ชุดสุดซอยร้องดีเอสไอขยี้ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้งฯ เพิ่มเติม

'ชุดสุดซอย' ร้อง 'ดีเอสไอ' ฟันผิดเพิ่มเติม 'บริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง' มีพิรุธ ขัดคำสั่งนายกฯ ไม่รายงานปริมาณรับเข้า-จ่ายออกน้ำมันกว่า 20 ครั้ง ทั้งยังมีพฤติการณ์ใช้ 'คนขับรถขนส่งน้ำมัน' เป็น กก.บห.

20 พ.ค. 2569 - ที่ อาคารกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบอย่างเข้มข้นเพื่อการปฏิรูปพลังงาน (ทีมชุดสุดซอย) พร้อมด้วยทีมงานฝ่ายกฎหมาย กรมธุรกิจพลังงาน เดินทางเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษเพิ่มเติมแก่บริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง ซึ่งมีความผิดตาม พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 3/2569 ลงวันที่ 20 มี.ค.69 เนื่องจากพฤติการณ์ ไม่มีการแจ้งปริมาณการนำเข้า-ส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงตามคำสั่งนายกฯ โดยมี น.ส.อรุณศรี วิชชาวุธ ผอ.กองบริหารคดีพิเศษ เป็นผู้แทนรับเรื่อง

โดย น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบอย่างเข้มข้นเพื่อการปฏิรูปพลังงาน (ทีมชุดสุดซอย) เปิดเผยว่า วันนี้อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ได้มอบหมายให้ ผอ.ฝ่ายกฎหมาย กรมธุรกิจพลังงาน มาร้องทุกข์กล่าวโทษเพิ่มเติมในกรณีที่บริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง มีการขัดคำสั่งนายกฯ ที่ 3/2569 ลงวันที่ 20 มี.ค.69 ซึ่งใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ซึ่งเป็นช่วยวิกฤติในเดือน มี.ค.69 ที่ผ่านมา โดยพบว่าบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง ไม่ได้มีการรายงานการรับเข้า-การส่งออกน้ำมันในเดือน มี.ค.69 จำนวน 6 ครั้ง และในเดือน เม.ย.69 จำนวน 14 ครั้ง ซึ่งการขัดคำสั่งนายกฯ มีความผิดตาม พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 มาตรา 8 โดยมีโทษจำคุก 10 ปี ต่อความผิด 1 ครั้ง ทั้งหมดรวม 20 ครั้ง วันนี้เราจึงเอาข้อมูลทั้งหมดมายื่นเพิ่มเติมให้กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ และนอกจากนี้ ยังนำข้อมูลที่พบเพิ่มเติมโดยพลังงานจังหวัดอ่าง ที่ได้มีการเรียกตรวจเอกสาร ไม่ว่าจะเป็นใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง หรือใบขายน้ำมันของบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง ก็เพราะว่าในช่วงเดือน มี.ค.69 บริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง ได้มีการซื้อขายน้ำมันกับ บริษัท โกลบอล เวลออยล์ ฯ แต่ปรากฏว่า บริษัท โกลบอล เวลออยล์ฯ ในฐานะผู้ค้า ไม่ได้มีการออกใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง แต่กลับเป็นคลังน้ำมันที่ชื่อว่า บริษัท แพนเอเชีย สตอเรจ แอนด์เทอร์มินัล จำกัด เป็นผู้ออกใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงแทน อย่างไรก็ตาม บริษัท แพนเอเชีย สตอเรจ แอนด์เทอร์มินัล จำกัด กลับมีกรรมการผู้ถือหุ้นเป็นชุดเดียวกันกับของบริษัท ทริลเลี่ยนออยล์ จำกัด ซึ่งมีสถานะเป็นเจ้าของสถานที่อีกด้วย และยังพบความเชื่อมโยงว่าเจ้าของคลังน้ำมัน บริษัท ทริลเลี่ยนออยล์ จำกัด ซึ่งเป็นกรรมการชุดเดียวกัน และครอบครัวเดียวกันนั้น ยังมีคลังน้ำมันอีกหลายที่อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นที่จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดเชียงราย จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดฉะเชิงเทรา (บริษัท แพนเอเชีย สตอเรจ แอนด์เทอร์มินัล จำกัด) ซึ่งพบว่าทั้งหมดมีลักษณะการประกอบธุรกิจคล้ายกัน และยังคล้ายกับกรณีของบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จึงหวังว่าข้อมูลวันนี้จะสามารถทำให้ดีเอสไอไปใช้ขยายผล และตรวจสอบเชิงลึกต่อไป

