'เอ็ดดี้' ชำแหละวิกฤตน้ำมัน! ก่อนเชื่อใคร ลองถามตัวเองด้วย 5 คำถามนี้

31 มี.ค.2569- เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความ กรณีการวิพากษ์วิจารณ์วิกฤตราคาน้ำมันว่า คนที่วิจารณ์รัฐบาล เคยมีอำนาจ เหตุใดเพิ่งรู้วิธีแก้ตอนหมดอำนาจ ขึ้นราคา 6 บาท ไม่ใช่การปล้น แต่เพราะ “กันชนพัง“ วิกฤตน้ำมัน 2569
อ่านเกมอำนาจให้ทะลุ ก่อนโดนการเมืองลวง

เมื่อราคาน้ำมันพุ่งขึ้น 6 บาทต่อลิตรในคืนเดียว สิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกันอย่างรวดเร็วกว่ารถน้ำมันส่งปั๊มเสียอีก คือ น้ำเสียงทางการเมือง ทุกสีพุ่งออกมาก่อน คำอธิบายตามมาทีหลัง หน้าที่ของคนที่อยากเข้าใจโลกตามความเป็นจริงคือ “แยกสองสิ่งนี้ออกจากกันให้ได้”


บทที่ 1: ดราม่าพีระพันธุ์-ศุภจี อ่านเกมให้ทะลุ

เหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตรมว.พลังงาน ออกมาตั้งคำถามถึงบทบาทของกระทรวงพาณิชย์ในการควบคุมราคาน้ำมัน โดยระบุว่าน้ำมันถือเป็นสินค้าควบคุมตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์จึงมีอำนาจตรวจสอบการขึ้นราคาน้ำมันได้ พร้อมวิพากษ์วิจารณ์นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ที่ออกมาบอกว่าไม่มีอำนาจ ว่าอาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
แต่ข้อเท็จจริงทางกฎหมายคืออะไร?

คำพิพากษาศาลปกครอง คดีดำที่ 1872/2556 และคดีแดงที่ 1937/2561 ยืนยันว่ากระทรวงพาณิชย์ไม่มีอำนาจเข้าไปกำหนดราคาน้ำมัน เนื่องจากรัฐได้ยกเลิกการควบคุมราคาน้ำมันตั้งแต่ปี 2534 ให้เป็นไปตามกลไกตลาดเสรี และคำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดินระบุว่าอำนาจกำกับราคาน้ำมันอยู่ที่กระทรวงพลังงาน ส่วนกระทรวงพาณิชย์มีหน้าที่เพียงตรวจสอบการแสดงราคา

กล่าวง่ายๆ คือ แบ่งหน้าที่ตามกฎหมายชัดเจนมาตั้งแต่ปี 2534

∙ กระทรวงพลังงาน → คุมโครงสร้างราคา ต้นทุน กองทุนน้ำมัน

∙ กระทรวงพาณิชย์ → ตรวจปลายทาง เช่น ป้ายราคา หัวจ่าย การขายเกินราคา การกักตุน

แล้วทำไมนายพีระพันธุ์ออกมาตั้งคำถามกับ รมว.พาณิชย์? นี่คือจุดที่ต้องอ่านด้วยสติปัญญา ไม่ใช่ความรู้สึก

รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยตั้งข้อสังเกตว่า ปัญหาน้ำมันอยู่ในมือกระทรวงพลังงาน และนายพีระพันธุ์เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มีอำนาจเต็ม ดูแลโครงสร้างพลังงานมาหลายปี เห็นโครงสร้างราคาทั้งหมด แล้วทำไมไม่ทำให้เสร็จเมื่อมีอำนาจ

นี่คือ ดาบสองคมที่ย้อนกลับ

นักการเมืองที่โจมตีผู้อื่นในพื้นที่ที่ตัวเองเคยมีอำนาจแต่ไม่แก้ กำลังเปิดเผยธาตุแท้ของตัวเอง ไม่ใช่ผู้อื่น

