'หมอยง' ตีแผ่! ค่าตีพิมพ์แพงลิบลิ่ว เผยแพร่งานวิจัยไทย

16 มี.ค. 2569 – ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ และหัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ “การจ่ายค่าตีพิมพ์ เผยแพร่งานวิทยาศาสตร์ของไทย คุ้มค่า???” โดยระบุว่า

การส่งผลงานไปเผยแพร่ในวารสารระดับนานาชาติ เป็นความต้องการของนักวิจัย และมหาวิทยาลัย เพื่อความมีชื่อเสียงของตัวมหาวิทยาลัย อาจารย์ และแม้กระทั่งประเทศชาติ

การส่งผลงานไปเผยแพร่ทางวิชาการได้เปลี่ยนไปมาก สำนักพิมพ์เกือบทุกแห่ง เปลี่ยนจากรูปแบบการโอนลิขสิทธิ์ให้ มาเป็นแบบ open access หรือกล่าวง่ายๆ ว่าผู้เขียนบทความจะต้องจ่ายเงินค่าตีพิมพ์

ผมลองประเมินคร่าวๆ ประเทศไทยจะต้องจ่ายเงินค่าตีพิมพ์น่าจะร่วมพันล้านบาทต่อปี ทั้งที่งบประมาณการวิจัยของเราไม่ได้มาก เงินจำนวนนี้ที่จ่ายค่าตีพิมพ์ จะเป็นเงินที่ทางมหาวิทยาลัยออกให้ เบิกจากทุนวิจัย และอาจารย์ต้องใช้จ่ายด้วยเงินตัวเอง

ประเทศจีน Chinese Academy of Science ได้ออกมาตระหนัก และจะลดจำนวนการสนับสนุนค่าใช้จ่ายลง โดยเฉพาะบริษัทสำนักพิมพ์ที่มีค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งจะเป็นวารสารที่มีชื่อเสียงเช่น ในตระกูล Nature etc

ที่ศูนย์วิจัยไวรัส ทางคลินิกที่ผมทำวิจัยอยู่ แต่ละปี 2 ปีที่ผ่านมา เมื่อรวมค่าใช้จ่ายในการตีพิมพ์ตกปีละประมาณ 1.5 ล้านบาท ทั้ง 2 ปีที่ผ่านมา เบิกจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปีแรกให้ 1.5 แสน ปีที่ 2 ได้ 2 แสน เงินอีกจำนวน 1.3 ล้าน เบิกจากทุนวิจัยแทบไม่ได้เลย แล้วต้องเอาเงินมาจากไหนมาจ่ายมากมายขนาดนี้

ส่วนตัวผมไม่ว่าสำนักพิมพ์ไหนเราจะบอกว่า MDPI ไม่ดี ต้องสำนักพิมพ์นั้นสำนักพิมพ์นี้ ผมอยากจะบอกว่าไม่ต่างกัน เหมือนกันหมดเป็นธุรกิจเหมือนกันหมด

มหาวิทยาลัยในประเทศกำลังพัฒนา ติดกับดัก ต้องตีพิมพ์ที่ Q1 หรือ Tier1 journal ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วเราติดกับดาบของข้า impact factor วารสารของสมาคมทางวิชาการนานาชาติ จำนวนมากเป็นวารสารที่มีมาเป็นร้อยปี หลายวารสารไม่ได้เสียสตางค์เลย หรือวารสารที่ต้องโอนลิขสิทธิ์ให้สำนักพิมพ์ เป็นวารสารที่มีชื่อเสียงแต่ส่วนใหญ่จะมีค่า IF น้อยกว่าวารสารที่ให้ผู้อ่านอ่านได้ฟรี

ผมเคยเขียนเรื่องนี้มาหลายครั้งแล้ว ถึงปัญหาต่างๆ และอุปสรรคทางด้านการเงินของหน่วยวิจัยที่มีขนาดใหญ่ มาหลายปีแล้ว และเห็นว่าสำนักพิมพ์ส่วนใหญ่มีกำไรมากกว่า 30% เช่นสำนักพิมพ์เอสเวียร์ มีกำไรถึง 37% เพราะวัตถุดิบก็ได้มาฟรี ขบวนการรีวิว ก็ฟรี เผลอๆ กองบรรณาธิการก็ฟรี ทำไมยังค้ากำไรเกินควรโดยเฉพาะอย่างประเทศไทย เหมาะสมหรือไม่ช่วยกันคิด ช่วยกันต่อรอง หรือช่วยกันสร้างวารสารของไทยขึ้นมาเองเข้าสู่ระดับนานาชาติ

ในอนาคตการตีพิมพ์ น่าจะตีพิมพ์แบบ Pantip คือเผยแพร่ไปเลย แล้วทบทวนหรือ Comment ตามมาทีหลัง ถ้าไม่ดีจริงก็จะมี comment ออกมามากมาย หรือการเผยแพร่ในรูปแบบของ preprint แล้วไม่ต้องสนใจอะไรเลย จะมีค่าใช้จ่ายที่น้อยที่สุด เพราะการเข้าไปอ่าน ผู้อ่านจะเป็นผู้ตัดสินใจเอง ไม่มีความจำเป็นต้องผ่านคนกลาง ระบบคนกลางการทบทวนก็ไม่ใช่จะดีเสมอไป ขณะนี้มีผู้ส่งมาให้ผมอ่านทบทวนมากมาย ส่วนใหญ่ผมปฏิเสธหมด

Open Access ไม่ได้ล้มเหลวในหลักการ แต่โมเดลทางเศรษฐกิจปัจจุบันกำลังถูกตั้งคำถาม ค่า APC สูงเกินจริง ความเหลื่อมล้ำในการตีพิมพ์ และที่สำคัญอย่างยิ่ง กำไรของสำนักพิมพ์เชิงพาณิชย์มากเกินไป ดังนั้น โลกวิชาการควรมองหา โมเดลใหม่ที่ยั่งยืนกว่า เช่นโพสต์รีวิว.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

จุฬาฯ ยกพื้นที่จัตุรัสจามจุรีให้ศิลปินแห่งชาติจัดแสดงผลงาน เปลี่ยนห้างให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ด้านศิลปะ

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดพื้นที่ใจกลางเมืองภายในอาคารจัตุรัสจามจุรี จัดนิทรรศการศิลปะ “ทิพย์สุนทรียศิลป์สุโขทัย” นำผลงานของศิลปินแห่งชาติและศิลปินร่วมสมัยมาจัดแสดงเพื่อเปิดพื้นที่การเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมให้แก่นิสิตและประชาชนทั่วไป

‘หมอยง’ โพสต์ ลับ หรือ ไม่ลับ ขึ้นอยู่ที่กฎเกณฑ์ การปฏิบัติ

ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

มั่นใจไม่ระบาดใหญ่! หมอยง ชี้ไวรัสนิปาห์การแพร่กระจายโรคต่ำ แนะเตรียมระบบสาธารณสุขรับมือ

ไวรัสนิปาห์ เป็นโรคที่รู้จักมานานแล้วเกือบ 30 ปี องค์ความรู้ มีการศึกษากันมากมาโดยตลอด และการวินิจฉัยก็ไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อน

ก้าวใหม่อุดมศึกษาไทย มช. จุฬาฯ มหิดล จับมือร่วมกำหนด ยุทธศาสตร์การศึกษาแห่งอนาคต

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหิดล ผนึกกำลังครั้งสำคัญของอุดมศึกษาไทย ภายใต้คอนเซปต์ MC² (MC กำลังสอง) การรวมพลังจากความเชี่ยวชาญและจุดแข็งของมหาวิทยาลัยหลักของประเทศ เพื่อยกระดับระบบอุดมศึกษา วิจัย และนวัตกรรมของไทยอย่างเป็นระบบและมีพลังทวีคูณ