เอ็ดดี้ วิเคราะห์ละเอียดยิบ สามทหารเสือเสื้อน้ำเงิน มือไม้ถึงเท่าราคาคุย จริงหรือไม่?

6 เม.ย.2569-อัษฎางค์ ยมนาค หรือเอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระและครีเอเตอร์ดิจิทัล โพสต์เฟซบุ๊ก “เอ็ดดี้ อัษฎางค์” เรื่อง “สามทหารเสือเสื้อน้ำเงิน มือไม้ถึงเท่าราคาคุย จริงหรือไม่?” เนื้อหาระบุว่า นิด้าโพลล่าสุด (5 เม.ย. 2569) สำรวจความมั่นใจประชาชนต่อ 3 รัฐมนตรีคนนอกรัฐบาลอนุทิน พบส่วนใหญ่ไม่มั่นใจในการแก้วิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ แต่ถ้าหากมองตามหลักเหตุผลและข้อเท็จจริงในเชิงรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ ผมไม่เชื่อโพลนี้ เพราะ

1. คนที่มาเป็นตัวอย่างหรือคนทำแบบสำรวจเป็นกลุ่มคนที่ไม่เอาพรรภูมิใจไทยอยู่แล้ว และอาจมีคนที่นิยมพรรคประชาชนเป็นกลุ่มที่ถูกสำรวจมากกว่ากลุ่มอื่น แม้สถาบันโพลระดับชาติจะมีระเบียบวิธีวิจัย (Methodology) ในการสุ่มตัวอย่างให้ครอบคลุม แต่บรรยากาศทางการเมืองในแต่ละช่วงเวลาอาจทำให้ฐานเสียงบางกลุ่มมีความตื่นตัวในการแสดงความคิดเห็นมากกว่า หากกลุ่มตัวอย่างมีความเอนเอียงไปทางฝ่ายค้าน หรือมีความไม่พอใจตัวพรรคแกนนำเป็นทุนเดิม ผลโพลย่อมสะท้อนภาพความไม่เชื่อมั่นออกมาสูงกว่าปกติ การตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของกลุ่มตัวอย่างจึงเป็นสิ่งพึงกระทำเมื่ออ่านผลโพลทางการเมือง

2. ประชาชนส่วนใหญ่อาจยังไม่ตระหนักว่า สถานการณ์ปัจจุบันคือวิกฤตระดับโลกอันเป็นผลสืบเนื่องจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน จึงนำไปสู่การตำหนิรัฐบาลที่เกินเลยจากความเป็นจริง  อย่างไรก็ตาม แม้จะยอมรับว่าประสิทธิภาพในการรับมือของรัฐบาลยังมีข้อบกพร่อง แต่ข้อเท็จจริงคือ รัฐบาลไม่ได้เป็นผู้ก่อให้เกิดวิกฤตนี้ อีกทั้งปัญหาดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นหรือทวีความรุนแรงเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น หากแต่เป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างหนักหน่วงกับทุกประเทศทั่วโลก

วิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจที่เกิดจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สงครามหรือความขัดแย้งระดับโลก เป็น “ปัจจัยภายนอก” ที่รัฐบาลประเทศใดประเทศหนึ่งควบคุมได้ยากมาก

การแยกแยะระหว่าง “ต้นตอของวิกฤต” กับ “ประสิทธิภาพในการรับมือ” เป็นมุมมองที่คนส่วนใหญ่มักจะนำมาปะปนกันเมื่อต้องเผชิญกับภาวะบีบคั้นทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม แม้ต้นตอจะมาจากต่างประเทศ แต่ประชาชนย่อมคาดหวังให้รัฐบาลทำหน้าที่เป็น “โช้คอัพ” ลดแรงกระแทก เมื่อมาตรการรับมือของรัฐบาลมีช่องโหว่ หรือทำได้ไม่ดีพอ ธรรมชาติของการสำรวจความคิดเห็นมักสะท้อน “ความรู้สึก” ณ เวลานั้น เมื่อประชาชนต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น พวกเขามักจะพุ่งเป้าไปที่การตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของรัฐบาลก่อนเป็นอันดับแรก มากกว่าที่จะทำความเข้าใจโครงสร้างเศรษฐกิจมหภาคที่ซับซ้อน

