'อ.บุญส่ง' แพร่บทความ ถ้าการบุกจับผู้นำรัฐอื่น 'ถูกกฎหมาย' : ระเบียบโลกก็ไร้ความหมาย

7ม.ค.2569 -รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทความเรื่อง ถ้าการบุกจับผู้นำรัฐอื่น “ถูกกฎหมาย”: ระเบียบโลกก็ไร้ความหมาย มีเนื้อหาดังนี้

การที่สหรัฐอเมริกายกกำลังเข้าไปในเวเนซุเอลาเพื่อจับกุมผู้นำประเทศนั้น หากเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมายระหว่างประเทศจริง สิ่งที่ควรถามต่อ ไม่ใช่เพียงว่าใครถูกหรือผิด แต่คือ โลกทั้งใบจะอยู่กันอย่างไร

ถ้าการใช้กำลังข้ามพรมแดนเพื่อจับผู้นำรัฐอื่น ไม่ว่าจะด้วยข้ออ้างอย่างไร สามารถอธิบายได้ว่าเป็นความ“ชอบธรรม” ไทยก็ย่อมมีเหตุอ้างในการบุกจับตัวผู้นำกัมพูชาถึงกรุงพนมเปญได้ รัสเซียก็เข้าไปจับผู้นำยูเครน จีนใช้กำลังเข้าควบคุมตัวผู้นำไต้หวัน อินเดียบุกรวบตัวผู้นำปากีสถาน และอิสราเอลสามารถส่งกองทัพเข้าไปจับผู้นำประเทศรอบข้างได้หมด โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคง หรืออื่น ๆ ได้สารพัด

หากตรรกะนี้ยืนอยู่ได้จริง โลกจะไม่เหลือ“หลักการ”ใด ๆ มาคุ้มครองรัฐใดได้อีก คำว่า “อธิปไตย”จะกลายเป็นคำที่น่ารันทด ไร้ความหมายและไม่มีผลผูกพัน กฎหมายระหว่างประเทศจะเหลือสถานะเพียงคำโฆษณาชวนเชื่อสวยหรู ไม่ต่างกับเครื่องมือชิ้นหนึ่ง ที่ผู้มีอำนาจหยิบใช้หรือไม่ใช้ก็ได้ตามอำเภอใจ

ทั้งที่กฎหมายแท้จริงต้องใช้ได้กับทุกคน ทุกประเทศ หากหลักการหนึ่งถูกต้องเฉพาะเมื่อมหาอำนาจเป็นผู้ใช้ แต่กลายเป็นสิ่งผิดทันทีเมื่อรัฐขนาดเล็กทำตาม สิ่งนั้นไม่ใช่กฎหมาย หากแต่คืออภิสิทธิ์

เมื่อกลับมาพิจารณาหลักกฎหมายระหว่างประเทศ จะพบว่า กฎบัตรสหประชาชาติวางหลักไว้ว่า รัฐมีอธิปไตยเหนือดินแดนของตน และการใช้กำลังทหารในดินแดนของรัฐอื่นเป็นสิ่งต้องห้าม เว้นแต่จะเป็นการป้องกันตนเองจากการถูกโจมตีด้วยอาวุธ หรือได้รับมติจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

ในกรอบนี้ ไม่มีพื้นที่สำหรับการบุกเข้าไปจับผู้นำของรัฐอื่นโดยฝ่ายเดียว ไม่ว่าผู้นำคนนั้นจะถูกข้อหาว่ากระทำอาชญากรรมร้ายแรงเพียงใด เพราะกฎหมายระหว่างประเทศแยกชัดระหว่าง “ความผิดของบุคคล” กับ “วิธีการบังคับใช้กฎหมาย” การตั้งข้อหาว่ากระทำความผิด ไม่เคยเป็นใบอนุญาตให้ละเมิดอธิปไตยของรัฐอื่น

