ตั้งเป้าขึ้น Tier 1 สตช.ผนึกกำลังความร่วมมือสหรัฐ ยกระดับปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ค้ามนุษย์
29 เม.ย.2569 - พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบหมายให้ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศตคม.ตร.) พร้อมด้วยคณะผู้แทนระดับสูง ประกอบด้วย นางหัทยา คูสกุล อธิบดีกรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ กระทรวงการต่างประเทศ, นายสุริยา จินดาวงษ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ตลอดจนผู้แทนจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงแรงงาน และภาคประชาสังคม เดินทางเยือนกรุงวอชิงตัน ดีซี ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 21 - 25 เมษายน 2569 เพื่อเข้าร่วมการประชุมและชี้แจงผลการปฏิบัติงานของประเทศไทย ในด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กและเยาวชน
ในการเดินทางครั้งนี้ คณะผู้แทนจากประเทศไทยได้เข้าหารือร่วมกับผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา โดยรับทราบถึงนโยบายสำคัญของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มุ่งเน้นการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างเด็ดขาด เนื่องจากสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของพลเมืองอเมริกันมากกว่า 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 193,935 ล้านบาท) ในปีที่ผ่านมา โดยพบว่าฐานปฏิบัติการหลักของแก๊งคอลเซ็นเตอร์เหล่านี้กระจายตัวอยู่ในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะในประเทศกัมพูชา เมียนมา และสปป.ลาว ซึ่งมีพฤติการณ์หลอกลวงประชากรจากกว่า 40 ประเทศ รวมถึงคนไทย เพื่อนำไปบังคับใช้แรงงานในการหลอกลวงข้ามชาติ
ทางด้าน นางจานีน พีร์โร (Jeanine Pirro) อัยการเขตปกครองโคลัมเบีย สหรัฐอเมริกา และหัวหน้าคณะทำงานเฉพาะกิจปราบปรามศูนย์หลอกลวงข้ามชาติ (Scam Center Strike Force) ซึ่งรับคำสั่งตรงจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้กล่าวชื่นชมการดำเนินงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.ธัชชัยฯ ที่ได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการ Warroom IAC ซึ่งสามารถบูรณาการข้อมูลร่วมกับสถาบันการเงินและผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ นำไปสู่การอายัดบัญชีและติดตามทรัพย์สินคืนสู่ผู้เสียหายได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับสำนักงานสืบสวนกลาง (FBI) ที่นำไปสู่การจับกุมผู้กระทำความผิดและยึดทรัพย์สินได้เป็นจำนวนมาก
ในการประชุมหารือ พล.ต.อ.ธัชชัย ได้นำเสนอข้อมูลเชิงลึกด้านการข่าวและการสืบสวน กรณีการทลายฐานปฏิบัติการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่บริเวณชายแดนช่องจอม ประเทศกัมพูชา ซึ่งพบกลุ่มบุคคลหลากหลายสัญชาติกว่า 10,000 คน ที่ถูกหลอกลวงและบังคับใช้แรงงานในลักษณะ Romance Scam และการหลอกลวงให้ลงทุน นอกจากนี้ ยังมีการตรวจพบหลักฐานสำคัญที่เข้าข่ายการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ได้แก่ บัญชีรายชื่อและหมายเลขโทรศัพท์ของพลเมืองอเมริกันที่เป็นเป้าหมายกว่า 10,000 ราย ตลอดจนการค้นพบสถานที่ที่มีลักษณะคล้ายห้องคุมขัง อุปกรณ์ที่เชื่อว่าใช้ในการทรมานผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง รวมถึงห้องเอกซเรย์และห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ ซึ่งนำไปสู่ข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับการลักลอบค้าอวัยวะมนุษย์ในตลาดมืด หรือการทดลองที่ผิดหลักจริยธรรม ซึ่งทางการสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง และได้ตกลงที่จะยกระดับความร่วมมือทางการข่าวและการสืบสวนร่วมกับทางการไทย เพื่อขยายผลถึงกลุ่มผู้มีอิทธิพลหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในประเทศกัมพูชาต่อไป
คณะผู้แทนไทยยังได้เข้าหารือร่วมกับ นายเกบ เอโม (Mr. Gabe Amo) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ และสมาชิกคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนกฎหมายเกี่ยวกับการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ รวมถึง นายเดวิด วิลเลี่ยมส์ (Mr.David Williams) เจ้าหน้าที่อาวุโส กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา และ นางเรเชล เอ็ม. พอยน์เตอร์ (Mrs. Rachel M. Poynter) รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานติดตามและต่อต้านการค้ามนุษย์ (TIP Office) กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งรับผิดชอบในการประเมินระดับ Tier ของประเทศไทยในปีนี้ โดยได้ชี้แจงถึงความมุ่งมั่นและผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรมของไทย ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระดับ Tier 2 ต่อเนื่องมา 4 ปี โดยตั้งเป้าหมายที่จะได้รับการยกระดับสู่ Tier 1 เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นต่อภาคการลงทุนและการท่องเที่ยวของประเทศ
พล.ต.อ.ธัชชัยเผยเพิ่มเติมว่า เพื่อเป็นการตอกย้ำจุดยืนของประเทศไทยในการเป็นผู้นำด้านการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ในเดือนมิถุนายน ศกนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะดำเนินการเปิดตัวระบบ SHIELD ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูลแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ โดยมีประเทศภาคีเครือข่ายเข้าร่วมมากกว่า 10 ประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกา ซึ่งระบบดังกล่าวจะเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันไม่ให้พลเมืองไทยและพลเมืองของชาติต่างๆ ตกเป็นเหยื่อในการถูกฉ้อโกงออนไลน์ และถูกหลอกลวงไปทำงานในแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยืนยันว่าประเทศไทยจะทำการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และขบวนการค้ามนุษย์ซึ่งตั้งอยู่ตามแนวชายแดนไทยและประเทศเพื่อนบ้านให้สิ้นซาก และจะไม่ยอมเป็นทางผ่านของขบวนการอาชญากรรมเหล่านี้อย่างเด็ดขาด
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ผบ.ตร.นำคณะตำรวจ ร่วมลงนามถวายความอาลัย เบื้องหน้าพระรูป 'เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา'
ผบ.ตร. และนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ นำคณะผู้บังคับบัญชา ร่วมลงนามถวายความอาลัย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ ศาลาสหทัยสมาคม
เตรียมหนาว! ตร.เปิดศูนย์ปราบเล่นพนันบอลโลกแล้ว
ตร.ตั้งศูนย์ป้องกันและปราบปรามทายผลฟุตบอลโลก 2026 นำเทคโนโลยีวิเคราะห์เครือข่ายผู้กระทำความผิด รุก 3 ตัด 'ตัดเว็บ ตัดการเงิน ตัดวงจร' หาก จนท.เกี่ยวข้องฟันวินัย-อาญาเด็ดขาด
ตำรวจแนะ 5 ข้อก่อนถ่างตาดูบอลโลก!
สำนักงานตำรวจแห่งชาติแนะ 'ดูบอลโลกให้สนุก หลีกเลี่ยงการพนัน' โทษหนักทั้งผู้เล่นและเจ้ามือ
รวบขาใหญ่ยากูซ่าคาสนามบิน หลอกโอนเงินกว่า 200 ล้านบาท ก่อนหนีซุกไทย
กองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ (บก.ปพ.) ร่วมกับ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย กองกำกับการสืบสวนสอบสวน (บก.สส.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจศูนย์ ACSC ร่วมกันควบคุมตัว นายทาคาฟุมิ (MR.TAKAFUMI) อายุ 31 ปี สัญชาติญี่ปุ่น เป็นบุคคลต้องห้ามตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 12(7) มีพฤติการณ์เป็นที่น่าเชื่อถือว่าเป็นบุคคลที่เป็นภัยต่อสังคมหรือจะก่อเหตุร้ายให้เกิดอันตรายต่อความสงบสุข
สายด่วน 1441 ช่วยเหยื่อสแกมเมอร์ พบโทรแจ้งเพิ่ม ตัวเลขเสียหายลดลง
'ศูนย์ AOC 1441' ด่านหน้าช่วยเหลือประชาชน หนุนรัฐบาลลุยปราบสแกมเมอร์ ย้ำหลัก 'ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม' ไม่มีข้อยกเว้น
รวบหัวหน้าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวญี่ปุ่น ตั้งฐานปฏิบัติการอยู่ในกัมพูชา
ตำรวจ ตม.สืบสวนจับกุมหัวหน้าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวญี่ปุ่น ตั้งฐานสแกมเมอร์ในกัมพูชาหลอกลวงคนในประเทศเสียหายหลายพันล้านเยน ตำรวจญี่ปุ่นประสานความร่วมมือตามรวบได้ย่านทองหล่อ