ช่องว่างความเข้าใจที่เกิดขึ้นตรงนี้ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่ใหญ่กว่านั้น นั่นคือการที่สังคมยังขาดการสื่อสารที่เชื่อมโยงภาพใหญ่ระดับโลกเข้ากับปากท้องของชาวบ้าน สถานการณ์แบบนี้ยิ่งตอกย้ำว่า สังคมกำลังต้องการสื่อดิจิทัลเชิงวิเคราะห์ด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง สื่อที่กล้าจะตีแผ่ความจริงอย่างเป็นกลาง สามารถย่อยกลไกเศรษฐกิจมหภาคที่ซับซ้อนให้ประชาชนเข้าใจได้ว่า ส่วนไหนคือผลกระทบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จากโลก และส่วนไหนคือจุดบกพร่องในการบริหารจัดการที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบ

3. คนระดับศุภจีเป็นอดีต CEO ย่อมชอบความท้าทายในการแก้ปัญหา ไม่ใช่คนวิ่งหนีปัญหา

ศักยภาพและประสบการณ์ของผู้บริหารระดับนี้คุ้นเคยกับการแก้ปัญหายากๆ และรักความท้าทาย เป็นไปได้มั้ยว่า คุณศุภจีเป็นคนทำงานเร็ว มีประสิทธิ์ภาพและประสิทธิผล แต่ระบบราชการและวงการการเมือง คือตัวปัญหาซึ่งเป็นสิ่งใหม่ที่ศุภจีเพิ่งมาเจอ ปัญหานี้ตรงกับทฤษฎีทางรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ที่มักเรียกว่า “ปัญหาคอขวดของเทคโนแครต” เมื่อผู้เชี่ยวชาญหรือผู้บริหารระดับสูงจากภาคเอกชน (Technocrat) ต้องเข้ามากุมบังเหียนในระบบราชการและการเมือง

อำนาจสั่งการเบ็ดเสร็จ (Top-down) ปะทะ การบริหารฉันทามติ (Consensus Building) ในภาคเอกชน CEO คือยอดพีระมิด เมื่อตัดสินใจแล้ว นโยบายจะถูกสั่งการลงไป (Top-down) ทันที ทุกแผนกต้องวิ่งรับลูกเพื่อทำให้สำเร็จตาม KPI ในการเมืองและราชการ รัฐมนตรีไม่ได้มีอำนาจเบ็ดเสร็จ 100% การจะขับเคลื่อนนโยบายต้องผ่านการต่อรองกับ “ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย” จำนวนมาก ทั้งพรรคร่วมรัฐบาล (ที่มีวาระของตัวเอง), สส. ในสภา, ไปจนถึงข้าราชการประจำ (ปลัดกระทรวง, อธิบดี) ที่เป็นผู้ถือกลไกปฏิบัติ การทำงานจึงต้องเน้นการประนีประนอมและสร้างฉันทามติ ซึ่งกินเวลาและลดทอนความรวดเร็ว

ความคล่องตัว ปะทะ กฎระเบียบ ในภาคเอกชน เน้นความรวดเร็ว ยืดหยุ่น ลองผิดลองถูกได้ เพื่อชิงความได้เปรียบทางธุรกิจ

ในระบบราชการ ถูกออกแบบมาให้ “รัดกุม” มากกว่า “รวดเร็ว” เพื่อป้องกันการทุจริต ทุกอย่างต้องเป๊ะตามระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง พ.ร.บ.งบประมาณ และขั้นตอนทางกฎหมายมากมาย (Red Tape) แม้รัฐมนตรีจะคิดนโยบายแก้ปัญหาได้เร็วแค่ไหน แต่ถ้าข้าราชการประจำบอกว่า “ทำไม่ได้ ติดระเบียบข้อนี้” ทุกอย่างก็ต้องหยุดชะงัก หรือต้องเสียเวลาไปแก้กฎหมายก่อน

ผลกำไรเชิงประจักษ์ ปะทะ ทุนทางการเมือง ในภาคเอกชน วัดผลกันที่ตัวเลข กำไร-ขาดทุน ชัดเจน ในทางการเมือง บางนโยบายที่ดีต่อเศรษฐกิจในระยะยาว อาจไปขัดใจฐานเสียง ขัดผลประโยชน์กลุ่มทุน หรือทำให้พรรคเสียคะแนนนิยม (เสียทุนทางการเมือง) รัฐมนตรีคนนอกที่มาด้วยความตั้งใจแก้ปัญหาเพียวๆ มักจะชนกำแพงนี้อย่างจัง เพราะนักการเมืองอาชีพจะคอยเบรกเพื่อรักษาฐานเสียง

