'นักวิชาการทีดีอาร์ไอ' วิเคราะห์นโยบายและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ภายใต้รัฐบาลใหม่

11 ก.พ.2569- ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) หัวข้อ นโยบายและการขยายตัวทางเศรษฐกิจภายใต้รัฐบาลใหม่ มีเนื้อหาดังนี้

เมื่อวานเย็นได้ให้สัมภาษณ์รายการวิทยุหนึ่งในเรื่องนี้ เลยอยากเรียบเรียงมานำเสนออีกครั้งในนี้
เศรษฐกิจจะโตเท่าไรภายใต้รัฐบาลใหม่? โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่การคาดการณ์การขยายตัวจากสำนักต่าง ๆ ไม่สดใสนัก คือไม่เกิน 2% ในปีนี้

แน่นอนว่าขึ้นกับนโยบายและประสิทธิภาพในการทำตามนโยบายของรัฐบาลใหม่ ซึ่งมีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ และขึ้นกับว่าพรรคใดเข้าร่วมด้วย

ผมขอเริ่มจาก 'ภาพบวก' ก่อน
ความมีเสถียรภาพของรัฐบาลเป็นเรื่องดี เห็นได้จากการตอบสนองของตลาดหุ้นในสองวันที่ผ่านมา นักลงทุนจำนวนไม่น้อยคงมั่นใจขึ้น ทำให้เกิดการลงทุนมากกว่ากรณีไม่มีเสถียรภาพ
ความมั่นใจนี้จะเป็นจริงและยืนยาวได้ เงื่อนไขสำคัญคือรัฐบาลใหม่ต้องใช้บริการของ 'มืออาชีพ' ชุดเดิม (เอกนิติ ศุภจี สีหศักดิ์ เป็นหลัก) เพราะได้วางแนวทางที่นักลงทุนเห็นชอบไว้ก่อนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง คนละครึ่งพลัส (ควรทำอีกเพียงครั้งเดียว) Thailand Fastpass การขยายตลาดและการเจรจาการค้าทวิภาคี การทูตที่ดูมีทิศทางมากขึ้นเมื่อเทียบกับ 10 กว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งสำคัญมากในยุคที่ geoeconomic เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

ซึ่งหมายถึงรัฐบาลใหม่ต้องให้พื้นที่ทางนโยบายและการทำงานเพื่อสนับสนุนแก่มืออาชีพเหล่านี้ ป้องกันไม่ให้มีการแทรกแซงเพื่อผลประโยชน์พวกพ้องจากมุ้งต่าง ๆ ในพรรคร่วม หรือกระทั่งเรื่องที่ดูเล็กน้อยเช่นการฝากคนของตัว (ที่คงไม่ค่อยมีฝีมือ) มาเป็นทีมงานมืออาชีพเหล่านี้
ที่สำคัญการสนับสนุนดังกล่าวต้องยาวตลอดอายุรัฐบาล เพื่อให้นักลงทุนมั่นใจว่านโยบายจะมีเสถียรภาพจริง ไม่ใช่ไปสักพักมุ้งใหญ่ก็เริ่มทวงคืนเก้าอี้ตามระบบโควต้าแบบเดิม ๆ

นโยบายเชิงบวกที่สำคัญมากอีกเรื่องคือการมีนโยบาย upskill reskill ซึ่ง ดร. เอกนิติเคยให้สัมภาษณ์ว่าอยู่ใน agenda ในขณะที่พรรคเพื่อไทย (ถ้ามาร่วมรัฐบาล) ก็มีนโยบายนี้เช่นกัน
แต่เศรษฐกิจจะขยายตัวได้มาก (และได้เร็วด้วย) ต้องทำเรื่องนี้แบบ 'ขนานใหญ่' เช่นเพิ่มงบประมาณเรื่องนี้อีก 5-10 เท่าจากงบปัจจุบัน ครอบคลุมแรงงานไม่น้อยกว่า 5 ล้านคนต่อปี และที่สำคัญทำการฝึกอบรมด้วยแนวทาง demand-driven คือฝึกทักษะที่ตลาดต้องการจริง ๆ มีกลไกที่รับประกันเรื่องนี้แบบที่พรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์คิดไว้
อันนี้ไม่แน่ใจว่าพรรคร่วมจะให้ความสำคัญเพียงพอ
ถ้าทำเรื่องนี้ได้ดี เศรษฐกิจอาจขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 0.5-2% เทียบกับการไม่ทำหรือทำแบบเดิม ๆ
มาดูด้านลบกันบ้าง

