแบบใดบ้าง
โดยใช้กรณีศึกษาจากหลายนักการเมือง หลายยุค และหลายบริบท หลายเคส
ภายใต้มาตรฐานที่ควรจะเป็น

อันดับ 1 (หนักสุด)
ทักษิณ ชินวัตร – 85 ศพ กับคำขอโทษที่ใช้เวลา 18 ปี ที่เอ่ยปากในวง สนทนา Clubhouse เท่านั้น
เหตุการณ์ตากใบ เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2547
เป็นหนึ่งในโศกนาฏกรรมทางการเมืองที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย ที่ทุกคนอยากลืม แต่ ญาติพี่น้องพวกเขา ไม่เคยลืม
มีผู้เสียชีวิต 85 ราย โดย 78 รายเสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจ ระหว่างถูกควบคุมตัวโดยรัฐ
โดยการเคลื่อนย้าย ที่ซ้อนทับ "คนเป็น"เป็นชั้นๆ หลายชั้น
รัฐบาลในขณะนั้นตั้งคณะกรรมการอิสระไต่สวนข้อเท็จจริง
ซึ่งสรุปชัดว่า
การเคลื่อนย้ายผู้ชุมนุมเป็น การปฏิบัติหน้าที่บกพร่องและขาดความรับผิดชอบของผู้บังคับบัญชาทางทหาร
แม้การสลายการชุมนุมจะถูกอธิบายว่า “สมควรแก่เหตุ”
แต่การเสียชีวิต ระหว่างขนย้าย เขาเหล่านั้น ที่มีสถานะเป็นผู้ต้องหา
มันไม่ใช่ ความยุติธรรม หรือ การหวัง ความสะใจ ของฝ่ายที่เห็นต่างกัน
เขาผิด ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
มิใช่ต้องจบชีวิตอย่างน่าอนาถเช่นนั้น
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลยคือ
การแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองในระดับผู้นำรัฐบาล
ไม่มีการลาออก
ไม่มีการยอมรับอย่างเป็นทางการว่า ความตาย 85 ศพคือความล้มเหลวของฝ่ายบริหาร
คำว่า “ขอโทษ” ถูกเอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรก
จากปาก ทักษิณ ใน วง Social Clubhouse
หลังจากผ่านไปถึง 18 ปี
และยังเป็นการเล่าเหตุการณ์ “ตามที่ได้รับรายงาน”
ไม่ใช่การรับผิดในฐานะผู้ใช้อำนาจสูงสุดในขณะนั้น
จาก “ไม่รับผิด” สู่ “การให้รางวัลทางการเมือง”
ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ตอกย้ำเจตนาทางการเมืองอย่างชัดเจนคือ
ท่าทีของพรรคเพื่อไทยในเวลาต่อมา
อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 ในช่วงเหตุการณ์ตากใบ คือ
พลเอกพิศาล วัฒนวงษ์คีรี
ไม่เพียงไม่ถูกกันออกจากพื้นที่อำนาจทางการเมือง
แต่กลับได้รับการรับเข้าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย
และได้รับตำแหน่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ
การตัดสินใจเช่นนี้ไม่อาจอธิบายได้ว่าเป็นเพียง “เรื่องบังเอิญทางการเมือง”
หากแต่เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า
เหตุการณ์ตากใบ ไม่ถูกนับเป็นต้นทุนทางการเมือง
และ พรรคการเมืองนี้ ไม่ได้แยแส ความรู้สึกใดๆ ของญาติผู้เสียชีวิต
ต่อมา ศาลจังหวัดนราธิวาสมีคำสั่งออกหมายจับ อดีตแม่ทัพภาคที่ 4
ในคดีความผิดต่อชีวิตและเสรีภาพจากเหตุการณ์ตากใบ
เนื่องจากไม่มาศาลตามนัด และมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี
ภาพรวมของกรณีนี้จึงไม่ได้จบลงแค่
คำขอโทษที่มาช้า
แต่ขยายไปสู่คำถามที่หนักกว่านั้น คือ
พรรคการเมืองนี้ ได้แสดงให้เห็นหรือไม่ว่า ความสูญเสีย 85 ชีวิต สมควรมีผู้มีความรับผิด ตรงกันข้าม กลับมอบความรับชอบ ให้เป็น ผู้สมัคร สส. Party List แม้ว่าจะลาออกจากพรรคในเวลาต่อมา เพื่อตัดตอนไม่ให้พรรคถูกผลกระทบ
***** ในกฎหมาย ละเมิด เจ้าของบริษัท ยังต้อง รับผิดชอบ เมื่อลูกน้องขับรถทัวร์ไปชนคนตาย แม้ว่าตัวเองไม่ได้ทำ แต่ในเรื่องทางการเมือง ที่มี ผลสะเทือนใจรุนแรงขนาดนี้ ผู้นำรัฐบาล ใช้เวลา 18 ปี ก่อน คำว่า ขอโทษ จะออกมาจากปาก ในวงสนทนา Social เท่านั้น******