คุณศุภจีในฐานะอดีต CEO อาจจะยังมีสปีดการทำงานและความมุ่งมั่นในระดับสูง แต่ “เครื่องยนต์” ที่เธอต้องใช้ขับเคลื่อน (ระบบราชการ) และ “สภาพถนน” (การเมืองพรรคร่วม) มันไม่เอื้อให้ทำความเร็วได้เหมือนเดิม ประชาชนที่เห็นแต่ผลลัพธ์ปลายทางจึงรู้สึกว่านโยบายไม่ออกมาเป็นรูปธรรมเสียที

ถ้าวิเคราะห์ปัญหาของศุภจี แล้วคงมีคนถามถึงอีก 2 คนคือ เอกนิติ กับ สีหศักดิ์ ซึ่งเป็นอดีตข้าราชการ เป็นยังไง ในขณะที่คุณศุภจีเผชิญกับ “ปัญหาคอขวดของคนนอก” คุณเอกนิติ และคุณสีหศักดิ์ ซึ่งเป็นอดีตข้าราชการระดับสูง จะเผชิญกับความท้าทายในรูปแบบที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ในทางรัฐศาสตร์เราอาจเรียกสภาวะนี้ว่า “กับดักของเทคโนแครต”

หากวิเคราะห์จากภูมิหลังของทั้งสองท่าน ข้อได้เปรียบและข้อจำกัดจะแสดงออกในมิติเหล่านี้

1. ข้อได้เปรียบ: “ความเชี่ยวชาญในระบบ

ต่างจากคุณศุภจีที่เพิ่งมาเจอระบบราชการ ทั้งคุณเอกนิติ และคุณสีหศักดิ์ “รู้ทางลมราชการ” เป็นอย่างดี ทั้งสองท่านรู้ว่ากลไกของรัฐทำงานอย่างไร กฎหมายข้อไหนเป็นข้อจำกัด และจะสั่งการข้าราชการประจำอย่างไรให้งานเดินหน้า ท่านไม่มีปัญหาในการปรับตัวเข้ากับระเบียบราชการ เพราะเคยเป็นยอดพีระมิดของระบบนั้นมาก่อน

2. ข้อจำกัดที่ 1: “สภาวะขาลอยทางการเมือง

นี่คือจุดอ่อนที่อันตรายที่สุดของอดีตข้าราชการที่มาเป็นรัฐมนตรีโควตาคนนอก แม้จะเก่งกาจเพียงใด แต่เมื่อไม่มี “ฐานเสียง สส.” ในสภาเป็นของตัวเอง อำนาจต่อรองทางการเมืองจึงต่ำมาก กรณีคุณเอกนิติ การแก้วิกฤตเศรษฐกิจมักต้องใช้ยาแรง เช่น การตัดงบประมาณ การปรับโครงสร้างภาษี หรือการยกเลิกการอุดหนุนบางอย่าง นโยบายเหล่านี้ถูกต้องตามหลักเศรษฐศาสตร์ แต่อาจไปขัดใจฐานเสียงของนักการเมือง เมื่อถึงจุดที่ต้องผลักดันนโยบายที่กระทบความนิยม พรรคร่วมรัฐบาลอาจไม่ยอมเป็นเกราะกำบังให้

กรณีคุณสีหศักดิ์ การรักษาสมดุลทางภูมิรัฐศาสตร์ (เช่น ท่าทีต่อสหรัฐฯ และอิหร่าน) ต้องอาศัยความเด็ดขาด แต่หากการตัดสินใจนั้นส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของกลุ่มทุนการเมือง ท่านก็อาจถูกแทรกแซงได้ง่าย

3. ข้อจำกัดที่ 2: “กับดักความคุ้นชินและหลีกเลี่ยงความเสี่ยง

DNA ของข้าราชการถูกฝึกมาให้ทำงานตามระเบียบ และหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีในยามปกติ แต่ในยาม “วิกฤต” ที่โลกหมุนเร็วและต้องการนโยบายที่แหกกรอบ ความคุ้นชินกับการ “เพลย์เซฟ” อาจทำให้การตัดสินใจเชื่องช้า ขาดความกล้าได้กล้าเสีย หรือเน้นแก้ปัญหาเชิงประคองสถานการณ์มากกว่าการผ่าตัดใหญ่