สำหรับปริมาณน้ำมันที่ไม่ถูกแจ้งลงในใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง จำนวน 20 ครั้งดังกล่าว ของบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทองนั้น น.ส.ฐิติภัสร์ เผยว่า เราพบว่ามันเป็นกรณีรายวัน เพราะปกติแล้วทุกวันในเวลา 18.00 น. ผู้ค้าน้ำมันจะต้องทำตามคำสั่งนายกฯ ว่ามีปริมาณนำเข้าและส่งออกน้ำมันแต่ละวันเป็นอย่างไร แต่ปรากฏว่าบริษัทแห่งนี้ไม่ได้มีการแจ้งรวมทั้งหมด 20 ครั้ง (20 วัน) และด้วยการไม่แจ้งจึงทำให้เราไม่รู้ว่ามีปริมาณน้ำมันที่หายไปจำนวนเท่าใด ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้รวบรวมข้อมูลทั้งหมด และส่งให้ดีเอสไอเรียบร้อยแล้ว ซึ่งความเสี่ยงและปัจจัยน่ากังวลจากกรณีที่บริษัทไม่แจ้งปริมาณการรับเข้าส่งออกน้ำมันในแต่ละวันนั้น ตนต้องเรียนว่าการที่นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ก็เพื่อเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน ดังจะเห็นได้ว่าในเดือน มี.ค.69 พี่น้องประชาชนไปเติมน้ำมันที่สถานีให้บริการน้ำมัน และปรากฏว่าไม่มีน้ำมันให้เติม จึงทำให้นายกรัฐมนตรีต้องใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฯ ฉบับดังกล่าว สั่งให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 มาตรา 10 ทุกรายต้องรายงานปริมาณการรับเข้าส่งออกน้ำมัน เพื่อให้กรมธุรกิจพลังงานได้ตรวจสอบได้ว่าการเอาน้ำมันออกจากโรงกลั่นแล้ว ได้มีการนำไปสู่ผู้ค้า และไปสู่ประชาชน เป็นไปอย่างถูกต้องหรือไม่ เพราะหลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้ออกประกาศดังกล่าวแล้ว จะเห็นได้ว่าสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ นี่จำเป็นเป็นเหตุผลที่ทำไมเราต้องเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย และขอให้ผู้ค้าน้ำมันทุกรายต้องดำเนินการตามประกาศ ทั้งนี้ ความแตกต่างระหว่างผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 และมาตรา 10 คือ หากเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 จะต้องเป็นผู้ที่มีการค้าน้ำมันในปริมาณ 120 ล้านลิตรต่อปี แต่ถ้าเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 จะต้องเป็นผู้ที่มีการค้าน้ำมันในปริมาณ 36 ล้านลิตรต่อปีขึ้นไป จึงทำให้เห็นว่าผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 เป็นรายใหญ่ ส่วนผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 คือ รายย่อย ฉะนั้น การไม่แจ้งข้อมูลให้ครบถ้วนมันก็เสี่ยงต่อการที่น้ำมันจะออกนอกระบบ ทำให้ประชาชนไม่มีน้ำมันเติม และตรวจสอบไม่ได้ว่าปลายทางของน้ำมันไปที่ไหนบ้าง