ดังนั้น ถ้าจะตอบคำถามว่า “ออกมาดิสเครดิตกันเพื่ออะไร” คำตอบที่ระวังที่สุดและยืนบนข้อเท็จจริงที่สุดคือ “เพื่อช่วงชิงความชอบธรรมในการอธิบายวิกฤต” และ “เพื่อโยนต้นทุนทางความไม่พอใจของประชาชนไปให้อีกฝ่าย”

มากกว่าจะรีบสรุปว่าใครมีผลประโยชน์แอบแฝงโดยตรง เพราะสิ่งที่ปรากฏชัดในข่าวล่าสุดคือ การพยายามชี้ว่าอีกกระทรวงหนึ่ง “ควรทำมากกว่านี้”

ขณะเดียวกัน ฝ่ายตรงข้ามก็ย้อนถามกลับว่า หากมีคำตอบอยู่แล้ว เหตุใดตอนมีอำนาจในกระทรวงพลังงานจึงไม่จัดการให้เสร็จเสียแต่แรก นี่คือเกมการเมืองแบบคลาสสิก: ไม่ได้แข่งกันแค่แก้ปัญหา แต่แข่งกันนิยามว่าใครคือผู้ก่อปัญหา และใครคือผู้กอบกู้ปัญหา


บทที่ 2: ต่อให้ตัดเรื่องการเมืองออกไป ปัญหาน้ำมันแพงก็ยังอธิบายได้ด้วยข้อเท็จจริงเชิงโครงสร้างล้วน ๆ

ราคาน้ำมันไทยไม่ได้เกิดจากใจนักการเมืองคนใดคนหนึ่ง หากเกิดจาก….

“ต้นทุนเนื้อน้ำมันในตลาดโลก ภาษี เงินส่งเข้ากองทุนต่าง ๆ และค่าการตลาด”

สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอธิบายชัดว่า ราคาหน้าปั๊มประกอบด้วยต้นทุนเนื้อน้ำมัน ภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาล ภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินกองทุนน้ำมัน เงินกองทุนอนุรักษ์พลังงาน และค่าการตลาด

ส่วน สนพ. ก็ระบุชัดอีกชั้นว่า “โครงสร้างราคาน้ำมัน” ที่เผยแพร่รายวันเป็นข้อมูลอ้างอิงสาธารณะ มิใช่ราคาควบคุมที่รัฐกำหนดโดยตรง นั่นหมายความว่า รัฐไทยยังใช้ระบบแข่งขันเสรีเป็นฐาน ไม่ได้กลับไปควบคุมราคาน้ำมันแบบเบ็ดเสร็จเหมือนในอดีต

แรงกระแทกหลักของรอบนี้มาจากตลาดโลกจริง Reuters รายงานว่า Brent พุ่งขึ้นถึง 59% ในเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นรายเดือนที่แรงที่สุดครั้งหนึ่ง จากการขยายวงของสงครามอิหร่านและความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่งสำคัญอย่างฮอร์มุซ ขณะเดียวกัน กรมธุรกิจพลังงานเปิดข้อมูลว่า ไทยจัดหาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางราว 53% ของทั้งหมด จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะรับแรงสะเทือนจากภูมิภาคนี้โดยตรง นี่คือเหตุผลว่าทำไมจะโทษการบริหารในประเทศอย่างเดียวไม่ได้ เพราะต้นทุนต้นน้ำถูกเขย่าจากภายนอกก่อนแล้ว

อย่างไรก็ตาม คำว่า “น้ำมันแพง” กับ “น้ำมันไม่พอ” ต้องแยกจากกันให้ชัด ในระดับประเทศ กระทรวงพลังงานยืนยันว่าประเทศไทยมีน้ำมันสำรองใช้ได้ 95 วัน และรัฐบาลยังสั่งเพิ่มสัดส่วนการสำรองตามกฎหมายจาก 1% เป็น 3% เพื่อยืดความมั่นคงด้านพลังงาน