4. ภาพลักษณ์ในสายตาประชาชน

ในสายตาของประชาชน ข้าราชการระดับสูงมักถูกมองว่าเป็นตัวแทนของ “ระบบเดิม” ประชาชนที่กำลังเดือดร้อนจากวิกฤตมักคาดหวังผู้นำที่เป็น “Change Agent” ที่พร้อมจะทุบโต๊ะและเปลี่ยนกติกา การตั้งอดีตข้าราชการมาคุมกระทรวงหลักจึงอาจไม่สร้างความตื่นเต้น หรือไม่สามารถดึงความเชื่อมั่นในเชิงจิตวิทยา ได้เท่าที่ควร ซึ่งสะท้อนออกมาในตัวเลขโพลที่ระบุว่าประชาชน “ไม่ค่อยมั่นใจ/ไม่มั่นใจเลย” ในสัดส่วนที่สูง

สรุปภาพรวม

คุณศุภจี เหมือนคนขับรถแข่งที่มาขับบนถนนลูกรังของระบบราชการ เครื่องยนต์แรงแต่วิ่งไม่ออก คุณเอกนิติ & คุณสีหศักดิ์ เหมือนคนขับที่รู้ทุกหลุมบ่อบนถนนเส้นนี้เป็นอย่างดี แต่ขับรถยนต์รุ่นเก่าที่เน้นความปลอดภัยสูงสุด และมีนักการเมืองคอยดึงเบรกมืออยู่เป็นระยะ ทำให้ไปไม่ถึงเป้าหมายได้ทันใจประชาชน

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ดิเรกฤทธิ์' ชี้ 4 ปมใหญ่วัดความสุจริตรัฐบาล 'น้ำมันขาด-แพง' ไม่ใช่แค่ปัญหาเศรษฐกิจ

ดร.ดิเรกฤทธิ์ ชี้ปัญหาน้ำมันขาดและแพง ไม่ใช่แค่ปัญหาเศรษฐกิจ แต่เป็นบททดสอบความสุจริตของรัฐบาล

'อดีตสว.สมชาย' ชงรื้อโครงสร้างพลังงาน 4 เรื่อง แก้วิกฤตน้ำมัน

นายสมชาย แสวงการ อดีตประธานคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ข้อเสนอเพื่อให้เกิดการปรับโครงสร้างพลังงานเชื้อเพลิง

'กรณ์' สะกิด 'เอกนิติ-คตร.' ย้อนดูรายงานสถานการณ์วิกฤติพลังงานเดือนก.ค.51 แก้ปมค่าการกลั่น

อย่าไปยอมให้ขู่จะปิดโรงกลั่น! กรณ์ แนะรัฐบาลดูรายงานสถานการณ์วิกฤติพลังงานช่วงเดือนกรกฎาคมปี 2551 แก้วิกฤตพลังงาน

"ปรับเล็กเพื่อเปลี่ยนใหญ่" ยุทธศาสตร์ประหยัดพลังงานท่ามกลางวิกฤตโลก

ท่ามกลางวิกฤตพลังงานที่ยืดเยื้อและผันผวนอย่างรุนแรง นานาประเทศทั่วโลกไม่ได้เพียงแค่บริหารจัดการเชื้อเพลิงเพื่อความมั่นคงเท่านั้น แต่ยังยกระดับ “มาตรการประหยัดพลังงานอย่างเข้มข้น” ให้เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและช่วยให้ประเทศอยู่รอด

น้ำมันที่หายไป 57 ล้านลิตร เมื่อความจริงกำลังถูกท้าทาย อันตรายกว่าวิกฤตพลังงาน

ดร.นพดล ชี้หากประชาชนส่วนใหญ่ไม่แยกข้อเท็จจริงออกจากการตีความ ไม่ตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูล และเชื่อกรอบการเล่าเรื่องที่ถูกปั่นกระแรงโซเชียลแรงที่สุด ประเทศจะเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า ‘ความเชื่อเข้าแทนที่ความจริง’ ซึ่งอันตรายกว่าวิกฤตพลังงานเสียอีก

'ปุ๊3บาท' หนุนรื้อสูตรค่าการกลั่น ชี้โครงสร้างราคาน้ำมันไทยเพี้ยน เก็บภาษีหลายตัวเกิน

นักพลังงาน ปุ๊ 3 บาท หนุนรื้อสูตรค่าการกลั่น ชี้โครงสร้างราคาน้ำมันไทย เพี้ยน เก็บภาษีหลายตัวเกิน เชื่อหากดีลกับโรงกลั่น คุยกันได้ก็จบ