นโยบายที่ไม่ควรทำมีไม่น้อย และที่ควรทำแต่คาดว่าจะไม่ทำก็มีมาก
นโยบายที่ไม่ควรทำ ก็เรื่องประชานิยมรูปแบบต่าง ๆ เช่นนโยบายแก้หนี้ ที่ดูจะเป็นจุดเน้นของทั้งภูมิใจไทย เพื่อไทย กล้าธรรม ซึ่งเป็นแนวทางที่ไม่แก้หนี้อย่างยั่งยืน เบียดบังพื้นที่การคลังจนทำให้นโยบายที่ดีกว่าทำไม่ได้ และที่สำคัญคือจะไม่ช่วยลดหนี้ครัวเรือน ตรงกันข้ามจะเพิ่มหนี้ในระยะยาวด้วย เมื่อลูกหนี้ไม่กลัวการเป็นหนี้เพราะรู้ว่ารัฐบาลจะมาช่วยตลอดเวลา

การลดค่าไฟก็เป็นอีกนโยบายที่ทุกพรรคในรัฐบาลใหม่ประกาศไว้ ซึ่งต้นทุนค่าไฟที่ลดลงจะมีผลทางบวกต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่ถ้าแนวทางคือการชดเชยด้วยเงินงบประมาณจำนวนมาก ก็จะไปเบียดบังนโยบายที่ดีกว่า ผลสุทธิก็อาจไม่คุ้ม

นโยบายที่ควรทำแต่คาดว่าจะไม่ทำ

1. การรักษาวินัยการคลัง (จนหนี้สาธารณะต่อ GDP ลดลงหรือไม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นแนวโน้มตอนนี้) เรื่องนี้แม้ ดร. เอกนิติจะกล่าวไว้ และได้ดำเนินการไปแล้วหลายมาตรการ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แต่มีคำถามว่าจะทำได้แบบนี้ตลอดไปหรือไม่ โดยเฉพาะ ดร. เอกนิติ จะสามารถป้องกันนโยบายประชานิยมจากรัฐมนตรีคนอื่นในรัฐบาลใหม่ได้เพียงใด นายกรัฐมนตรีจะอยู่ข้างใด ซึ่งคุณอนุทินไม่มีภาพจำของการให้ความสำคัญกับวินัยการคลังมากนัก ก็หวังว่าจะเริ่มให้ความสำคัญและสนับสนุนคุณเอกนิติในเรื่องนี้ แต่น่าจะไม่ง่ายโดยเฉพาะถ้าต้องมีการขึ้นภาษีด้วย ซึ่งคุณอนุทินเคยแสดงความไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอการขึ้นภาษี VAT ของคุณเอกนิติ

2. เรื่องที่สำคัญมากต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาวคือการเพิ่มการลงทุนในประเทศ ซึ่งเป็นผลลัพธ์สำคัญของ 'การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ' ที่พูดกันมาตลอด มีเรื่องควรทำเยอะ เช่น

2.1 การปราบทุนเทา สแกมเมอร์ การฟอกเงิน นักลงทุนคงไม่อยากลงทุนเท่าไรถ้าต้องไปสู้กับธุรกิจฟอกเงินที่ตัดราคารับขาดทุนได้มาก เรื่องนี้ผมไม่แน่ใจว่านักลงทุนให้เครดิตรัฐบาลอนุทินที่ผ่านมาอย่างไร มีความเชื่อมั่นแค่ไหน เพราะแม้จะมีการดำเนินการไปบ้าง เช่นการยืดทรัพย์บางราย แต่ยังห่างไกลกับ scale ที่ควรเป็นมาก และยิ่งถ้าพรรคร่วมมีภาพลักษณ์ที่ไม่ดีนักในเรื่องนี้ คงสร้างความเชื่อมั่นได้ยาก ยกเว้นว่าจะมีการดำเนินการจริงจังแม้จะมีพรรคดังกล่าวร่วมด้วย ซึ่งจะเป็นโอกาสที่ดีในการตอบสังคมได้ว่าพรรคดังกล่าวถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม ได้แต่ฝันว่าจะเห็นภาพนั้น

2.2 ปราบคอรรัปชั่น ซึ่งก็คงหวังยากเช่นกัน เพราะพรรคที่จะร่วมเป็นรัฐบาลใหม่ล้วนอยู่ในอำนาจมายาวนาน ตรงกับช่วงเวลาที่การคอร์รับชั่นเพิ่มขึ้น ไม่ได้ลดลง การทำงานขององค์กรอิสระในเรื่องนี้ก็ไร้ประสิทธิภาพ ไร้ความรับผิดชอบ (ส่วนหนึ่งเพราะรัฐธรรมนูญปัจจุบันให้องค์กรอิสระตรวจสอบตัวเองหรือตรวจสอบกันเอง) การใช้งบประมาณแบบมีเงินทอนก็คงยังเห็นกันดาษดื่น เพราะต้องถอนทุนจากการเลือกตั้งกันขนานใหญ่

2.3 การทลายทุกผูกขาด เช่นเดียวกับเรื่องคอร์รับชัน ทุนผูกขาดมากขึ้นในช่วงเวลาที่พรรคร่วมมีอำนาจบริหาร จึงคาดหวังเรื่องนี้ไม่ได้มาก