แต่ในระดับหน้างาน ปัญหาขาดแคลนเฉพาะจุดเกิดขึ้นจริง กรมธุรกิจพลังงานตรวจสถานีบริการ 2,649 แห่งช่วง 15-17 มีนาคม พบว่าปิดบริการเพราะขาดน้ำมัน 247 แห่ง เปิดแต่บางชนิดหมดหรือใกล้หมด 1,912 แห่ง และมีเพียง 496 แห่งที่มีน้ำมันเพียงพอ

สาเหตุหลักที่รายงานไว้คือ ความต้องการใช้น้ำมันพุ่งขึ้น 45.7% ผู้ค้าน้ำมันจัดสรรลดลง 40% รถขนส่งไม่พอ 7.4% และคลังไม่มีสินค้า 6.8% ภาพจริงจึงไม่ใช่ “ประเทศหมดน้ำมัน” แต่คือ “ระบบกระจายตึงตัวจนเกิดของขาดเฉพาะพื้นที่”

ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะมันตอบคำถามว่าเหตุใดบางคนเห็นว่าปั๊มแถวบ้านน้ำมันหมด จึงเข้าใจไปว่าประเทศไม่มีน้ำมันแล้ว ทั้งที่ข้อมูลระดับประเทศยังไม่ใช่แบบนั้น ยิ่งไปกว่านั้น การตรวจคลังน้ำมัน 7 แห่งช่วง 21-23 มีนาคมยังไม่พบความผิดปกติเรื่องการติดป้ายราคา และปริมาณจ่ายในเดือนมีนาคมก็ใกล้เคียงหรือสูงกว่าเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ข้อมูลเหล่านี้ทำให้ข้อสรุปที่ถูกต้องต้องอยู่ตรงกลาง: มีปัญหาจริง แต่ยังไม่ถึงขั้นล่มทั้งระบบ


บทที่ 3: ทำไมน้ำมันจึงแพง อ่านโครงสร้าง ไม่ใช่อ่านอารมณ์

ราคาน้ำมันในไทยไม่ได้กำหนดโดยนักการเมืองคนใดคนหนึ่ง มันเกิดจากหลายชั้นที่ซ้อนกัน
ชั้นที่ 1 ราคาโลก

ผลกระทบจากเหตุการณ์สู้รบระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่าน ที่มีความรุนแรงและมีแนวโน้มยืดเยื้อกว่าที่คาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่เป็นวิกฤตราคาที่ทุกประเทศทั่วโลกต้องเผชิญ

ราคาน้ำมันในแถบอาเซียนปรับขึ้นอย่างร้อนแรง ข้อมูลของ สนพ. ณ วันที่ 23 มีนาคม 2569 ระบุว่า เบนซินสิงคโปร์ 89.27 บาท/ลิตร และดีเซล 95.96 บาท/ลิตร

ขณะที่กัมพูชา ฟิลิปปินส์ และไทย ล้วนปรับขึ้นจากฐานเดิมกว่า 30%

ไทยจึงไม่ได้แพงเพราะรัฐบาลชุดนี้บริหารผิดพลาด แต่เพราะเราอยู่ในโลกใบเดียวกัน

ชั้นที่ 2 กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องเพิ่มเงินอุดหนุนสูง ณ วันที่ 26 มีนาคม 2569 กองทุนน้ำมันติดลบราว 38,000 ล้านบาท ไหลออกวันละราว 1,700 ล้านบาท และยังชดเชยดีเซลราว 19.12 บาท/ลิตร” นี่คือชุดตัวเลขที่ปรากฏในคำชี้แจงและข่าวหลักช่วงล่าสุด ส่วนวันถัดมาบางรายงานระบุอัตราไหลออกเฉลี่ยราว 1,300 ล้านบาทต่อวันแล้ว แปลว่าตัวเลขเปลี่ยนเร็วมาก

นี่คือเหตุผลที่ “ขึ้นราคา 6 บาท” ไม่ใช่การปล้น แต่เป็นการที่ “กันชนพัง” หลังจากดูดซับแรงกระแทกราคาโลกมานานเกินกำลัง
ชั้นที่ 3 โครงสร้างภาษีและค่าการตลาด