น.ส.ฐิติภัสร์ เผยต่อว่า กรณีที่เกิดขึ้นในจังหวัดเชียงราย ต้องยอมรับว่าเป็นบริษัทเครือข่ายเดียวกันกับของบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง และมีความเชื่อมโยงกันในส่วนของครอบครัว มีแผนลักษณะการทำธุรกิจคล้ายกัน และมีกรรมการบริษัทและผู้ถือหุ้นชุดเดียวกันหมด ทั้งในจังหวัดอ่างทอง สมุทรปราการ เพชรบุรี ฉะเชิงเทรา พิษณุโลก เรียกได้ว่าเป็นเหมือนครอบครัวเดียวกัน แต่ถ้าไปดูกรณีบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง จะพบว่า อธิบดีดีเอสไอได้มีการใช้คำว่า เป็นการใช้ตัวแทน หรือผู้กระทำการแทน ลักษณะคล้ายนอมินี คือ มีการใช้บุคคลภายนอกมาเป็นกรรมการบริษัทแทน ซึ่งก็คือนายอุดม (ขอสงวนนามสกุล) เปิดบริษัทมาเพื่อซื้อขายน้ำมัน แต่ถ้าในกรณีของภาคเหนือ ก็จะใช้เป็นอีกบริษัทแทน ส่วนใหญ่แล้วจึงพบว่าเป็นการใช้สมาชิกครอบครัวชุดเดียวกันมากระทำการแทนกิจการเรื่องการค้าน้ำมัน นอกจากนี้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเราได้ไปตรวจสอบบริษัทในจังหวัดเชียงรายของพวกเขา เพราะมาจากการขยายผลของบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง ทำให้พบว่าบริษัทที่เชียงรายของพวกเขา ตัวผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 ที่เช่าคลังน้ำมัน ซึ่งเป็นเจ้าของเดียวกันกับบริษัท ทริลเลี่ยนออยล์ จำกัด มีพฤติกรรมในเรื่องของการออกใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ครบถ้วน จำนวน 662 ใบ และยังพบว่ามีการขัดคำสั่งนายกรัฐมนตรีอีก 1 ครั้ง ตอนนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบเชิงลึกว่ามีการกระทำความผิดในส่วนอื่นเพิ่มเติมหรือไม่ ทั้งนี้ ในจำนวนใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงที่กรอกรายละเอียดไม่ครบถ้วนทั้ง 662 ใบ อาจส่งผลทำให้ผู้ค้าที่มีการซื้อขายน้ำมันตามมาตรา 7 มาตรา 10 ที่ควรเก็บใบดังกล่าวไว้กับตัวเองในระยะเวลา 60 วัน เมื่อเจ้าหน้าที่พบความสงสัยและเรียกขอตรวจเอกสาร ก็ทำให้รู้ว่าใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงเหล่านี้ไม่ถูกต้อง และยังพบความเชื่อมโยงไปยังจังหวัดอื่น ผู้ค้ารายอื่น ที่อาจมีการประกอบธุรกิจในลักษณะไม่ตรงไปตรงมา ซึ่งมันก็เป็นข้อมูลสำคัญที่ดีเอสไอต้องไปขยายผลเชิงลึก

“การตรวจสอบเรื่องน้ำมัน การเสียภาษีจะเป็นความรับผิดชอบของกรมสรรพสามิต ส่วนเรื่องการกักตุนน้ำมันและเก็งกำไร จะเป็นความรับผิดชอบของกรมการค้าภายใน”