อันดับ 2
แพทองธาร ชินวัตร – ขอโทษเร็ว แต่ไม่ลาออก จนต้องถูกปลด
กรณีคลิปเสียงสนทนากับผู้นำกัมพูชา
ไม่ใช่เพียงปัญหาการสื่อสารส่วนตัว
แต่กระทบถึงศักดิ์ศรี ความรอบคอบ
และความเหมาะสมของผู้นำประเทศ
ที่เคยสนิทชิดเชื้อแล้วต่อมา ขัดแย้งเป็นการส่วนตัว
ระหว่างครอบครัวผู้นำ 2 ประเทศ จนบานปลาย
เป็นสงครามชายแดน ที่ทำให้
ประเทศไทย อาจต้องติดหล่ม
ไปอีกหลายปี ในขณะนี้
จุดที่แตกต่างจากหลายกรณีคือ
การขอโทษเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ก็เพราะหลักฐานปรากฏชัด
จนดินไม่หลุด จนต้องมายอมรับว่า เป็นเสียงตัวเอง
แต่การรับผิดกลับหยุดอยู่เพียงระดับวาจา
มีข้อเสนอให้ลาออก ยุบสภา หรือเปิดทางให้นายกรัฐมนตรีคนใหม่
แต่รัฐบาลเลือก ยื้อสถานการณ์
สุดท้าย ศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้พ้นจากตำแหน่ง
ด้วยเหตุฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง
สะท้อนรูปแบบ Accountability แบบพรรคเพื่อไทย
คือ ไม่ตัดสินใจรับผิดเอง แต่ปล่อยให้ศาลทำหน้าที่
เพราะ รู้ว่า จะงัด คำว่าถูก นิติสงครามเล่นงาน
มาใช้เรียกคะแนนจากแฟนคลับ ได้เสมอ
การขาด Political Accountability ในเคสนี้ เป็นที่เข้าใจได้ เพราะ แพทองธาร มิได้เป็นผู้ตัดสินใจด้วยตนเอง ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

อันดับ 3
อนุทิน ชาญวีรกูล – น้ำท่วมหาดใหญ่ ตาย 145 คน แต่ไม่มีใครรับผิดเป็นรูปธรรม
มหาอุทกภัยหาดใหญ่ ปี 2568
มีผู้เสียชีวิตเฉพาะตัวเลขอย่างเป็นทางการ 145 ราย ภายในเวลาไม่กี่วัน
สะท้อนความล้มเหลวด้านการเตือนภัยและการบริหารจัดการวิกฤต
ของ รัฐบาล อนุทิน
นายกรัฐมนตรีขอโทษ แม้ว่าจะ ไม่ทันที แต่ก็ถือว่า ขอโทษ เต็มปาก
ยอมรับความบกพร่อง และน้อมรับคำตำหนิจากประชาชน
แต่หลังจากนั้น
ไม่ปรากฏการรับผิดเชิงโครงสร้างใด ๆ
เราไม่ได้พูดประเด็นเยียวยา ซึ่ง เป็น คนละเรื่องกับ
Politic Accountability ซึ่งต้องมี ในทางการเมือง
Page ประชาคมแพทย์ เคยเสนอให้ นายกอนุทิน ลาออก
หลังจาก มีเกณฑ์ เยียวยาที่ชัดเจน
.....
ไม่มีการลาออก
ไม่มีการชี้ตัวผู้ตัดสินใจผิดพลาด
รอให้คนลืมๆไป แม้ว่า ตอนแรก กระแสการปลด นายกเทศมนตรี
จะมีการพูดๆ แต่ก็ซาซาไป ในที่สุด
กรณีนี้จึงเป็น Accountability ที่มีเพียงคำพูด
แต่ไม่เชื่อมโยงกับตำแหน่งและอำนาจ
และ จริงๆแล้ว ยัง มีอีกหลายกรณี สำหรับ อนุทิน
หากไม่ปรับตัวด้าน Accountability ให้ไปสุดมากกว่านี้
กระแสเดียว ที่จะนำพา เขากลับมาเป็นนายกได้ คือ การอิงกระแสชาตินิยม
และ การพึ่ง สัจธรรม บ้านใหญ่ ย่อมไหล ไปหา พรรคที่ได้เปรียบ

