
กสม.ชี้ คุก VIP เอื้อนักโทษจีน-คนมีอิทธิพล เลือกปฏิบัติ-ละเมิดสิทธิมนุษยชน เตรียมส่งรายงานให้ ป.ป.ช. สอบต่อ จี้ กระทรวงยุติธรรม ขันน็อต คกก.สอบสวนเร่งสอบ แนะตรวจขยายผลคุกอื่นๆ กัน จนท.เลือกปฎิบัติ
1 พ.ค. 2569 – นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) แถลงผลการตรวจสอบกรณีคุก VIP ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ซึ่ง กสม. ได้ดำเนินการตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นการเลือกปฏิบัติเพื่อเอื้อประโยชน์โดยมิชอบและเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน สืบเนื่องจากกรณีที่ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมราชทัณฑ์ ตรวจค้นเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 มีการพบห้องลับที่ถูกดัดแปลงเป็นห้องรับรองพิเศษหรือห้อง VIP เพื่ออำนวยความสะดวกและให้บริการแก่กลุ่มผู้ต้องขังชาวจีนและผู้มีอิทธิพลที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติ
ทั้งนี้ในการประชุม กสม.ด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนเมื่อ 25 พฤศจิกายน 2568 เห็นว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ส่งผลกระทบต่อหลักความเสมอภาคซึ่งเป็นสาระสำคัญของหลักสิทธิมนุษยชน จึงได้มีมติให้หยิบยกเรื่องดังกล่าวขึ้นตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนตามในมาตรา 34 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 2560
ซึ่งจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้อง โดยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 4 และมาตรา 27 บัญญัติถึงการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพของบุคคลและห้ามเลือกปฏิบัติโดยไม่ชอบไม่ว่าจะเป็นเหตุแห่งถิ่นกำเนิดเชื้อชาติศาสนาของบุคคลซึ่งรวมถึงผู้ต้องขัง ซึ่งก็สอดคล้องกับมาตรฐานสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง
โดยผลการตรวจสอบของ กสม.พบว่าเมื่อวันที่ 16 พ.ย.2568 เจ้าหน้าที่จากกรมราชทัณฑ์ได้ส่วนที่กำลังกับเจ้าหน้าที่เรือนจำอื่น 11 แห่งเข้าจู่โจมตรวจค้นเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ พบอดีตผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯและคณะเลขานุการในพื้นที่บริเวณอาคารทำการและพบนายหน้าชาวจีนกับผู้หญิงชาวจีนอีก 1 คนอยู่บริเวณด้านนอกห้อง VIP โดยภายในห้องดังกล่าวพบผู้ต้องขังชาวจีนและหญิงชาวจีนกำลังปฏิบัติภารกิจส่วนตัว โดยในวันดังกล่าวช่วงเวลาก่อนหน้านั้นมีครอบครัวผู้ต้องขังทั้งชาวไทยและจีนเดินทางมาพบผู้ต้องขังในห้อง VIP ดังกล่าวด้วยทั้งที่เป็นวันหยุดราชการและห้ามมิให้บุคคลภายนอกพบผู้ต้องขัง
จากนั้นก็ได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบพฤติการณ์ของอดีตผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯและเจ้าพนักงานราชทัณฑ์จำนวน 1 รายเข้าข่ายปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ และไม่เป็นไปตามระเบียบราชการจึงรายงานผลต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมซึ่งต่อมาได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงกับผู้เกี่ยวข้องโดยอยู่ระหว่างการสอบสวน และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อยู่ระหว่างดำเนินการสอบสวนพฤติกรรมการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบไม่เป็นไปตามระเบียบราชการ เข้าข่ายการทุจริต จึงเชื่อได้ว่าเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯมีพฤติการณ์เอื้อประโยชน์โดยไม่ชอบต่อผู้ต้องขังชาวจีนรวมถึงผู้ต้องขังบางราย
นายวสันต์ ยังกล่าวอีกว่า จากการชี้แจงของผู้แทนกรมราชทัณฑ์และเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯพบว่าการเอื้อประโยชน์แก่ผู้ต้องขังบางรายทั้งการเยี่ยมญาติในลักษณะเป็นครอบครัวและการใช้บริการทางเพศมีสาเหตุจากการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องที่กำหนดอย่างเคร่งครัด โดยอดีตผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯมีพฤติกรรมสั่งการด้วยวาจาให้เลขานุการเบิกตัวผู้ต้องขังออกจากการควบคุมตามปกติเพื่อเลี่ยงการจัดทำเอกสารหลักฐานประกอบกับเป็นคำสั่งของบังคับบัญชาระดับสูงส่งผลให้เจ้าหน้าที่ผู้ใต้บังคับบัญชาผู้ควบคุมตัวไม่กล้าคัดค้านหรือบันทึกข้อมูลการเบิกตัวไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งไม่สอดคล้องกับระเบียบกฎหมายราชทัณฑ์และหลักการเยี่ยมญาติ
