
'พล.อ.รังษี' เตือน! เขมรขุด 'คูเลต' คือสัญญาณปะทะรอบ 3 คาดเดา 'ฮุนเซน' ไม่ได้ ถ้ายิงจรวดเข้ามาในวันเลือกตั้ง8ก.พ.รัฐบาล-กกต.ต้องเตรียมรับมือ ลั่น!ถ้าเป็นนายกฯเขมรโจมตีพลเรือนอีกต้องรบนอกบ้านยึดภูมิประเทศสำคัญ สั่งถล่มบ่อนกาสิโนทั้งหมด พร้อมเลิก MOU 43 - MOU 44
28 ม.ค. 2569 - พลเอก รังษี กิติญาณทรัพย์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ ให้สัมภาษณ์เจาะลึกถึงสถานการณ์บริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่กำลังเป็นประเด็นกรณีกัมพูชา ขุดคูเลตเพิ่มแบบยุทธวิธีบริเวณแนวชายแดน โดยมองว่า เป็นสัญญาณอันตรายที่มองข้ามไม่ได้ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการซ่อมแซมสะพานหรือเส้นทางคมนาคมที่ชำรุดเสียหาย เพราะนั่นเป็นเรื่องของการอำนวยความสะดวกด้านการจราจรและการสัญจรไปมา ซึ่งมีเหตุผลรองรับ แต่กรณีการ "ขุดคูเลต" ที่ปรากฏนั้น เป็นคนละประเด็นอย่างสิ้นเชิง
"การขุดคูเลตทในลักษณะนี้ คือการดัดแปลงที่มั่นทางทหารเพื่อคิดจะทำสงคราม มันคือการเตรียมความพร้อมทางยุทธวิธี เป็นสิ่งบอกเหตุทางทหารที่ชัดเจนว่ากัมพูชามีแนวโน้มที่จะก่อการปะทะหรือทำสงครามกับเราในรอบถัดไป " หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ ระบุ
เมื่อถามถึงโอกาสที่จะเกิดการปะทะกันอีกครั้ง พลเอกรังษี วิเคราะห์ว่า วันนี้เชื่อว่าฝ่ายกองทัพไทยมีการเตรียมการและวางแผนโต้ตอบไว้แล้วหากเกิดการปะทะรอบที่ 3 แม้รัฐบาลชุดปัจจุบันจะเป็นเพียงรัฐบาลรักษาการ แต่กองทัพตระหนักดีว่าอยู่ในช่วงเปราะบางที่กำลังจะมีการเลือกตั้งใหญ่เกิดขึ้น ส่วนคำถามที่ว่าจะมีการปะทะก่อนหรือใสวันเลือกตั้งหรือไม่นั้น ก็มีความเป็นไปได้
"เราไม่สามารถคาดเดาความคิดของฮุนเซนได้ สมมุติว่าเขาสั่งยิงจรวดเข้ามาในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันเลือกตั้ง คำถามคือเราจะเลือกตั้งกันได้อย่างไร อะไรก็เกิดขึ้นได้เพราะเขาสามารถทำทุกอย่างที่อยากทำ เรื่องนี้จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องพิจารณาเตรียมรับมือ"
พลเอกรังษี เสนอแนะแนวทางแก้ปัญหาเฉพาะหน้าสำหรับการเลือกตั้งว่า หากสถานการณ์ส่อเค้าความรุนแรง หรือมีการปะทะเกิดขึ้นจริง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจต้องพิจารณา "ถอยคูหาเลือกตั้ง" ตามแนวชายแดนที่อยู่ในรัศมีปะทะออกมาอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรงของรัฐบาลและ กกต. ที่ต้องประเมินสถานการณ์วันต่อวัน ว่าจะเดินหน้าเลือกตั้งภายใต้มาตรการความปลอดภัยเข้มข้น หรือจำเป็นต้องเลื่อนการเลือกตั้งออกไป
ส่วนกรณี ที่มีข่าวว่าเลขาธิการ สมช. และอัยการได้เดินทางไปพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อฟ้องร้องฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ในฐานะผู้สั่งการในเหตุปะทะชายแดนนั้น หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ ให้ความเห็นว่า การฟ้องร้องเป็นสิทธิ์ที่ทำได้ แต่ในทางปฏิบัติอาจไม่มีผลสัมฤทธิ์หากไม่สามารถนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ
"ถ้าฟ้องแล้วจับตัวฮุนเซนมาขึ้นศาลในไทยไม่ได้ มันก็เป็นแค่การฟ้องกระดาษเปล่า ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เว้นแต่จะทำแบบสหรัฐอเมริกาที่บุกไปจับตัวประธานาธิบดีเวเนซุเอลา นั่นถึงจะมีผล เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเห็นชัดว่าฮุนเซนสั่งโจมตีพลเรือนไทย ทำให้ประชาชนบาดเจ็บล้มตาย ถือเป็นเจตนาฆาตกรรม จะฟ้องอย่างเดียวไม่พอ ต้องดูว่ามีความสามารถไปจับตัวเขามาดำเนินคดีได้หรือไม่"