อันดับ 4
เฉลิมชัย ศรีอ่อน – อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
ผิดคำพูดโดยสมัครใจ แล้วนิยามใหม่ว่าเสียสละ
การประกาศว่าจะเลิกเล่นการเมือง หากพรรคได้ต่ำกว่า 52 ที่นั่ง
คือสัญญาทางการเมืองต่อสาธารณะ
แต่เมื่อผลไม่เป็นไปตามนั้น
กลับมีการลงสมัครหัวหน้าพรรค รับตำแหน่งรัฐมนตรี และย้ายพรรคในเวลาต่อมา
พร้อมคำอธิบายว่า
“ยอมเสียคำพูด เพื่อให้พรรคเดินต่อ”
กรณีนี้สะท้อนว่า
ในระบบการเมืองไทย คำพูดไม่จำเป็นต้องมีต้นทุน
หากสามารถนิยามใหม่ให้ดูเป็นคุณธรรมได้
ในความตกต่ำถึงที่สุด ของ พรรคเก่าแก่ จน
ทุกคนสบประมาทว่า จะถึงขั้น สูญพันธุ์
และจนเป็นภาคบังคับที่ต้อง อาศัย อภิสิทธิ์ มากอบกู้พรรค
อย่างไรก็ตาม เป็นนิมิตหมายอันดี ที่ พรรคกล้าธรรม ได้
อ้าแขนรับ เฉลิมชัย ศรีอ่อน เป็นที่เรียบร้อย
ท่านอยู่ในที่สมควรแล้ว
นับว่า มีผู้ที่มี Politic Accountability ในระดับเดียวกัน ไปอยู่ด้วยกัน

อันดับ 5
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ – ถอนผู้สมัคร ≠ สปิริตสูงสุด
กรณีผู้สมัคร ส.ส. เขต 33 ที่พัวพันเครือข่ายฟอกเงินค้ายาเสพติด
มูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท
เป็นคดีอาชญากรรมร้ายแรงระดับเครือข่าย
พรรคถอนชื่อผู้สมัครทันที และขอโทษประชาชน
แต่คำถามคือ
ระบบคัดเลือกที่เปิดช่องให้เรื่องนี้เกิดขึ้น ใครต้องรับผิด
ไม่มีผู้บริหารฝ่ายคัดเลือกลาออก
Accountability จึงหยุดอยู่แค่การตัดตัวบุคคล ไม่แตะระบบ

อันดับ 6 (เงียบที่สุด แต่บ่อนทำลายที่สุด) บางคนอาจบอกว่า
นี่ น่าจะเป็นอันดับหนึ่ง ด้วยซ้ำ
พรรคประชาชน – กรณี เอกพล เอมชะอุ่ม
ผู้สมัคร สท. ที่เคยต้องโทษคดียาเสพติด
ถูก กกต. สั่งถอนชื่อเนื่องจากขาดคุณสมบัติ
แต่ไม่มีคำอธิบายจากผู้บริหารพรรค
ไม่มีคำขอโทษ
ไม่มีการรับผิดใด ๆ
ความเงียบนี้คือ Zero Accountability
และเป็นรูปแบบการไม่รับผิดที่อันตรายที่สุด