น.ส.ฐิติภัสร์ เผยด้วยว่า สำหรับชื่อของนายอุดม (ขอสงวนนามสกุล) ที่ปรากฏเป็นกรรมการบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง ยังไปปรากฏชื่อเป็นคนขับรถของบริษัท แม็กซ์ ออโต้ ทรานสปอร์ต ซึ่งกรรมการของบริษัท แม็กซ์ ออโต้ ทรานสปอร์ต ที่เป็นบริษัทขนส่งน้ำมันให้กับบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง ยังเป็นหัวหน้าคลังน้ำมันให้กับบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง อีกด้วย จึงทำให้เราเห็นว่ามันมีการใช้บุคคลในการทำนิติกรรมอำพราง ทำให้เจ้าหน้าที่ยากต่อการสืบสวนสอบสวน และยังทำให้เห็นพฤติกรรมในการประกอบธุรกิจอาจไม่ตรงไปตรงมา จึงเป็นกรณีที่ดีเอสไอจะต้องขยายผลต่อไป เพราะทางดีเอสไอมีอำนาจในการดำเนินคดี และยังมีอำนาจในการสืบสวนเส้นทางการเงิน ว่าเส้นทางการเงินเชื่อมโยงไปยังบุคคลอื่นใดที่อยู่เบื้องหลังในขบวนการนี้อีกหรือไม่ ส่วนกรณีว่าการรับจ่ายผลประโยชน์ที่ได้มาจากการค้าน้ำมันของบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง จะเชื่อมโยงไปยังนักธุรกิจค้าน้ำมันชื่อดังฝั่งปอยเปต กัมพูชา หรือไม่นั้น ตนมองว่าเป็นอำนาจของดีเอสไอ ที่อยู่ระหว่างการสืบสวนเส้นทางการเงิน ซึ่งอธิบดีดีเอสไอ ก็ได้มีการแถลงข่าวที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และได้นำเรียนไปแล้วว่าพบแล้วว่ามีบุคคลใดที่อยู่เบื้องหลังในการเป็นบอสคนสุดท้าย ที่มีอำนาจสั่งจ่ายรับเงินจากการประกอบธุรกิจของบริษัทแห่งนี้

น.ส.ฐิติภัสร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับก่อนหน้านี้ ประเด็นเอกสารใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือ จำนวน 166 ฉบับ ที่ตนได้เคยนำมามอบให้กับดีเอสไอใช้ขยายผลตรวจสอบโรงกลั่นน้ำมัน ว่ามีการไม่ปฏิบัติตามประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่อง กำหนดวิธีการและเงื่อนไขในการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ซึ่งถือเป็นความผิดตามกฎหมาย พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 นั้น ตนได้เคยมาร้องทุกข์กล่าวโทษ ซึ่งก็ล้วนเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 จริง แต่เผอิญว่าผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ดังกล่าว ก็เป็นเจ้าของโรงกลั่นด้วย ทำให้อธิบดีดีเอสไอก็เลยอาจใช้คำพูดสั้น ๆ แต่ว่าในส่วนของใบกำกับการขนส่งดังกล่าว ตนก็ได้นำเรียนกับทางสื่อมวลชน ว่าเป็นการขยายผลจากคลังน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานี (บริษัท พี.ซี.สยามปิโตรเลียม จำกัด) ที่ทางดีเอสไอได้รับเป็นคดีพิเศษไปแล้ว ดังนั้น เมื่อพบความผิดปกติในคลังน้ำมันของจังหวัดสุราษฎร์ธานี รมว.พลังงาน จึงสั่งให้ไปดูว่าแล้วคลังน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานี มันมาจากที่ไหนบ้าง เราจึงไปไล่ตรวจทานย้อนกลับว่าน้ำมันนั้นมาจากผู้ค้าใครบ้าง โดยไล่เอกสารทั้งหมด โดยเฉพาะในเอกสารใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงจากเรือ 99 เที่ยว ซึ่งพบว่ามีความผิดปกติในเรื่องของใบกำกับการขนส่งจริง โดยไม่ปฏิบัติตามประกาศกรมธุรกิจพลังงานฯ ซึ่งตามหลักการแล้วบริษัททุกแห่งต้องทราบอยู่แล้วว่าจะต้องปฏิบัติตามประกาศของกรมธุรกิจพลังงานที่มีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 จนถึงปัจจุบัน และต้องเก็บเอกสารไว้กับตัวเอง 60 วัน เพื่อให้เจ้าหน้าที่พลังงานสามารถเรียกตรวจสอบเอกสารได้ แต่เมื่อตรวจสอบเอกสารแล้วพบว่ารายละเอียดการกรอกไม่ครบถ้วน มันก็เป็นส่วนหนึ่งที่เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติตามตามกฎหมาย เพราะหากพบความผิดแล้วเราไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย นั่นก็เป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของเราหรือไม่

