นักธุรกิจต้องอ่าน! ถอดบทเรียนฎีกาอดีตเจ้าของกลายเป็น 'ที่ปรึกษา' แต่ถูกเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

12 มี.ค.2569 - นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กในหัวงข้อ “ถอดบทเรียนฎีกาเด่น: เมื่ออดีตเจ้าของกลายเป็น “ที่ปรึกษา” แต่ถูกเลิกจ้างไม่เป็นธรรม!” ระบุว่า เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ชั้นดีสำหรับเหล่านักธุรกิจ CEO และที่ปรึกษาระดับสูง (Consultant) เกี่ยวกับเส้นแบ่งบางๆ ของคำว่า “ลูกจ้าง” “ผู้รับจ้าง” และ “ผู้ให้บริการ” ผ่านคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2658–2663/2568 ครับ

1.ที่มาของดีล: จาก "เจ้าของ" สู่ "Co-CEO"

เรื่องเริ่มต้นที่โจทก์ทั้ง 5 ท่าน ซึ่งเดิมเป็น "ตัวจริง" ในวงการ เป็นทั้งกรรมการและผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มบริษัท ต่อมามีการปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ (คาดว่ามีการขายหุ้นหรือควบรวม) จนนำไปสู่การทำสัญญาฉบับใหม่
ข้อตกลงคือ:

ดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม (Co-CEO) และ ที่ปรึกษาด้านการบริหาร

หน้าที่หลักคือ ใช้ความรู้ ประสบการณ์ และบารมี ในการวางกลยุทธ์และให้คำปรึกษาแก่บริษัทในเครือ

รับค่าตอบแทนเป็น “เงินรายเดือน” (ซึ่งมูลค่าสูงถึงหลักล้าน)

2.ปมปัญหา: “จ้างทำของ” หรือ “จ้างบริการ” กันแน่?

เมื่อเกิดความขัดแย้งจนบริษัท (จำเลยที่ 1-4) สั่งเลิกสัญญา ศาลจึงต้องมานั่งตีความว่าสัญญานี้คืออะไร? เพราะประเภทสัญญาจะส่งผลต่อการเรียกค่าเสียหายที่ต่างกัน:

ไม่ใช่ “จ้างแรงงาน” : เพราะไม่มีอำนาจบังคับบัญชาแบบลูกจ้าง-นายจ้างทั่วไป
ไม่ใช่ “จ้างทำของ” (Hire of Work): เพราะไม่ได้กำหนด “ผลสำเร็จของงาน” เป็นชิ้นๆ (เช่น ไม่ได้สั่งให้เขียนแผนธุรกิจให้เสร็จ 1 เล่มแล้วจบไป)

คือ “สัญญาจ้างบริการ” (Service Agreement): ศาลชี้ชัดว่า เป็นการจ้างที่อาศัย ความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะตัว เป็นการทำงานแบบต่อเนื่อง (Ongoing Service) และจ่ายเงินตามระยะเวลา ไม่ใช่ตามเนื้องานที่ส่งมอบ

3.จุดเปลี่ยน: การเลิกสัญญาที่ “ไม่ชอบ”

เหตุที่บริษัทแพ้คดีเต็มๆ เพราะบริษัทไปมีหนังสือแจ้งเลิกสัญญาโดยที่โจทก์ไม่ได้ทำผิดข้อตกลงเดิม (เช่น พยายามบังคับให้เข้าออฟฟิศทั้งที่สัญญาไม่ได้เขียนไว้)

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า:

1.เมื่อบอกเลิกสัญญาโดย ไม่มีสิทธิ = จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา

2. เมื่อสัญญาเป็น “สัญญาต่างตอบแทน” เมื่อฝ่ายหนึ่งผิดสัญญา อีกฝ่ายย่อมมีสิทธิเรียกค่าเสียหายเพื่อให้กลับคืนสู่ฐานะเดิม หรือตามที่สูญเสียไปจากการไม่ได้ทำตามสัญญาจนจบ

4.ผลพิพากษา: ค่าเสียหายและดอกเบี้ยตามกฎหมายใหม่

ศาลสั่งให้บริษัท (จำเลยที่ 1-4) ร่วมกันชดใช้ทั้ง ค่าจ้างที่ค้างจ่าย และ ค่าเสียหายจากการเลิกสัญญา พร้อมดอกเบี้ยที่น่าสนใจมากคือ:

7.5% ต่อปี สำหรับยอดเงินที่ค้างก่อนวันที่ 11 เม.ย. 2564

5% ต่อปี (หรือตามอัตราที่ปรับเปลี่ยน) สำหรับยอดหลังวันดังกล่าว ตามกฎหมายใหม่

ส่วนจำเลยที่ 5-7 รอด! เพราะศาลยึดหลักความเป็นนิติบุคคล ใครเซ็นสัญญาคนนั้นรับผิดชอบ แม้จะเป็นบริษัทในเครือหรือตัวบุคคลที่เกี่ยวข้อง แต่ถ้าชื่อไม่อยู่ในสัญญาจ้าง ก็ไม่ต้องร่วมชดใช้ครับ

แง่คิดส่งท้ายสำหรับคนทำธุรกิจ

1.สัญญาระดับ C-Level ต้องชัด: จะให้เข้าออฟฟิศไหม? จะวัดผลอย่างไร? ต้องเขียนให้เคลียร์แต่แรก

2.อย่าเปลี่ยนเงื่อนไขฝ่ายเดียว: การจะสั่งให้ที่ปรึกษาทำสิ่งที่ “นอกเหนือสัญญา” คือความเสี่ยงที่จะถูกฟ้องกลับ

3.ฟ้องให้ถูกตัว: คดีนี้โจทก์ฟ้องถึง 7 จำเลย แต่ศาลให้รับผิดเฉพาะคู่สัญญา 1-4 เท่านั้น การรู้ตัวคู่สัญญาที่แท้จริงช่วยประหยัดเวลาและค่าธรรมเนียมศาลได้มากครับ

 

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'อดีตผู้พิพากษา' เตือนกกต.ใช้ 'นิติสงคราม' ปิดปากปชช.กระทบความเชื่อมั่น แนะควรรับฟัง

'อดีตผู้พิพากษา' วิเคราะห์กลุ่มพิสูจน์บัตรเลือกตั้ง 6 คน ไม่มีเจตนาทำเพื่อโกง ไม่ใช่พฤติกรรมของผู้ทุจริต เตือนผลเสียอาจย้อนกลับกกต.ใช้นิติสงครามปิดปาก กระทบความเชื่อมั่น อาจต้องเผชิญการฟ้องร้องให้การเลือกตั้งเป็น'โมฆะ'แนะรับฟังและปรับปรุงมากกว่าสร้างความขัดแย้ง