ค่าการกลั่นเดือนมีนาคม (1-26 มี.ค.) อยู่ที่ลิตรละ 6.3 บาท สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งปี 2568 ที่ 1.71 บาทอย่างมีนัยสำคัญ นักวิชาการบางส่วนเสนอให้พิจารณาเก็บภาษีลาภลอย เข้ามาเสริมกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นข้อเสนอที่น่าสนใจและควรเข้าสู่การถกเถียงสาธารณะ


บทที่ 4: เรื่อง ลักลอบส่งออกหรือน้ำมันเถื่อน?

ต้องตอบแบบไม่สุดโต่งว่า “มีแรงจูงใจสูง” แต่ “หลักฐานเชิงระบบยังต้องพิสูจน์” รัฐเองยอมรับชัดว่าความต่างของราคากับประเทศเพื่อนบ้านอาจนำไปสู่การกักตุนและลักลอบได้

และนี่เป็นตรรกะเศรษฐศาสตร์ตรงไปตรงมา

ถ้าราคาภายในต่ำกว่าภายนอกมาก ก็ย่อมมีแรงจูงใจให้คนเอาของราคาถูกไปขายในตลาดที่แพงกว่า แต่แรงจูงใจไม่เท่ากับข้อพิสูจน์ว่ามีขบวนการใหญ่ทุกครั้ง ล่าสุดข้อมูลจากกรมธุรกิจพลังงานพบการเก็บน้ำมันโดยไม่ได้แจ้งและไม่ได้รับอนุญาตในสระบุรีราว 40,000 ลิตร และมีการยึดของกลางดำเนินคดี แต่นั่นยังไม่ใช่หลักฐานว่าปัญหาขาดแคลนทั้งระบบเกิดจากขบวนการน้ำมันเถื่อนเป็นตัวการหลักทั้งหมด

อีกชั้นหนึ่งที่คนมักปะปนกัน คือ การส่งออกตามกฎหมาย กับ การลักลอบส่งออก ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ข้อมูลห่วงโซ่อุปทานวันที่ 24 มีนาคมระบุว่า น้ำมันดีเซลพื้นฐานที่ส่งไปประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาวและเมียนมามีประมาณ 5.85 ล้านลิตร ขณะที่ปริมาณดีเซลที่จำหน่ายในประเทศอยู่ที่ 85.757 ล้านลิตร แปลว่าการค้าข้ามแดนตามปกติมีอยู่จริง แต่หากจะอธิบายปัญหาขาดแคลนหน้าปั๊มทั้งประเทศด้วยการส่งออกอย่างเดียว ก็ยังไม่พอรองรับด้วยตัวเลข เพราะต้นเหตุสำคัญที่รัฐรายงานเองคือความต้องการพุ่ง ระบบจัดสรรลดลง และคอขวดด้านขนส่งมากกว่า
ส่วนคำว่า “กินสองเด้ง” นั้น ใช้ได้ในเชิงกลไก ถ้าหมายถึง เด้งแรกคือกำไรจากส่วนต่างราคา และเด้งที่สองคือผลประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้นจากการบังคับใช้กฎหมายที่อ่อนแอหรือการสมคบกับเจ้าหน้าที่บางส่วน แต่จะใช้คำนี้กับบุคคลหรือกลุ่มการเมืองใดโดยเฉพาะ ต้องมีพยานหลักฐานระดับคดี ไม่ใช่อาศัยอารมณ์หรือการเหมารวม เพราะเมื่อใดที่การวิเคราะห์ข้ามจาก “แรงจูงใจมีอยู่จริง” ไปเป็น “คนนั้นต้องมีเอี่ยวแน่” โดยไม่มีหลักฐาน เมื่อนั้นเราจะออกจากพื้นที่ข้อเท็จจริงและตกไปอยู่ในพื้นที่การกล่าวหา


บทที่ 5: ภาษีน้ำมัน ควรยืดหยุ่นแค่ไหน

คำตอบคือ ควรยืดหยุ่นได้ แต่ต้องใช้แบบฉุกเฉิน มีเป้าหมาย และมีกรอบเวลา ปัจจุบันกรมสรรพสามิตยังมีมาตรการขยายเวลาปรับลดภาษีสรรพสามิตดีเซลลิตรละ 5 บาทอยู่แล้ว และ ครม. นัดพิเศษวันที่ 26 มีนาคมก็ให้กระทรวงการคลังพิจารณาลดภาษีเพิ่มเติมตามความเหมาะสม นี่แปลว่าแนวคิด “ภาษียืดหยุ่น” ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน แต่กำลังถูกใช้จริงเป็นกันชนชั่วคราวเพื่อลดแรงกระแทกค่าครองชีพ
ข้อดี: บรรเทาความเจ็บปวดระยะสั้นได้จริง

ข้อจำกัด: ภาษีสรรพสามิตน้ำมันเป็นรายได้หลักของรัฐ การลดนานเกินไปจะซ้ำเติมงบประมาณในวันที่ประเทศต้องการเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และในที่สุดก็จะถูกผลักภาระกลับมาสู่ประชาชนในรูปแบบอื่น

แต่สิ่งที่ประชาชนต้องเข้าใจควบคู่กันคือ รัฐไม่สามารถตรึงราคาด้วยเงินไม่จำกัด ก่อนการปรับราคาเมื่อ 26 มีนาคม กองทุนน้ำมันอุดหนุนดีเซลอยู่ราว 19 บาทต่อลิตร มีเงินไหลออกวันละประมาณ 1,700 ล้านบาท และติดลบสะสมประมาณ 38,000 ล้านบาท ต่อมามีการปรับอัตราอุดหนุนดีเซลลงเหลือ 16.02 บาทต่อลิตร มีผล 27 มีนาคม นี่คือภาษาของความจริงทางการคลัง: รัฐช่วยได้ แต่ช่วยแบบไม่รู้จบไม่ได้ ถ้าตรึงนานเกินไป วันนี้เราอาจรู้สึกว่า “น้ำมันไม่แพง” แต่วันหน้าภาระจะย้อนกลับมาในรูปหนี้กองทุน งบประมาณที่หายไป หรือภาษีรูปแบบอื่นอยู่ดี


บทสรุป:

ถ้าจะสรุปให้ตรงที่สุด วิกฤตน้ำมันรอบนี้ไม่ได้เกิดจาก “คนใดคนหนึ่งทำพลาด” เพียงมิติเดียว แต่มาจากการบรรจบกันของ 3 ปัจจัย
หนึ่ง ต้นทุนโลกพุ่งจากสงคราม

สอง ระบบกันชนในประเทศทั้งกองทุนน้ำมันและระบบกระจายเริ่มตึงตัว

สาม นักการเมืองใช้ความเดือดร้อนของประชาชนเป็นเวทีแข่งขันกันอธิบายว่าใครผิดมากกว่าใคร

ในสถานการณ์แบบนี้ ประชาชนจึงต้องระวังที่สุดไม่ใช่แค่ราคาน้ำมัน แต่ต้องระวัง “คำอธิบายราคาถูก” ที่พยายามทำให้ปัญหาโครงสร้างซับซ้อนกลายเป็นละครคนดีคนเลว