เมื่อถามว่าทางด้านนายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช CEO กลุ่มบริษัทบางจากฯ ได้ออกให้สัมภาษณ์ชี้แจงว่า กรณีที่อธิบดีดีเอสไอระบุว่าโรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 แห่ง มีพฤติการณ์กรอกเอกสารการใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือไม่ครบถ้วน ไม่เป็นไปตามประกาศกรมธุรกิจพลังงานฯ อาจเป็นการจงใจเวียนใช้เอกสารหรือไม่ ซึ่งทางนายชัยวัฒน์ ยืนยันว่ามันเป็นเพียงความคลาดเคลื่อนในการกรอกข้อมูลในแบบฟอร์มรายงานเท่านั้น น.ส.ฐิติภัสร์ เผยว่า ตนต้องเรียนว่าเอกสารใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง มันเป็นกระดาษ และต้องให้เช็คลิสต์ แล้วมันก็อยู่ที่กลุ่มบริษัทบางจากฯ จะต้องมาชี้แจงกับทางเจ้าพนักงานในการสอบสวน ส่วนเราในฐานะผู้ถือกฎหมายก็ต้องว่าไปตามกฎหมายที่ได้มีการประกาศบังคับใช้ ซึ่งกรณีที่มี 4 กลุ่มโรงกลั่นได้ออกแถลงการณ์ไล่เลี่ยกันนั้น ประเด็นนี้เราไม่ได้มีข้อสังเกตอะไร มองว่าดีด้วยซ้ำที่ทางผู้ค้าให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามกฎหมาย และในขณะเดียวกันก็อยากให้มองมุมกลับด้วยว่า การที่รัฐบาลเข้มงวดบังคับใช้กฎหมาย ก็เพื่อป้องกันไม่ให้มีเหตุการณ์การขาดแคลนน้ำมัน หรือน้ำมันออกนอกระบบ ก็ขอให้ทุกท่านให้ความร่วมมือและมองว่ารัฐบาลพยายามทำหน้าที่อย่างเต็มกำลังและบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตราใดก็ตาม ถ้าหากพบการกระทำความผิดก็ต้องถูกดำเนินคดี ส่วนในเรื่องของการชี้แจงหรือจะแก้ต่างในส่วนของผู้ค้าน้ำมันก็ต้องไปชี้แจงกับพนักงานสืบสวนสอบสวนเอาเอง ก็อยู่ที่ตัวพนักงานสืบสวนสอบสวนดีเอสไอแล้วว่าจะพิจารณารับฟังมากน้อยเพียงใด

น.ส.ฐิติภัสร์ ระบุด้วยว่า ที่ผ่านมา เราไม่ได้ทำแค่ตรวจเอกสารใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงเท่านั้น แต่เรามีความพยายามเรียกสอบถามข้อมูลจากเจ้าของปั๊มน้ำมัน สอบถามข้อมูลจากคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า พูดคุยหารือกับหน่วยงานในพื้นที่ ทำให้เราได้ข้อมูลมาเยอะ และจะได้รวบรวมส่งให้ดีเอสไอต่อไป หากเข้าข่ายผิดกฎหมายฉบับใดของหน่วยงานใด ก็จะได้นำข้อมูลไปให้หน่วยงานนั้น แล้วถ้าหากเป็นการขายน้ำมันเกินราคา อย่างเช่นกรณีบริษัทแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงราย ที่มีการขายน้ำมันเกินราคาก็ต้องว่ากันไปตามกฎหมาย ส่วนในพื้นที่อื่นที่พบการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิง เราก็ดำเนินคดีตามนั้น อย่างไรก็ตาม สรุปภาพรวมทั้งหมด ทีมชุดสุดซอยได้มีการเดินหน้าดำเนินคดีไปแล้วทั้งสิ้น 10 คดี ไม่ว่าจะเป็นการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิง การลักลอบขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงออกนอกระบบ เป็นต้น ซึ่งก็มีกรณีที่อยู่ระหว่างการนำส่งข้อมูลให้หน่วยงานเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นคลังน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่เราได้ส่งข้อมูลให้ดีเอสไอเพิ่มเติม หรือกรณีคลังน้ำมันในจังหวัดอ่างทอง หรือกรณีพื้นที่เป้าหมาย 7 จุด ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สนธิกำลังเข้าไปตรวจสอบก่อนหน้านี้ ดังนั้น หวังว่าข้อมูลทั้งหมดที่เราได้ทำมาก็จะเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนตำรวจและดีเอสไอที่จะใช้ขยายผลเชิงลึกในการหาตัวผู้กระทำความผิดเพื่อดำเนินคดีต่อไป.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'สนธิญา' ร้อง 'ดีเอสไอ' รับคดีตี๋ซีโฟร์เป็นคดีพิเศษ

'สนธิญา' ร้อง 'ดีเอสไอ' รับคดีนายหมิงเฉิน ซัน เป็นคดีพิเศษ เหตุมีพฤติกรรมเข้าข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ-อั้งยี่ ซ่องโจร ค้านฟรีวีซ่า เป็นชนวนเหตุจีนเทา-จีนดำไหลเข้าไทยก่อเหตุอาชญากรรม

DSI เรียก 8 เจ้าของเรือแจง พบ 4 บริษัทโยงน้ำมันล่องหนสุราษฎร์

'อธิบดีดีเอสไอ' พร้อมรับโอนสำนวนตำรวจ ปคบ. ปมทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้งฯ เป็นคดีพิเศษ ด้านชุดสอบคดีกักตุนน้ำมันเรียก 8 บริษัท แจง 21 - 23 เม.ย. พบ 4 ราย โยงน้ำมันล่องหนกลางทะเลสุราษฎร์ 60 ล้านลิตร

'ศรีสุวรรณ' ร้อง ป.ป.ช.จับโกหก 'อนุทิน' แถลงไม่มี 'ไอ้โม่ง' กักตุนน้ำมัน ส่อผิดจริยธรรมร้ายแรง

นายศรีสุวรรณ จรรยา ผ็นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางมายื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. ให้ไต่สวนและมีความเห็นเพื่อชี้มูลความผิด กรณีแถลงยืนยันว่าไม่มีไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน แต่ข้อเท็จจริงกลับปรากฎว่า มีการจับกุมผู้กักตุนน้ำมันจำนวนมากได้หลายราย

ป.ป.ช.รีบแจงคดีเขากระโดงยังอยู่ระหว่างไต่สวน!

เลขาฯ ป.ป.ช.แจง ยังอยู่ระหว่างไต่สวนอธิบดีกรมที่ดิน-ผู้ว่าฯรฟท.-หน่วยงานเกี่ยวข้อง ปมที่ดินเขากระโดง ชี้ข้อพิพาทระหว่างรัฐ-เอกชน เป็นเรื่องที่หน่วยงานต้องไปใช้สิทธิต่อศาลเอง

'รมว.ยธ.' ย้ำไม่ก้าวล่วงมติอนุฯ กกต.คดีฮั้วสว. 'ร.ต.อ.ปิยะ' รูดซิปปากอ้างทุกอย่างเป็นความลับ

'รุทธพล' ยังไม่เก็บของพ้นเก้าอี้ทมว.ยุติธรรม ปัดมีสัญญาณนั่ง ครม.อนุทิน 2 ย้ำไม่ก้าวล่วงมติอนุฯ กกต.คดีฮั้ว สว. 'ร.ต.อ.ปิยะ' รูดซิบปาก อ้างทุกอย่างเป็นความลับ