อันดับ 7 ( ถูกกฎหมายไทย แต่สร้างบรรทัดฐานที่เลวร้ายในสังคม )
พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ – มาตรฐานกฎหมายต่ำกว่ามาตรฐานจริยธรรม: เคสธรรมนัส
กรณีของ ร้อยเอก ธรรมนัส พรมเผ่า เป็นหนึ่งในตัวอย่างคลาสสิกของ
การยึด “ความถูกต้องตามกฎหมาย” โดยไม่สนใจ “ความเหมาะสมทางการเมือง”
ร้อยเอกธรรมนัส เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดจากศาลต่างประเทศ
ในคดีเกี่ยวข้องกับการนำเข้าเฮโรอีนเพื่อการค้า ณ ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นอาชญากรรมร้ายแรงระดับสากล และเป็นความผิดที่รัฐธรรมนูญไทยระบุเป็น ลักษณะต้องห้าม หากต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุด หาก มีคำพิพากษาในไทย
แต่เมื่อมีการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ
และเกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวางว่าคำพิพากษาจากศาลต่างประเทศควรถูกนับหรือไม่
แต่ในทางการเมือง
สิ่งที่สังคมเห็นชัดคือ
การตัดสินใจเชิงอำนาจ
ของพรรคพลังประชารัฐ
ในฐานะหัวหน้าพรรค
พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ
ไม่เพียงไม่ปฏิเสธบุคคลที่มีประวัติเกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด
แต่ยังเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันชื่อ
ร้อยเอกธรรมนัส ให้ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ท่าทีของผู้นำพรรคในขณะนั้น คือ
ย้ำว่าเป็น “เรื่องของศาล”
เคารพคำวินิจฉัยทางกฎหมาย
และปฏิเสธการเชื่อมโยงกับมาตรฐานทางการเมืองหรือจริยธรรม
ปัญหาเชิง Accountability อยู่ตรงนี้
เมื่อหัวหน้าพรรคเลือกใช้ “มาตรฐานกฎหมายขั้นต่ำ” แทนที่จะใช้ “มาตรฐานจริยธรรมสูงสุด” สำหรับผู้ดำรงตำแหน่งบริหาร สำคัญคือรัฐมนตรี
ความรับผิดชอบทางการเมืองจึงถูกลดระดับลงเหลือเพียงการเอาตัวรอดทางเทคนิค
แม้ในเวลาต่อมา ความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างทั้งสองฝ่ายจะแตกหัก
แต่ ความเสียหายต่อมาตรฐานการเมืองได้เกิดขึ้นไปแล้ว

>>สะท้อนว่า
มาตรฐานนักการเมืองไทย ไม่ได้สูงกว่ากฎหมาย
และในหลายกรณี ต่ำกว่าที่ประชาธิปไตยพึงมี
นี่จึงเป็นอีกหนึ่งรูปแบบของ
Political Accountability ที่ล้มเหลว
แม้จะถูกต้องตามตัวบทกฎหมายไทย
แต่สอบตกในสายตาสังคมและมาตรฐานสากล

