
17 มี.ค.2569- เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์บทความเรื่อง ”โมเดลธุรกิจของพรรคภูมิใจไทย“ มองการเมืองด้วยวิชาบริหารธุรกิจ ตอนที่ 2
บทวิเคราะห์ก่อนหน้านี้ว่าด้วยเรื่อง “พังเพราะด้อม” ชี้ให้เห็นว่าการสร้าง emotional fanbase ฐานแฟนคลับที่ใช้อารมณ์ที่ร้อนแรงเกินควบคุมนั้น เป็นดาบสองคมที่อาจทำลายแบรนด์การเมืองจากภายใน แต่ถ้าไม่สร้างด้อม ไม่มีกระแสโซเชียล ไม่มียอด engagement สูงๆ แล้วพรรคการเมืองจะเติบโตและชนะการเลือกตั้งได้อย่างไร?
คำตอบอยู่ที่ ภูมิใจไทย
ผลการเลือกตั้งปี 2569 ยืนยันสิ่งที่นักวิเคราะห์การเมืองหลายคนมองข้ามมาตลอด
พรรคที่ “เงียบที่สุด” บนโลกออนไลน์ กลับกลายเป็นพรรคที่ “เสียงดังที่สุด” ในคูหาเลือกตั้ง
นี่คือการถอดรหัสโมเดลธุรกิจการเมืองที่แหลมคมที่สุดในประเทศไทยยุคปัจจุบัน
ชัยชนะของภูมิใจไทยในปี 2569 ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และไม่ใช่ปาฏิหาริย์ มันคือผลลัพธ์ที่คาดเดาได้ล่วงหน้านานแล้ว สำหรับใครก็ตามที่วิเคราะห์ธุรกิจการเมืองผ่าน lens ที่ถูกต้อง
โมเดลธุรกิจของพรรคภูมิใจไทย
หนึ่ง – ระบบ distribution channel ที่แข็งแกร่งชนะ viral marketing ในระยะยาวเสมอ
พรรคภูมิใจ ใช้การเมืองในระบบ “แฟรนไชส์” และ “ตัวแทนจำหน่าย”
ในขณะที่พรรคอื่นใช้กลยุทธ์ Direct-to-Consumer (D2C) ยิงการตลาดตรงหาโหวตเตอร์ผ่านโซเชียลมีเดียเพื่อสร้างด้อม ภูมิใจไทยกลับใช้โมเดล B2B2C ผ่านการสร้างเครือข่าย “บ้านใหญ่” หรือผู้นำท้องถิ่น ซึ่งเปรียบเสมือน Master Franchise หรือ Regional Distributor ที่
มีฐานลูกค้า (โหวตเตอร์) ในมือเหนียวแน่น
สอง – จงรู้ว่าตลาดของคุณต้องการ function หรือ emotion
เมื่อ “สินค้าที่ใช้งานได้จริง” ชนะ “ความคลั่งไคล้”
ด้อมการเมืองเกิดจาก Emotional Branding (อุดมการณ์ ความรัก ความโกรธ) แต่แบรนด์ภูมิใจไทยวาง Positioning ตัวเองชัดเจนในฝั่ง Functional Branding ด้วยสโลแกนประเภท “พูดแล้วทำ” เน้นการส่งมอบผลลัพธ์ที่จับต้องได้
สาม – Blue Ocean ไม่ได้หมายถึงตลาดใหม่เสมอไป บางครั้งมันคือการปฏิเสธที่จะลงสนามรบเดิม และรอให้คนอื่นเหนื่อยก่อน
การทำกำไรใน “น่านน้ำสีคราม” ท่ามกลางสงครามสีเสื้อ
พรรคการเมืองใหญ่สองขั้วมักสู้กันใน Red Ocean ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งทางอุดมการณ์ แต่ภูมิใจไทยเลือกวางตัวเป็น “ผู้เล่นตรงกลาง” หลีกเลี่ยงการปะทะที่สร้างบาดแผลให้กับแบรนด์ ทำให้พวกเขากลายเป็น “พาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ” ที่ทุกพรรคต้องวิ่งเข้าหาเพื่อจัดตั้งรัฐบาล
สี่ – B2B (Business-to-Business)
ชัยชนะทางการเมืองในระบบที่ซับซ้อนอย่างไทยไม่ได้เกิดจากการชนะใจโหวตเตอร์หรือการทำการตลาดกับผู้บริโภครายย่อยเพียงอย่างเดียว
แต่เกิดจากการเจรจาต่อรองระดับ B2B (Business-to-Business) ที่ยอดเยี่ยมกับพรรคการเมืองอื่น สว. ข้าราชการประจำ และกลุ่มทุน นี่คือศิลปะของการจัดการผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ทำให้องค์กรดำเนินธุรกิจได้อย่างราบรื่นในทุกสภาวะแวดล้อม
ห้า – Brand Resilience
ภูมิใจไทยมักจะเป็นพรรคที่มียอดไลก์ ยอดแชร์ หรือเทรนด์ในโซเชียลมีเดียต่ำกว่าพรรคอื่น และมักถูกโจมตีในโลกออนไลน์บ่อยครั้ง แต่แบรนด์กลับมี “ความยืดหยุ่นและทนทาน” สูงมากเมื่อถึงวันปิดยอดขาย (วันเลือกตั้ง)
หก – โมเดลนี้จะพังได้อย่างไร?.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
นักธุรกิจต้องอ่าน! ถอดบทเรียนฎีกาอดีตเจ้าของกลายเป็น 'ที่ปรึกษา' แต่ถูกเลิกจ้างไม่เป็นธรรม
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกาชำแหละบทเรียน 'ใบส้ม'
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
อนุทิน 2 ครม.สไตล์ 'คนละครึ่ง'
เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์บทความเรื่อง อนุทิน 2 ครม.สไตล์ “คนละครึ่ง”
อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกาเจาะลึกความผิดปกติการเลือกตั้ง 8 ก.พ.2569
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
'อัษฎางค์' ซัดตรรกะวิบัติตั้งนายกฯ เพื่อยุบสภาจากเหตุเลือกตั้ง
อัษฎางค์ ยมนาค หรือเอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ

