อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกาชี้คำสั่งศาลไม่หยุดวันนี้แค่ยกแรกต้องติดตามบทสรุปด้วยใจระทึก!

02 เม.ย.2569 - นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “เมื่อ Barcode เขย่าความชอบธรรมของสภา: ศาลไม่หยุดวันนี้ แต่อาจเปิดประตูสู่แรงสะเทือนในวันหน้า” ระบุว่า คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ที่มีมติไม่รับคำร้องของ ‘ทนายอั๋น บุรีรัมย์’ (นายภัทรพงศ์ ศุภักษร) และปฏิเสธมาตรการชั่วคราวเพื่อชะลอการเปิดประชุมสภาฯ อาจดูเหมือนเป็นการลดอุณหภูมิทางการเมืองในระยะสั้น แต่หากพิจารณาให้ลึกซึ้ง นี่เป็นเพียง "ยกแรก" ของพายุที่กำลังก่อตัว

สิ่งที่สังคมต้องแยกแยะให้ชัดคือ คำสั่งนี้ไม่ใช่การตัดสินคดีหลัก! คดีสำคัญที่ผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ในประเด็น "บัตรเลือกตั้งที่มี Barcode และ QR Code" จะกระทบต่อการเลือกตั้งหรือไม่ ยังคงอยู่ในการพิจารณาของศาล

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ศาลยังไม่ได้ตอบคำถามที่เป็นหัวใจสำคัญว่า: การเลือกตั้งครั้งนี้ "เป็นการออกเสียงโดยลับ" ตามรัฐธรรมนูญหรือไม่? และคำตอบนี้เองที่กุมชะตากรรมความชอบธรรมของสภาทั้งชุดเอาไว้

ไม่รับคำร้อง: ความถูกต้องในทางเทคนิค

ในมุมกฎหมาย เหตุผลของศาลมีน้ำหนักที่ปฏิเสธไม่ได้ เนื่องจากคดีหลักมี "ผู้ตรวจการแผ่นดิน" เป็นผู้ร้องอยู่แล้ว ตามระเบียบวิธีพิจารณา สิทธิในการแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องย่อมเป็นของคู่ความโดยตรง ทนายอั๋นในฐานะบุคคลภายนอกจึงไม่มีอำนาจทางกฎหมายที่จะยื่นคำร้องซ้อนเข้ามาเพื่อขอมาตรการชั่วคราวในนามตนเองได้

ช่องโหว่ของเหตุผล: มาตรการชั่วคราวกับข้อเท็จจริง

จุดที่น่าตั้งข้อสังเกตคือ เหตุผลที่ศาลระบุว่า “ยังไม่มีเหตุป้องกันความเสียหายอันใกล้จะถึง” ซึ่งดูจะขัดแย้งกับสถานการณ์จริงอย่างยิ่ง! เพราะในขณะที่คดีหลักยังไม่จบ กระบวนการทางการเมืองกลับรุดหน้าไปจนถึงการเลือกประธานสภาฯ รองประธานสภาฯ และเลือกนายกรัฐมนตรีเสร็จสิ้นไปแล้ว

หากท้ายที่สุดศาลวินิจฉัยว่าการเลือกตั้ง "โมฆะ" ความเสียหายที่เกิดขึ้นจะไม่ใช่แค่เรื่องทางเทคนิค แต่จะเป็นความเสียหายต่อโครงสร้างอำนาจรัฐที่ยากจะเยียวยา (Irreparable Harm)

Barcode กับหลัก "การออกเสียงโดยลับ"

ในทางประชาธิปไตย นี่คือ "เส้นตาย" (Red Line) ของความอิสระ หลักการเลือกตั้งโดยลับมีไว้เพื่อรับประกันความบริสุทธิ์ยุติธรรม:

ปราศจากการข่มขู่: ผู้ใช้สิทธิไม่ต้องกลัวการถูก "เช็กบิล" ภายหลัง

ตัดวงจรซื้อเสียง: ผู้ซื้อไม่สามารถตรวจสอบหลักฐานการลงคะแนนได้จริง

หากบัตรเลือกตั้งสามารถสืบย้อนกลับ (Traceable) ไปถึงตัวบุคคลได้ ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ ย่อมทำลายความเชื่อมั่นของระบบลงทันที เพียงแค่มีความ "เป็นไปได้" ในการระบุตัวตน หลักการเลือกตั้งโดยเสรีและเป็นธรรมก็สั่นคลอนแล้ว

ศาลเลือกไม่หยุดวันนี้ แต่คำวินิจฉัยวันหน้าอาจแรงกว่า

ท่าทีของศาลในวันนี้คือการเลือก "ไม่แทรกแซงกระบวนการฝ่ายนิติบัญญัติในทันที" เพื่อรักษาเสถียรภาพเฉพาะหน้า แต่ในขณะเดียวกัน ศาลก็ได้ถือ "ไพ่ตาย" ใบใหญ่ที่สุดไว้ในมือ

หากคำวินิจฉัยในคดีหลักออกมาว่า การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ ผลกระทบจะรุนแรงระดับแผ่นดินไหว เพราะมันหมายถึง:

1.ความไม่ชอบธรรม ของสภาผู้แทนราษฎรทั้งชุด หรือบางส่วน (สส.บัญชีรายชื่อ)

2.สุญญากาศทางอำนาจ ของรัฐบาลที่อุบัติขึ้นจากสภานั้น

3.วิกฤตศรัทธา ต่อองค์กรอิสระ และความเสี่ยงทางอาญาต่อผู้ที่เกี่ยวข้องหากพบการทุจริตประพฤติมิชอบ

บทสรุป

คำสั่งในวันนี้ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของบรรทัดฐานใหม่ ศาลไม่ได้ปิดประตูคดี หากแต่เปิดประตูทิ้งไว้ให้คำวินิจฉัยในอนาคตมีอำนาจชี้ขาดถึงขั้น "ล้างไพ่" ทั้งกระดานหรือบางส่วน

คดี “Barcode บนบัตรเลือกตั้ง” จึงไม่ใช่แค่เรื่องของแผ่นกระดาษ แต่มันคือบทพิสูจน์ว่า "ความลับในการลงคะแนน" ยังเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในประชาธิปไตยไทยหรือไม่ และนี่อาจกลายเป็นบรรทัดฐานที่สำคัญที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยปี 2569

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ที่แท้บันเทิงธิปไตย! 'โรม' ใช้ตีกิน 'กองทัพ-กอ.รมน.' มา 8 ปี

นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือเอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า "บันเทิงธิปไตย“ นี่คือกลยุทธที่เรียกกองทัพ และ กอ.รมน. ไป "หลอกรับประทาน" มา 8 ปี ของนายรังสิมันต์ โรม ใช่หรือไม่?

ดร.ณัฏฐ์ ชี้ คดีฮั้ว สว. ไม่เข้าเกณฑ์ล้มล้างการปกครอง-ไม่ใช่รัฐประหารเงียบ

นักกฎหมายมหาชนชี้ สว.สำรองกลุ่ม 11 ยื่น อสส.เป็นเพียงเทคนิคเปิดช่องอำนาจฟ้องตรงศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เรื่องใหม่ มองข้อเท็จจริงคดีฮั้ว สว.ไม่เข้าองค์ประกอบล้มล้างการปกครอง ซัดกลุ่มแพ้แล้วพาล อยากเป็น สว.ตัวจริง เชื่อโอกาสสูงศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้องไว้วินิจฉัย

วัส จับตาคำร้อง ผู้สมัครสว. สู่ศาลรธน. เทียบเคียง 'รัฐประหารเงียบ'

วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า จากคำร้อง 17 หน้าสู่ข้อสงสัย “รัฐประหารเงียบ”: เมื่อการยึดสภาสูงอาจข้ามเส้นสู่การล้มล้างการปกครอง?