ประวัติศาสตร์ร่วมสมัยย้ำเส้นแบ่งนี้อย่างชัดเจน กรณีซัดดัม ฮุสเซน (2003) ที่มักถูกหยิบมาอ้างว่าโลกเคยยอมรับการจับผู้นำของรัฐอื่นมาแล้ว ทั้งที่ความจริง การจับกุมเกิดขึ้นหลังการล่มสลายของรัฐอิรักในบริบทของสงครามและการยึดครองประเทศ นอกจากนั้นซัดดัมถูกนำตัวขึ้นพิจารณาคดีโดยศาลอิรัก ไม่ใช่ศาลของประเทศผู้ใช้กำลัง กรณีนี้จึงเป็นผลต่อเนื่องของสงคราม ไม่ใช่แบบอย่างของการบังคับใช้กฎหมายข้ามอธิปไตย

ในอีกกรณีหนึ่ง คือประเทศปานามาในยุคมานูเอล โนริเอกา (1989) และกรณีเวเนซุเอลาในปัจจุบัน ที่มีลักษณะร่วมกันอย่างชัดเจน คือการที่สหรัฐอเมริกาใช้กำลังทหารข้ามพรมแดนเพื่อควบคุมตัวผู้นำของรัฐที่ยังคงมีอธิปไตยสมบูรณ์ แล้วนำไปดำเนินคดีภายใต้กฎหมายของประเทศตน ซึ่งไม่ต่างจากการยกระดับกฎหมายภายในของรัฐหนึ่ง ให้เหนือกว่าระเบียบโลกโดยสิ้นเชิง

ขณะเดียวกัน กรณีอดีตประธานาธิบดีฮอนดูรัส ฮวน ออร์แลนโด เอร์นานเดซ (2022) กลับสะท้อนภาพตรงข้าม การจับกุมและการส่งตัวเป็นไปตามกระบวนการของรัฐเจ้าของอธิปไตย ไม่มีการใช้กำลังทหารข้ามพรมแดน และไม่มีการทำให้กฎหมายระหว่างประเทศกลายเป็นไม้ประดับ กรณีนี้ชี้ชัดว่า การนำผู้นำของรัฐอื่นมารับผิดทางกฎหมายสามารถทำได้โดยไม่ต้องทำลายระบบทั้งระบบ
เมื่อมองทั้งหมดนี้ร่วมกัน คำถามสุดท้ายจึงไม่ใช่ว่า ผู้นำประเทศใดควรถูกดำเนินคดีหรือไม่ แต่คือ เหตุใดการกระทำที่ขัดกับหลักกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจนจึงเกิดขึ้นได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยแทบไม่มีผลตามมา

คำตอบที่ร้ายแรง คือ สหรัฐอเมริกาทำสิ่งเหล่านี้ได้ไม่ใช่เพราะเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่เพราะเป็นประเทศใหญ่ที่มีอำนาจมากพอจะฝ่าฝืนกฎหมายระหว่างประเทศได้โดยไม่ต้องรับโทษ
ตราบใดที่โลกยังยอมรับความจริงข้อนี้โดยไม่ตั้งคำถาม ระเบียบโลกที่อ้างว่าตั้งอยู่บนหลักนิติธรรม ก็เป็นเพียงระเบียบที่กฎหมายบังคับใช้กับประเทศที่อ่อนแอกว่าเท่านั้น ขณะที่ประเทศใหญ่ยังคงยืนอยู่เหนือกฎหมาย ไม่ใช่โดยหลักการ แต่โดยอำนาจที่มี

 

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ประธานาธิบดีรักษาการ ‘เดลซี โรดริเกซ’ ภายใต้การจับตามองของสหรัฐฯ

ภายหลังการจับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโรโดยสหรัฐอเมริกา เดลซี โรดริเกซ-รองประธานาธิบดี ได้กลายเป็นสตรีผู้ทรงอิทธิพลคนใหม่ในเวเนซุเอลา