5 คำถามที่ประชาชนต้องถาม

ก่อนเชื่อใคร ลองถามตัวเองด้วย 5 คำถามนี้

  1. คนที่วิจารณ์รัฐบาล เคยมีอำนาจแก้ปัญหานี้แล้วทำได้หรือไม่? ถ้าไม่ทำ เหตุใดจึงเพิ่งรู้วิธีแก้ตอนหมดอำนาจ
  2. ราคาน้ำมันในประเทศเพื่อนบ้านเป็นอย่างไร? ถ้าแพงทั่วโลก ต้นเหตุอยู่ที่ตลาดโลก ไม่ใช่รัฐมนตรีคนใดคนหนึ่ง
  3. กองทุนน้ำมันที่ติดลบ 38,000 ล้านบาท มาจากไหน? มาจากการพยายามปกป้องประชาชนอย่างพวกคุณทุกคน แต่กำลังกลายเป็นหนี้ที่คุณต้องจ่ายคืน
  4. ใครเสนอ “แก้ทั้งระบบ” และใครเสนอแค่ “โจมตีคนอื่น”? แยกสองสิ่งนี้ออกจากกัน
  5. เมื่อวิกฤตผ่านไป ใครจะรับผิดชอบหนี้กองทุนน้ำมัน? คำตอบคือประชาชนทุกคน ดังนั้นการตรวจสอบจึงเป็นสิทธิ์ของคุณ แต่ต้องตรวจสอบบนข้อเท็จจริง ไม่ใช่บนอารมณ์

วิกฤตน้ำมันครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของ “คนดี vs คนเลว” มันคือบทเรียนว่า โครงสร้างพลังงานที่ผุกร่อนมานาน ราคาตลาดโลกที่ควบคุมไม่ได้ และการเมืองที่ขาดความกล้าตัดสินใจเชิงโครงสร้าง เมื่อมาบรรจบกันพร้อมกัน ประชาชนคือผู้

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นักเศรษฐศาสตร์แนะรัฐบาลส่งสัญญาณให้ชัด ถ้าลอยตัวน้ำมันก็ลอย ไม่งั้นจะเกิดวิกฤตศรัทธา

เพจ Dr. Nuch NOTES ของ ดร.นงนุช ตันติสันติวงศ์ นักวิชาการด้านเศรษฐกิจ การเงินและการคลังและภาษี โพสต์ข้อความให้ความรู้

'รทสช.'อยู่ยากใน‘รัฐบาลหนู2’ เจอพิษน้ำมัน ซัดกันเองฉ่ำ!

พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) อีกหนึ่งพรรคร่วมรัฐบาล “อนุทิน 2” หลังจาก รทสช.พ่ายในสนามเลือกตั้ง ได้ สส.เพียง 2 คน โดย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค ได้สละที่นั่ง สส.บัญชีรายชื่อให้ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ทำหน้าที่แทน ควบคู่กับ นายชัชวาลล์ คงอุดม สส.บัญชีรายชื่อ ส่วนพีระพันธุ์ขอลุยทำหน้าที่ขับคลื่อนพรรคเพียงหมวกเดียว

นักวิชาการ ไขโครงสร้างน้ำมันไทย ชี้น้ำมันแพงเพราะโครงสร้างภาษี ไม่ใช่ต้นทุนกลั่น

นักวิชาการ "ไขข้อเท็จจริงพลังงานไทย" เปิดข้อเท็จจริงที่โซเชียลไม่พูดถึง งัดข้อมูลวิชาการ กระเทาะเปลือก "โครงสร้างน้ำมันไทย" อยู่ภายใต้ระบบสัมปทาน เอกชนลงทุน-รัฐจัดเก็บรายได้ พร้อมชี้น้ำมันแพง เพราะโครงสร้างภาษี ไม่ใช่ต้นทุนกลั่น

ศบก. เผยหน่วยความมั่นคง จับตาม็อบต่างชาติส่อใช้ไทยเป็นพื้นที่พักพิง หวั่นชักศึกเข้าบ้าน

ศบก. เผย มีน้ำมันเข้าสู่ตลาด 128 ล้านลิตร เพียงพอช่วงสงกรานต์ จับตาการเคลื่อนไหวชุมนุมของกลุ่มสนับสนุนประเทศสหรัฐ-อิหร่าน อย่างใกล้ชิด

'พลังงาน' เร่งระบายน้ำมันสำรอง หลังยอดใช้ดีเซลพุ่งสูง ยังไม่ได้หารือลดภาษีสรรพสามิต

นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน แถลงภายหลังการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ว่า ในวันนี้ (30 มี.ค.) ศบก.ได้รับทราบรายงานสถานการณ์น้ำมันเชื้อเพลิงล่าสุดของประเทศ