2.4 การฟื้นความเชื่อมั่นในตลาดทุน (หุ้น หุ้นกู้) ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ตลาดหุ้นไทยไปไม่ถึงไหน (นอกเหนือจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำและไม่มีสินค้าน่าซื้อ) เรื่องนี้ ดร. เอกนิติก็ให้ความสำคัญ และควรเอาใจช่วย แต่เชื่อว่าคงเจอแรงต้านพอควร ทั้งจากหน่วยงานกำกับเดิม ผู้เล่นในตลาดที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน การถูกใช้เป็นแหล่งฟอกเงินที่บางพรรคอาจไม่อยากให้แตะ

2.5 การส่งเสริมนวตกรรม R&D เรื่องนี้อาจพอเป็นไปได้ ถ้า ดร. ยศชนัน ยอมเข้าร่วมในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ และได้รับการจัดสรรงบประมาณอย่างเพียงพอจากรัฐบาลใหม่ แต่ก็ยังไม่อาจวางใจเพราะยังไม่มีประสบการณ์การบริหารนโยบายสาธารณะระดับชาติมาก่อน

3. ถ้ามองยาวกว่า 2-4 ปี การขยายตัวทางเศรษฐกิจจะสูงขึ้นได้อย่างยั่งยืน ต้องเป็นแนวทาง 'การขยายตัวที่ประชาชนมีส่วนร่วม' ที่สมัยก่อนเรียกว่า inclusive growth ตรงกับที่งานวิจัยรางวัลโนเบลให้ความสำคัญกับ inclusive institution

เรื่องนี้น่าจะหวังได้ยากที่สุดจากรัฐบาลใหม่ เพราะการเข้าสู่อำนาจของแต่ละพรรคร่วมล้วนไม่ได้อิงกับฐานความคิดให้คนตัวเล็กตัวน้อยมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย แต่เป็นลักษณะ 'รอความเมตตาเชิงนโยบาย' มากกว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ political landscape ที่เดินตามแนวเดียวกัน คือไม่เน้นการส่งเสริม active citizen จะทำได้จริงต้องมีการปฏิรูปการเมือง การแก้รัฐธรรมนูญที่เพิ่มอำนาจประชาชน การขยายและยกระดับความคุ้มครองทางสังคม (เช่นปฏิรูปประกันสังคม) จนไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

อันนี้เป็นจุดอ่อนที่สำคัญที่สุดของรัฐบาลใหม่ แม้อาจสามารถเพิ่มอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในช่วง 1-2 ปีแรกได้บ้างก็ตาม

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'รังษี' ปราศรัยเดือด! กลางหาดใหญ่ ไทยใกล้ล่มสลายทางศก.ชูธงสร้างเครื่องยนต์ศก.ใหม่ ฟื้นด้ามขวาน

'พลเอกรังษี' ปราศรัยเดือด!กลางหาดใหญ่ 'ไทยล้มละลายทางบัญชีแล้ว' เตือนหากไม่รีบผ่าตัด ปี 69 จะเกิด'ลียุค' ล่มสลายทางเศรษฐกิจ เหตุหนี้รวม 55 ล้านล้านบาท ชาวหน้าแบกหนี้หลังอานไม่มีกำลังซื้อ ตลาดเงียบเหงา ชูธงเลิกประชานิยม-ยาพิษ ยันไม่แจกเงินแต่สร้าง 'เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่' ด้วยเมกะโปรเจกต์ 'Ocean Link-ไฮสปีดเทรน' พลิกฟื้นด้ามขวาน พร้อมงัดไม้ตายปราบโกง 'ประหารชีวิต' อ้อนชาวใต้ขอโอกาสสุดท้ายเลือก 'พรรคเศรษฐกิจ'แบบแลนด์สไลด์

มาแล้ว! กกต. แพร่ความเห็น เจาะลึกนโยบาย 'ประชานิยม' ที่มางบไม่ชัดเจน หนี้สาธารณะพุ่ง

กกต.เผยแพร่ความเห็นของคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงิน 51 พรรคการเมือง 4 หน้า พบ นโยบายหลายพรรคหาเสียงไม่ตรงปก ที่มางบประมาณคลุมเครือไม่ชัดเจน เสี่ยงกระทบวินัยการเงินการคลังประเทศ หนี้สาธารณะพุ่ง

จี้ กกต. สั่งพรรคการเมืองแก้ไขนโยบายประชานิยม ไม่ให้กระทบวินัยการคลังประเทศ

ชาญชัย-สมชาย-คมสัน-ทนายนกเขา จี้กกต.สั่งให้พรรคการเมืองแก้ไขนโยบายประชานิยม ไม่ให้กระทบวินัยการคลังประเทศ ขู่ให้เวลา 3 วัน ไม่เช่นนั้นจะฟ้องเอาผิดแพ่งและอาญากกต.

'อ.บุญส่ง' เปรียบความแตกต่าง 'นโยบายเพื่อประชาชน' กับ 'การซื้อเสียงเชิงนโยบาย'

รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทความเรื่อง “นโยบายเพื่อประชาชน” กับ “การซื้อเสียงเชิงนโยบาย” มีเนื้อหาดังนี้