กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เตือนภาครัฐและภาคธุรกิจที่มีการเชื่อมโยงข้อมูลหรือขอถ่ายโอนข้อมูลนิติบุคคลจากกรมฯ ต้องไม่ละเมิดสิทธิข้อมูลส่วนบุคคล หลังพบว่ามีการนำข้อมูลเผยแพร่ โดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นการละเมิดสิทธิตามกฎหมาย PDPA ย้ำหากไม่ปฏิบัติตามหรือฝ่าฝืนจะมีความรับผิดทั้งซึ่งมีความผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และทางปกครอง
29 ก.ค. 2569 -นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ให้บริการข้อมูลธุรกิจแก่หน่วยงานภาครัฐและเอกชนมาอย่างต่อเนื่อง โดยกรมฯ ได้ให้บริการข้อมูลนิติบุคคลกับหน่วยงานภาครัฐแล้วกว่า 200 หน่วยงาน ขณะที่ภาคธุรกิจก็สามารถขอข้อมูลนิติบุคคลจากกรมฯ ได้เช่นกัน โดยเมื่อภาคธุรกิจได้ชำระค่าธรรมเนียมตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียม การขอตรวจเอกสาร การขอสำเนาเอกสารพร้อมคำรับรอง และค่าธรรมเนียมอื่นเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด พ.ศ. 2563 ก็สามารถขอถ่ายโอนและเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคล ข้อมูลงบการเงิน และข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น เพื่อนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์หรือภารกิจของผู้ขอใช้บริการ
ทั้งนี้ กรมฯ ได้ออกประกาศ เรื่อง แนวนโยบายและแนวปฏิบัติในการเปิดเผยและนำข้อมูลไปใช้ เพื่อแจ้งวัตถุประสงค์ในการจัดเก็บ และเผยแพร่ข้อมูลของบุคคลที่เป็นกรรมการและผู้ถือหุ้น โดยอาศัยฐานภารกิจของรัฐ (Public Interest) และเพื่อให้การบริการข้อมูลธุรกิจของกรมฯ มีมาตรฐานในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล ซึ่งผู้ขอใช้บริการถ่ายโอนหรือเชื่อมโยงข้อมูลจะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดมาตรฐานและเงื่อนไขการเปิดเผยข้อมูลของกรมฯ อย่างเคร่งครัด ตามรายละเอียดที่แจ้งไว้ในแบบฟอร์มขอใช้บริการถ่ายโอนหรือขอเชื่อมโยงข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และจะต้องลงนามยอมรับข้อกำหนดมาตรฐานและเงื่อนไขการใช้บริการ เพื่อยืนยันว่าจะนำข้อมูลไปใช้ตามวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งไว้ในแบบฟอร์มขอใช้ฯ ดังกล่าว
นายพูนพงษ์ กล่าวว่า ขณะนี้ กรมฯ ได้ตรวจพบว่ามีการนำข้อมูลนิติบุคคลที่เชื่อมต่อหรือขอข้อมูลไปประมวลผล โดยคัดเฉพาะชื่อบุคคลที่เป็นกรรมการหรือผู้ถือหุ้นในนิติบุคคลไปใช้ในการในเชิงธุรกิจและมีการเผยแพร่ชื่อบุคคลว่าเป็นกรรมการหรือถือหุ้นในบริษัทใดบ้าง
“กรมฯ ให้ความสำคัญในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) เป็นลำดับต้น จึงไม่มีนโยบายให้ผู้ใช้บริการนําข้อมูลนิติบุคคล ข้อมูลงบการเงิน และข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่จัดเก็บ มาจัดทํา วิเคราะห์ จําแนก รวบรวม หรือจัดให้มีขึ้นใหม่ อันเป็นการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลขึ้นใหม่ ดังนั้น หากปรากฏว่ามีบุคคลใดนําข้อมูลที่ได้จากกรมฯ ไปประมวลเพื่อให้เป็นข้อมูลส่วนบุคคล ผู้กระทําการดังกล่าวมีหน้าที่ต้องดําเนินการในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ซึ่งหากไม่ปฏิบัติตามหรือฝ่าฝืนจะมีความรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และทางปกครอง”นายพูนพงษ์กล่าว
อย่างไรก็ตามปัจจุบันมีหน่วยงานภาครัฐขอข้อมูลธุรกิจจากกรมฯ ประมาณ 200 หน่วยงาน และผู้ใช้บริการภาคธุรกิจขอข้อมูลธุรกิจประมาณ 70 หน่วยงาน โดยแต่ละปีมีผู้ขอข้อมูลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีวัตถุประสงค์ในการนำไปใช้แตกต่างกัน อาทิ นำไปพัฒนาข้อมูลให้กับลูกค้าและนำไปวิเคราะห์เพื่อวางแผนกลยุทธ์ธุรกิจ เพื่อสำรวจและการทำวิจัยเพื่อตรวจสอบตัวตนการจดทะเบียนของนิติบุคคลที่จะมาทำธุรกรรมกับธนาคาร ใช้ในการทำธุรกรรมทางการเงินเกี่ยวกับการขอสินเชื่อ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงของข้อมูล และเพื่อตรวจสอบข้อมูลจากฐานข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือโดยหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งจะช่วยให้การตรวจสอบและอนุมัติได้รวดเร็วและมั่นใจได้มากขึ้น เป็นต้น
ดังนั้น กรมฯ จึงขอความร่วมมือและขอเตือนภาครัฐและภาคธุรกิจที่มีการเชื่อมต่อข้อมูลหรือขอข้อมูลนิติบุคคลจากกรมฯ ไป ให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 อย่างเคร่งครัด ซึ่งที่ผ่านมา กรมฯ เคยมีหนังสือเตือนภาคธุรกิจที่มีการขอข้อมูลธุรกิจจากกรมฯ และนำไปเผยแพร่โดยอ้างอิงกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อน เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นตามกฎหมาย” นายพูนพงษ์กล่าว.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ทวงคืน…'วันวาน' ดีกว่า
คุณสนธิ ลิ้มทองกุล จะ “เอาประเทศไทยของเราคืนมา” ส่วนอีกคนอยากได้ “วันวาน” คืน
'ยิว' เงาสะท้อน 'รัฐ'
ผมดูๆ “ปัญหายิว”..... ที่เข้ามายึดครองที่ดินไทยตั้งเป็น “อาณาจักรยิว” นั้น ตัวการสำคัญ คือ
สว.หลายพันธุ์…เข้าประตูเดียวกัน
จำวันที่ผมเขียน “ก่อนถึง 14 กันยา…ใจเย็นกันหน่อยก็ได้” กันได้ไหมครับ
'คุณแม่บุญเรือนฯ'
เพราะ “ฝนร้อน-คนแล้งใจ” ทำให้เหตุการณ์บ้านเมืองช่วงนี้กระเดียดไปทางวิปริต แถมมี “คนบ้า” ออกมาจับคู่ทะเลาะกัน
'รีดไขมัน' ระวัง 'เนื้อดี' หายไปด้วย
เมื่อวานพักซองไปคุยเรื่องปราบโกงกันเสียยาว วันนี้กลับมาเปิดซองตามที่บอกไว้ครับ
สนธิ “ทวงประเทศคืน”
“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล”