บทสรุป
ปัญหาของการเมืองไทย
ไม่ใช่การไม่มีคำขอโทษ
แต่ สักแต่ว่า ขอโทษ
แล้ว ไม่ทำอะไร ที่ จะต้องให้ใครบางคน
รับผิดด้วยการลาออก โดย ยังไม่ต้องหาข้อแก้ตัว
ทุกครั้งที่ขอโทษ
จะมาพร้อม ข้อแก้ตัว เช่น "มันเป็นเหตุสุดวิสัยครับ."
เพื่อปกป้องลูกน้องบ้าง ปกป้องตัวเองบ้าง
ไม่ต้องไปคิดว่า จะหาความยุติธรรม ปกป้องสิทธิของ
มนุษยชน หรือ ประชาชน ที่ถูกคดี 112 ใดๆ ทุกคน
ถ้า แม้แต่ ความยุติธรรม หลังเกิดความเสียหาย ในทางการเมือง
ต่อประชาชน และ กฎกติกา และระบบการต่อต้านผู้พัวพันยาเสพติด
ยังเต็มไปด้วย ความเทาทะมึน และ ความกลบเกลื่อน ของผู้บริหาร
และองคาพยพ ในทุกระดับ
Political Accountability จะยังเป็นสิ่งที่ “หาไม่ได้” จากนักการเมืองไทย
ที่มีแรงหนุน จาก แฟนคลับ ที่เรารู้ว่า จะมา Comment ด้วยเหตุผลอีกร้อยแปดที่คาดเดาไม่ยาก
เราไม่แปลกใจว่า Hero ในดวงใจของ Candidate นายกรัฐมนตรี อันดับ1 ของพรรคเพื่อไทย (อจ.เชน) คือ คนที่เราจัดอันดับเป็นอันดับหนึ่ง ด้าน Worst Polotical Accountability (ทักษิณ) เช่นกัน
เท้งจึงไม่ต่างจากบิ๊กป้อม
ไม่มีระดับของ
ความรับผิดชอบทางการเมือง ในระดับสากล
ไม่มีการแสดงความรับผิดของบุคคลในพรรค
ยิ่งคนพรรคส้มนั้น คนนึงมีความผิดในประเทศไทยแล้ว ยังไม่มีคำพูดใดๆด้วยซ้ำ
หน.พรรคประชาชนจึงไม่ต่างจาก
หน.พรรคพลังประชารัฐแต่อย่างใด
แม้ว่าจะหนุ่มแน่นกว่า แต่ก็คือ
มีมาตรฐาน ความรับผิดชอบทางการเมือง
ในระดับไม่ต่างกัน
ทั้งๆที่ เคย ปฏิเสธการจับมือ และ
ใช้สโลแกนว่า มีลุงไม่มีเรา
แต่เราไม่สิ้นหวัง กับ นักการเมือง ที่ที Political Accountability
และ หวังว่า จะมี สักคนหนึ่ง หรือ กลุ่มหนึ่ง ในประเทศไทย
แต่ไม่ใช่คนในแบบ 7 อันดับที่ว่ามานี้แน่
ทีมการเมือง ประชาคมแพทย์
1 มค. 2568

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สีข้างถลอกปอกเปิก! พรรคประชาชน ไม่เลิกแถ นี่คือคำตอบ 'ทหารมีไว้ทำไม'

เพจพรรคประชาชน ได้ตอบคำถาม รู้ยังทหารมีไว้ทำไม ดังนี้ ทหารมีไว้ป้องกันประเทศ ไม่ใช่เลี้ยงไก่ ตัดหญ้า ซักกางเกงในเมียนาย หรือบริหารสนามกอล์ฟ สนามมวย และสถานีโทรทัศน์

กกต.ชี้ผู้สมัคร พรรคส้ม ถูกจับยังไม่เข้าลักษณะต้องห้าม

กกต.กทม. แจงผู้สมัคร ส.ส. เขต 33 ปชน. ถูกจับข้อหาฟอกเงิน–ยาเสพติด ยังไม่เข้าลักษณะต้องห้าม หากศาลยังไม่ตัดสินเด็ดขาด พร้อมย้ำการเปลี่ยนผู้สมัครทำได้เฉพาะกรณีลาออก ตาย หรือมีคำพิ

พรรคส้มกลับลำ ดัน 'เท่าพิภพ' เสียบแทน อดีตผู้สมัครสส.สีเทา ชิงเก้าอี้เขตบางพลัด-บางกอกน้อย

เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร อดีตสส.พรรคประชาชน โพสต์ภารกิจฟื้นความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อพรรคสำคัญที่สุด พร้อมกลับมารับใช้คนกรุงเทพ

เปิดเบื้องหลัง 'ปชน.' เปลี่ยนตัวผู้สมัคร สส.กทม.เขต 33 โดนหมายจับพัวพันเครือข่ายค้ายา

เปิดเบื้อหลังเปลี่ยนตัวผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร เขต 33 บางพลัด-บางกอกน้อย เนื่องจากพรรคประชาชนตรวจสอบพบว่าผู้สมัครถูกออกหมายจับในคดีอาญา

3 แคนดิเดต 'ปชน.' ทำมือเบอร์ 46 แจงเหตุปาร์ตี้ลิสต์เหลือ 99

3 แคนดิเดต 'ปชน.' ทำมือสัญลักษณ์หมายเลข 46 ลุยหาเสียงทันที ชวนประชาชนลงทะเบียนใช้สิทธิล่วงหน้า แจงบัญชีรายชื่อเหลือ 99 คน ถอนตัวไป 1