อีกทั้งยังพบว่าการให้ผู้ต้องขังใช้ห้อง VIP มักจะเกิดในช่วงวันหยุดราชการซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานจำนวนน้อยประกอบกับห้อง VIP เน้นพื้นที่เฉพาะผู้บริหารทำให้การรับรู้ของเจ้าหน้าที่เป็นไปโดยจำกัดส่งผลให้กลไกการตรวจสอบภายในไม่อาจทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นการที่เจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯมีพฤติการณ์เอื้อประโยชน์โดยมิชอบต่อผู้ต้องขังชาวจีนรวมถึงผู้ต้องขังบางคนส่งผลให้ผู้ต้องขังส่วนใหญ่ได้รับการปฏิบัติในสาระเดียวกันแตกต่างออกไปและไม่สอดคล้องกับหลักความเสมอภาพและการไม่เลือกปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้และตามหลักสากล และการเอื้อประโยชน์ดังกล่าวไม่ได้ทำโดยชอบด้วยกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง จึงรับฟังได้ว่าการกระทำของเจ้าหนี้เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯกรณีดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและควรส่งแรงงานการตรวจสอบให้กับคณะกรรมการป.ป.ช. ใช้ประกอบการพิจารณาตามอำนาจและหน้าที่ต่อไป
ดังนั้นการประชุมของ กสม.ในวันที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยังกระทรวงยุติธรรมให้เร่งรัดการดำเนินการของคณะกรรมการสอบสวนตามคำสั่งกระทรวงยุติธรรมที่ 240/2568 ลงวันที่ 24 พ.ย.2568 และให้รายงานความคืบหน้าผลการดำเนินงานต่อสาธารณชนเป็นระยะ เพื่อสร้างการรับรู้ความเชื่อมั่นและความไว้วางใจของประชาชนต่อระบบงานราชทัณฑ์ และให้กรมราชทัณฑ์สั่งการกำชับให้บุคลากรของเรือนจำและทัณฑสถานทุกแห่งปฏิบัติตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ 2560 และระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการเยี่ยมการติดต่อของบุคคลภายนอกกับผู้ต้องขังและการเข้าดูกิจการหรือติดต่อการงานกับเรือนจำพ.ศ 2561
รวมทั้งมาตรฐานการปฏิบัติงานด้านการควบคุมผู้ต้องขังอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเลือกปฏิบัติในลักษณะเดียวกันหรือคล้ายคลึงขึ้นอีก พร้อมทั้งให้กระทรวงยุติธรรมและกรมราชทัณฑ์ขยายผลการดำเนินการในลักษณะเดียวกับเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ไปยังเรือนจำและทัณฑสถานทุกแห่งเพื่อขจัดปัญหาการเลือกปฏิบัติต่อผู้ต้องขังและพฤติกรรมที่ไม่ชอบของเจ้าหน้าที่.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ส้มเขย่าอนุทิน 'มาเฟียหาดบางเทา' กำราบไม่อยู่ ท้าทายอำนาจรัฐ ไล่ฟ้องดะสื่อ-ปชช.
'เฉลิมพงศ์' ฉะ มาเฟียหาดบางเทา ท้าทายอำนาจรัฐ กลับมาไล่ฟ้องสื่อ-ปชช. หลัง 'นายกฯ' ลงพื้นที่แต่ยังมีอิทธิพลอยู่ ปูดมีแบ็ค ขรก.ใหญ่หนุนหลัง
‘ชัชชาติ’ เมินถูกคุ้ยปมแต่งตั้ง
“กกต.” เผยเลือกผู้ว่าฯ กทม.-สก.ยังไร้เรื่องร้องเรียน “ชัชชาติ” เมินถูกยื่น ป.ป.ช.ตรวจสอบ มอบฝ่าย กม.ดูคนแอบอ้าง “ชัยวัฒน์” โอ่กระแสดีขึ้น ผู้สมัคร
ร้องป.ป.ช.ฟัน‘ชัชชาติ’ ตั้ง17บิ๊กกทม.ผิดม.157
"จิรายุ” ควง "คริส” ร้อง ป.ป.ช.ฟัน “ชัชชาติ” ผิดมาตรา 157 ปมตั้ง ผอ.-ผู้ตรวจ 17 คน
เปิดบัญชีทรัพย์สิน 'เลขาธิการ ป.ป.ช.' รวย 33.9 ล้าน
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหนี้สินของนายสุรพงษ์ อินทรถาวร กรณีเข้ารับตำแหน่งเลขาธิการ ป.ป.ช.เมื่อวันที่ 18 ม.ค.69
'วิโรจน์-เฉลิมพงศ์' ร้อง ป.ป.ช. สอบแชตอ้างอธิบดีปกครอง สั่ง 'ช่วยน้ำเงินด้วย'
ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายเฉลิม
'วิโรจน์' ชอบใจหลัง 'รัฐบาล' ทบทวนเกณฑ์ลดหย่อนภาษีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หวิดกลายเป็นบัตรสวัสดิการเนรคุณ
ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวกรณีที่นายเอกนิติ