พลเอกรังษี ยังได้แสดงวิสัยทัศน์ ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี โดยประกาศว่าหากตนได้เป็นผู้นำประเทศ แล้วกัมพูชาเปิดฉากโจมตีพลเรือนไทยอีก ตนจะสั่งการตอบโต้แบบ "ตาต่อตา ฟันต่อฟัน" และต้องเป็นการ "รบนอกประเทศ"เท่านั้น
"ถ้าผมเป็นนายกฯ แล้วเขาทำแบบนี้ ผมจะสั่งทำลายบ่อนกาสิโนตลอดแนวชายแดนทั้งหมด เพราะนี่คือการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว หนึ่งคือตัดเส้นทางการเงิน ของฮุนเซน และสองคือทำลายฐานที่มั่นของแก๊งสแกมเมอร์ที่ฝังตัวอยู่ เราต้องรบนอกบ้านเพื่อปิดเกม ถ้ามัวแต่ตั้งรับในบ้าน เราจะไม่มีวันชนะและไม่สามารถกดดันให้เขาสิ้นสภาพความเป็นภัยคุกคามได้ ที่ผ่านมาเขาสิ้นสภาพไปเยอะแล้วแต่เราดันหยุดรบเอง ทำให้เขาฟื้นตัวได้ เพราะมีคนสมคบคิดอยู่ในประเทศไทย"
นอกจากมาตรการทางทหาร พลเอกรังษี ยังย้ำถึงความจำเป็นในการยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 (บันทึกความเข้าใจไทย-กัมพูชา ) "ต้องยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 แล้วให้กัมพูชาไปสมัครเป็นสมาชิกองค์กร UNCLOS (อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล) เสียก่อน ซึ่งไทยเป็นสมาชิกอยู่แล้ว โดย UNCLOS จะเป็นองค์กรกลางกำหนดไหล่ทวีปและเขตเศรษฐกิจจำเพาะ และต้องยอมรับการใช้แผนที่มาตราส่วน 1:50,000 ในการปักปันเขตแดน เมื่อเขาอยู่ภายใต้กติกาสากลนี้แล้วค่อยมาคุยเรื่อง MOU ฉบับใหม่"
ในช่วงท้าย พลเอกรังษี กล่าวทิ้งท้ายอย่างมั่นใจว่า ตนไม่กังวลเรื่องมหาอำนาจที่จะเข้ามาหนุนหลังกัมพูชา เพราะทั้งสหรัฐอเมริกาและจีนต่างก็ไม่ต้องการเสียไทยไปในทางยุทธศาสตร์ ดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องระหว่างไทยกับกัมพูชาโดยตรง
"เราต้องแสดงความเข้มแข็ง และปราบพวกสแกมเมอร์ในไทย อายัดทรัพย์ ฟ้องร้อง และถ้าจำเป็นต้องใช้กำลัง ก็ต้องรบออกนอกประเทศเพื่อยึดภูมิประเทศสำคัญใช้เป็นอำนาจต่อรอง ปัญหาจะได้จบเสียที" พลเอกรังษี กล่าวปิดท้าย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยื่นร้อง ป.ป.ช. สอบ 'ประธาน กกต.' ปมแจ้งบัญชีทรัพย์สิน
'เรืองไกร' ร้อง ป.ป.ช. ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน 'ณรงค์ กลั่นวารินทร์' ประธาน กกต. แจ้งข้อมูล 4 เรื่อง โดยถูกต้องหรือไม่
ลุ้นดาบสอง! DSI นัดถกครั้งแรกสิ้นเดือน ก.ย.คดีอั้งยี่-ฟอกเงินปมฮั้ว สว.
ดีเอสไอถกนัดแรกภายในสิ้นเดือน ก.ย.นี้ พิจารณาคดีอั้งยี่-ฟอกเงินปมฮั้ว สว. แย้ม 'กก.บห.พรรค-สส.-รัฐมนตรี' ที่หลุดชั้น กกต. อาจถูกพิจารณาในดีเอสไอแทน แจงยิบหลักเอาผิด 'เอกราช ช่างเหลา' ให้การเท็จ
'อนุทิน' บอก 'คนเชื่อก็มี' หลัง กกต.ไม่ฟ้องคดีฮั้ว
'อนุทิน' บอก 'คนเชื่อก็มี' หลังมติ กกต.ไม่สั่งฟ้องคดีฮั้ว
พรรคเศรษฐกิจดุ! ชงแก้ กม.เพิ่มโทษประหารคดีทุจริต-ผิดซ้ำซาก
'พรรคเศรษฐกิจ' ชงแก้กฎหมาย 3 ฉบับ โทษประหารชีวิตคดีทุจริต-กระทำผิดซ้ำซาก ไม่มีลดโทษ ยกระดับไปยังเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม เตรียมขอเสียงสส. สนับสนุนให้ครบ 20 คน
สมาคมทนายความฯ ประณาม กกต.พร้อมปลุกฟ้อง!
นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย
อดีตผู้พิพากษาอาวุโสเจาะลึกคดีประวัติศาสตร์ฮั้วเลือก สว.
วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา

