ข่าวหน้า 1

Friday, 21 June, 2013 - 00:00

ฉิบหายแล้วขอโทษ! 'ยิ่งลักษณ์'แนะปลูกอ้อย-มันแทน

  คิดได้ “ยิ่งลักษณ์” แนะชาวนาปลูก “อ้อย-มันสำปะหลัง” ทดแทนข้าวที่ราคาจำนำลดลง ยาหอมหากตลาดโลกดีขึ้นก็อาจปรับใหม่ได้ ปูฉุนถูกรุม ซัด “รมต.-ส.ส.ภาคกลาง” ต้องช่วยแจงเพราะกินไม่ได้นอนไม่หลับ “ทนุศักดิ์” รับหลายปัจจัยโดยเฉพาะประเมินพลาด  “ขวัญชัย” แฉนายเหลี่ยมไฟเขียวจึงหักดิบ ชาวนาฮึ่ม!  จ่อส่งหนังสือให้ทบทวนก่อนยกพลเข้ากรุง “โรงสี-อคส.” ฉวยจังหวะปิดจุดรับจำนำ

การลดราคาและกำหนดโควตารับจำนำในโครงการจำนำข้าวทุกเมล็ดยังเป็นประเด็นร้อนเมื่อวันพฤหัสบดี  โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ระบุว่า ได้ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) รวมถึงรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องชี้แจงกับพี่น้องชาวนา เพราะในส่วนคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบมติของ กขช.ที่จะเริ่มปรับราคาช่วงฤดูนาปรัง ซึ่งรัฐบาลต้องทำเรื่องความสมดุลให้สอดคล้องกับราคาตลาดโลกและรายได้ชาวนา อีกทั้งรักษาเรื่องวินัยการเงินการคลัง

“เป็นเรื่องที่ยากที่เราต้องรักษาสมดุล แต่ถ้าตลาดมีการปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น เราก็ยินดีไปปรับราคาต่างๆ ให้ยืดหยุ่นสะท้อนกับความเป็นจริง เพราะสิ่งที่เราต้องการคืออยากเห็นคุณภาพชีวิตของชาวนาดีขึ้น และไม่อยากเห็นชาวนาต้องขาดทุนเหมือนอดีตที่ผ่านมา” น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าว

เมื่อถามว่า ชาวนาระบุว่าราคาที่เหมาะสมและรับได้คืออยู่ที่ 13,500 บาท รัฐบาลจะนำมาทบทวนหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า จะให้ กขช.รับเรื่องนี้ไปพิจารณา เพราะต้องให้ความเป็นธรรม โดยดูปัจจัยทั้ง 3 ส่วน คือการรักษาสมดุลเรื่องวินัยการเงินการคลัง ดูให้สะท้อนต้นทุนของชาวนาจริงๆ ต่อรอบการผลิต ประเภทพันธุ์ข้าว และคุณภาพข้าว รวมถึงสะท้อนราคาตลาดโลก ซึ่งเราสามารถพูดคุยกัน และต้องยืดหยุ่นให้เป็นไปตามกลไกได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่รัฐบาลลดราคารับจำนำข้าวระหว่างนี้จะมีมาตรการอะไรเข้าไปช่วยเสริมให้ชาวนา น.ส.ยิ่งลักษณ์ตอบว่า มีค่ะ โดยจะให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้ว่าฯ ลงไปในพื้นที่ หากพบว่าพื้นที่ใดที่ทำการเพาะปลูกแล้วผลผลิตไม่เพียงพอ และได้คุณภาพที่ไม่ดี เรามีทางเลือกอื่น เช่น การปลูกพืชชนิดอื่น โดยเฉพาะพืชพลังงาน เช่น มันสำปะหลัง หรืออ้อย ก็เป็นที่ต้องการของตลาดที่ยังขาดพื้นที่ของการปลูก ถ้าเราสามารถพูดคุยกันและหันมาส่งเสริมพืชอื่นที่มีรายได้ไม่น้อยกว่า หรืออาจได้เยอะกว่า ซึ่งส่วนนี้รัฐบาลจะเร่งลงไปในพื้นที่และพูดคุยกับชาวนา เพราะสิ่งที่เราอยากเห็นคือรายได้ของพี่น้องประชาชนดีขึ้น โดยเกษตรกรอาจเพาะปลูกอย่างอื่นเสริมไปด้วย

    โดยช่วงก่อนหน้านี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งมีกำหนดการให้โอวาทกับคณะผู้เข้าร่วมการแข่งขันแรงงานนานาชาติ ครั้งที่ 51 นายกฯ ได้ตัดพ้อในเรื่องนี้ว่า ตอนนี้รัฐบาลถูกโจมตีอย่างหนักเรื่องของการขาดทุน แต่ไม่ค่อยมี ส.ส.พื้นที่ออกมาช่วยยืนยันว่าชาวนาได้รับประโยชน์จากโครงการรับจำนำอย่างไร หรือต้องการให้มีโครงการนี้ต่อ เพราะเป็นโครงการที่ดี โดยเฉพาะ ส.ส.พื้นที่ภาคกลาง รู้ไหมว่าทุกข์ขนาดไหน คนที่เป็นนายกฯ กินไม่ได้นอนไม่หลับ ที่ผ่านมามีแต่นายกฯ และนายบุญทรงเท่านั้น ที่ต้องเผชิญกับความกดดันตอบคำถามของนักข่าว

ตลอดเวลาที่นายกฯ ได้พูดเรื่องดังกล่าวกับนายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รมว.แรงงาน ได้แสดงสีหน้าที่เคร่งเครียดและมีสีหน้าไม่พอใจอย่างมาก ขณะที่นายเผดิมชัยสีหน้าไม่ค่อยดี และช่วงที่นายกฯ เดินออกจากห้องสีเหลืองไปยังห้องสีฟ้า ก็ได้หันมาสั่งให้นายเผดิมชัยเร่งชี้แจงชาวนาในพื้นที่ภาคกลาง พร้อมสั่ง พล.ต.ต.ธวัช บุญเฟื่อง และนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ รองเลขาธิการนายกฯ ไปช่วยชี้แจงรับฟังปัญหา และรวบรวมความต้องการของชาวนาว่าต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือในเรื่องอะไรบ้าง

         ช่วงค่ำ ที่ จ.ฉะเชิงเทรา น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้กล่าวตอนหนึ่งในงานเลี้ยงของนายสมชัย อัศวชัยโสภณ ส.ส.ฉะเชิงเทรา เขต 2 พรรคเพื่อไทย ว่า การเดินทางมาในครั้งนี้ เป็นไปตามสัญญาใจที่เคยให้ไว้กับนายสมชัยเมื่อตอนงานปีใหม่ และในโอกาสนี้ก็ขอความเห็นใจในเรื่องรับจำนำข้าว ต้องขอโทษที่ปรับลดราคารับจำนำข้าวลงมา เนื่องจากรัฐบาลต้องรักษาสมดุลหลายอย่าง ทุกอย่างต้องสะท้อนให้ประชาชนมีรายได้ที่เป็นธรรม หากมีอะไรก็ให้ฝาก ส.ส.ในพื้นที่ไป แต่ยืนยันจะทำงานในพื้นที่ให้มากขึ้น เพื่อตอบโจทย์ประชาชน และจะมุ่งมั่นทำงานต่อไปโดยไม่ย่อท้อ

    นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าวว่า รัฐบาลได้รับจำนำข้าวที่ราคาตันละ 1.5 หมื่นบาท มากว่า 1 ปีแล้ว ซึ่งถือเป็นระยะเวลาพอสมควร จึงอยากให้ชาวนาเข้าใจว่ารัฐบาลได้พยายามดูแลรายได้ชาวนาอยู่ตลอด แต่มีข้อติดขัดในเรื่องงบประมาณที่ไม่เพียงพอ ส่วนที่ชาวนาส่วนหนึ่งไม่พอใจนั้น ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องเร่งชี้แจงให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง

ทนุศักดิ์เปิดเหตุหักดิบ

    นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.การคลัง กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงราคารับจำนำข้าวกะทันหัน เพราะมีปัญหาหลายอย่าง ทั้งการประเมินราคารับจำนำผิดที่สูงกว่าราคาตลาดโลกจำนวนมาก ทำให้ระบายข้าวไม่ได้ และมีผลขาดทุนจำนวนมาก ทำให้มีปัญหาทางการคลัง ส่วนการปรับลดราคาช่วงกลางฤดูกาลนั้น เพื่อรักษากรอบการใช้เงินไม่เกิน 5 แสนล้านบาท ซึ่งก่อนตัดสินใจรัฐบาลได้ดูสถานการณ์การระบายข้าว กระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการรับจำนำ รวมถึงกรณีบริษัท มูดีส์ อินเวสเตอร์ส เซอร์วิส ออกมาเตือน รัฐบาลจึงตัดสินใจลดราคารับจำนำลงมา

         นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า นายทนุศักดิ์ได้ให้ธนาคารหาแนวทางช่วยเหลือชาวนาที่ได้รับผลกระทบจากการลดราคาจำนำ ซึ่งเบื้องต้นธนาคารได้สำรวจพบว่ามีชาวนาได้รับผลกระทบกว่า 2 แสนราย คิดเป็นข้าวเปลือกที่ต้องรับจำนำ 3 ล้านตัน ซึ่งธนาคารจะลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้ลูกค้าธนาคาร และขยายวงเงินกู้ใหม่ให้เพิ่มขึ้น 20% ในอัตราดอกเบี้ยผ่อนปรน โดยจะนำรายละเอียดเสนอให้คณะกรรมการธนาคารเห็นชอบ และเสนอ ครม.พิจารณา เพื่อชดเชยภาระในการดำเนินการให้กับธนาคาร

“การลดราคาจำนำเหลือตันละ 12,000 บาท ที่ความชื้นไม่เกิน 15% ชาวนายังได้กำไร เพราะต้นทุนอยู่ที่ตันละ 8,680 บาท แต่ต้องทำความเข้าใจกับชาวนาเรื่องการดูแลความชื้นของข้าวไม่ให้เกิน 15% เพราะหากเกิน 15% จะทำให้ราคาข้าวลดลงทุก 1% ตันละ 130-150 บาท จะทำให้ได้ราคารับจำนำลดลง” นายลักษณ์กล่าว
ในขณะที่ นายวราเทพ รัตนากร รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประเมินว่า กรอบที่รัฐบาลเคยกำหนดไว้ว่าข้าวในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี 2555/56 และข้าวนาปรัง 2556 อยู่ที่ 22 ล้านตัน ซึ่งขณะนี้มีข้าวเข้าโครงการแล้ว 20 ล้านตัน ดังนั้นเวลาที่เหลือจากนี้ถึงเดือน ก.ย. ถ้าเป็นไปตามกรอบดังกล่าว จะมีข้าวเปลือกอีก 2 ล้านตันที่จะได้ราคารับจำนำราคาตันละ 12,000 บาท

นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ ได้ชี้แจงถึงการปรับราคาจำนำว่า มาจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกโดยรวมที่ผันผวน และเพื่อรักษาวินัยทางการคลัง รวมทั้งสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรสามารถแข่งขันเพิ่มขึ้น รองรับการเปิดตลาดเออีซีจึงต้องปรับราคาจำนำ โดยกำหนดชนิดและราคารับจำนำข้าวเปลือกที่ความชื้นไม่เกิน 15% โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 30 มิ.ย.-15 ก.ย. ดังนี้ ข้าวเปลือกเจ้า 100% ตันละ 12,000 บาท, ข้าวเปลือกเจ้า 5% ตันละ 11,840 บาท, ข้าวเปลือกเจ้า 10% ตันละ 11,680 บาท, ข้าวเปลือกเจ้า 15% ตันละ 11,360 บาท, ข้าวเปลือกเจ้า 25% ตันละ 11,040 บาท ข้าวเปลือกปทุมธานี 1 (42 กรัม) ตันละ 12,800 บาท, ข้าวเปลือกเหนียว 10% เมล็ดยาว (42 กรัม) ตันละ 12,800 บาท และข้าวเปลือกเหนียว 10% เมล็ดสั้น (40 กรัม) ตันละ 12,000 บาท โดยจำกัดวงเงินไม่เกินครัวเรือนละ 500,000 บาท
นายบุญทรงยังกล่าวถึงกรณีชาวนาเรียกร้องให้รัฐบาลรับจำนำข้าวเปลือกเจ้า 100% ที่ตันละ 15,000 บาทเหมือนเดิมว่า คงทำไม่ได้ เพราะได้ประกาศลดราคาลงเหลือตันละ 12,000 บาทอย่างเป็นทางการแล้ว และปริมาณผลผลิตข้าวเปลือกนาปรังในขณะนี้ยังเหลือเก็บเกี่ยวอีกไม่มากนัก ดังนั้นเกษตรกรที่จำนำข้าวที่ตันละ 12,000 บาท คงเหลือเพียงส่วนน้อยเท่านั้น
ชี้ไม่มีปิดจุดรับจำนำ
    ส่วนกรณีที่มีองค์การคลังสินค้า (อคส.) ได้ส่งหนังสือไปยังเจ้าหน้าที่ อคส.ตามหน่วยรับจำนำทั่วประเทศให้หยุดรับจำนำตั้งแต่วันที่ 20-30 มิ.ย.นั้น นายบุญทรงกล่าวว่า เป็นการดำเนินการที่ผิดพลาดของ อคส. เพราะ กขช.ไม่เคยมีคำสั่งดังกล่าว และให้ อคส.เร่งเปิดจุดรับจำนำแล้ว เพราะชาวนาคงเร่งนำข้าวมาเข้าโครงการก่อนราคาใหม่
    “ขอยํ้าครับว่าดำเนินการได้ตามปกติ จุดรับจำนำทุกที่ยังเปิดดำเนินการเหมือนเดิม และโรงสีก็ต้องรับจำนำในราคาเดิมที่ 15,000 บาท จะรับในราคา 12,000 บาท ในวันที่ 30 มิ.ย.นี้ เป็นต้นไปเท่านั้น” นายบุญทรงโพสต์ย้ำในเฟซบุ๊กส่วนตัว
    นายบุญทรงยังกล่าวต่อถึงราคารับจำนำข้าวในฤดูกาลใหม่ปี 2556/57 ว่า ยังไม่ได้กำหนดราคา แต่กำลังดูข้อมูลหลายอย่างประกอบกัน ซึ่ง กขช.ได้มอบหมายให้คณะทำงานไปศึกษาความเป็นไปได้ 3 แนวทางที่ได้เสนอในที่ประชุม กขช.เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. และให้เสนอกลับ กขช.เร็วที่สุด เพราะต้องเร่งประกาศหลักเกณฑ์รับจำนำที่ชัดเจนก่อนชาวนาลงมือเพาะปลูก หรือประกาศภายในเดือน ก.ค.นี้ โดย 3 แนวทาง คือ 1.ลดราคาลงจากราคาเดิมอีก 15-20% 2.ราคาต้นทุนที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์คำนวณได้บวกกำไร 25% และ 3.ราคาชี้นำตลาด บวกเพิ่มอีก 10%
    ส่วนนายชนุตร์ปกรณ์ วงศ์สีนิล รองผู้อำนวยการ อคส. ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 20-30 มิ.ย. อคส.จะจำกัดวงเงินการรับจำนำข้าวเกษตรกรไม่เกิน 5 แสนบาท/ราย/รอบ เพื่อให้เป็นไปตามมติ กขช. และจะทยอยปิดจุดนอกพื้นที่ที่ไม่มีข้าวหรือข้าวน้อยเพื่อลดค่าใช้จ่าย
       นายสมศักดิ์ วงศ์วัฒนศานต์ รองผู้อำนวยการ อคส. กล่าวว่า หลังจาก กขช.มีมติปรับลดราคารับจำนำข้าว และ ครม.ได้อนุมัติ อคส.จึงได้หารือเป็นการภายใน และเห็นว่าควรชะลอการรับจำนำออกไปชั่วคราว และได้มีหนังสือถึงเจ้าหน้าที่ อคส.ที่อยู่ในต่างจังหวัด แต่ไม่ใช่ประกาศ และแจ้งให้โรงสีเพื่อปฏิบัติ ซึ่งตอนนี้ได้สั่งยกเลิกแล้ว เพราะการรับจำนำหยุดไม่ได้
ด้านความคิดเห็นของ ส.ส.พรรคเพื่อไทยนั้น นายนิยม ช่างพินิจ ส.ส.พิษณุโลก กล่าวว่า ต้องไปทำความเข้าใจกับชาวนา เพราะราคาข้าวในตลาดโลกมีราคาต่ำ จึงส่งผลให้รัฐบาลต้องทบทวนราคาจำนำ แต่เชื่อว่าคงไม่ลดตลอดไป เมื่อราคาในตลาดโลกสูงขึ้น ก็เชื่อว่ารัฐบาลจะปรับราคาข้าวขึ้นเช่นเดียวกัน แต่มีความเป็นห่วงในเรื่องของความเหลื่อมล้ำในช่วงรอยต่อการจำนำข้าวที่มีส่วนต่างกัน 3,000 บาท ซึ่งรัฐบาลจะแก้ปัญหาอย่างไร
 นายสงวน พงษ์มณี ส.ส.ลำพูน มองว่า ที่ผ่านมาโครงการได้ยกระดับความเป็นอยู่ของชาวนาให้ดีขึ้น แต่เมื่อมาปรับราคาลดลง ก็เชื่อว่าจะเกิดแรงกดดันจากชาวนาทั่วประเทศ ดังนั้นจึงเชื่อว่าท้ายที่สุดรัฐบาลจะทบทวนและไม่ปรับลดราคาจำนำข้าวลงมา หลังจากรับฟังข้อมูลจากรอบด้าน
แฉนายใหญ่ไฟเขียว
ขณะที่เฟซบุ๊กของเนชั่นสุดสัปดาห์ ได้โพสต์ข้อความว่า นายชวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดรฯ และแกนนำเสื้อแดงจังหวัดอุดรธานี ระบุว่า หลังรับทราบข่าวลดราคาจำนำ รู้สึกตกใจมาก เนื่องจากเป็นโครงการที่ได้หาเสียงไว้กับประชาชน จึงโทรศัพท์ไปสอบถามเรื่องนี้จาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งได้รับคำตอบว่า รัฐบาลมีความจำเป็นจริงๆ ที่ต้องรักษาระเบียบวินัยทางการเงิน
“พี่น้องครับ พูดมากไม่ได้ เดี๋ยวฝ่ายค้านสบช่องโจมตี มันจำเป็นจริงๆ ถ้าไม่จำเป็น คนแดนไกลคงไม่เห็นด้วยหรอกครับ พี่น้องครับ เดี๋ยวนี้ จีน อินเดีย เป็นคู่แข่งในตลาดข้าว รออีกหน่อย ถ้าตลาดข้าวดี รัฐบาลก็จะขึ้นราคารับจำนำข้าวเป็น 15,000 บาทเหมือนเดิม” นายขวัญชัยโพสต์ไว้
    ส่วนความเคลื่อนไหวของชาวนานั้น นายวิเชียร พวงลำเจียก นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ย้ำว่า ต้องการให้รัฐบาลทบทวนมติ เนื่องจากไม่ได้มีการสอบถามความคิดเห็นของชาวนาแต่อย่างใด และมติดังกล่าวไม่เป็นธรรมกับชาวนาทั่วประเทศ โดยสมาคมอยู่ระหว่างการหารือกับสมาคมส่งเสริมชาวนาไทยและสภาเกษตรกร ในการหาข้อสรุปก่อนทำเป็นหนังสือเปิดผนึกให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ภายในสัปดาห์หน้า เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลกลับไปใช้เงื่อนไขในการรับจำนำแบบเดิมทั้งหมด
    “ยืนยันว่าชาวนาทั้งประเทศรับมติดังกล่าวของ กขช.ไม่ได้ และอยู่ระหว่างการหารือและรวบรวมคนเพื่อเดินทางไปยื่นหนังสือให้นายกฯ โดยเราจะเดินทางมาอย่างเงียบๆ เพื่อไม่ให้เดือดร้อนใคร และจะให้เวลารัฐบาลในการพิจารณาข้อเรียกร้อง 1 สัปดาห์ แต่หากหากรัฐบาลหรือนายกฯ ไม่ยินยอม ก็อาจต้องรวมกลุ่มกันจากชาวนาทั่วประเทศจากทุกจังหวัดเพื่อเรียกร้องตามสิทธิ” นายวิเชียรกล่าว
ด้าน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ กล่าวถึงกรณีชาวนาจะเดินทางมาชุมนุมว่า สามารถทำได้ เพราะการชุมนุมของทุกกลุ่มรัฐบาลเองไม่ได้มีการห้าม
นสพ.ชัย วัชรงค์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การเกษตร และที่ปรึกษาสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ระบุว่า อยากเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนมติการปรับลดราคารับจำนำข้าวลง เพราะรัฐบาลยังมีทางเลือกอื่นอีก โดยเฉพาะการลดปริมาณข้าวที่จะเข้าโครงการลง 30%
ในขณะที่หลายพื้นที่ก็เริ่มมีการแสดงความไม่พอใจในการปรับลดราคา โดยที่ จ.เพชรบุรี กลุ่มเครือข่ายศูนย์ข้าวชุมชนระดับจังหวัดกว่า 500 คน ได้เดินทางมาที่ศาลากลางจังหวัด เพื่อเรียกร้องและยื่นหนังสือให้รัฐบาลจำนำในราคาเดิม ส่วนตัวแทนชาวนาจากอ่างทองและพระนครศรีอยุธยา ก็ระบุเช่นกันว่า อยากให้รัฐบาลทบทวน แต่หากไม่เป็นผล ก็อาจมีการรวมตัวกันเดินเข้า กทม.ต่อไป
เช่นเดียวกับที่ จ.กาญจนบุรี ก็มีตัวแทนเกษตรกรกว่า 1,000 คน รวมตัวกันที่ศาลากลางจังหวัดพร้อมถือป้ายเรียกร้องเช่นกัน แม้จะบอกว่าเป็นการขอความเห็นใจ ไม่ได้กดดันก็ตาม ไม่ต่างจาก จ.ราชบุรี ที่มีตัวแทนชาวนากว่า 500 คน มารวมตัวเรียกร้อง พร้อมทั้งระบุว่า ขณะนี้ อคส.และโรงสีได้มีการปิดการรับจำนำแล้วเพื่อรอราคาใหม่ ซึ่งที่ จ.พิจิตร ก็เกิดเหตุการณ์เดียวกันที่โรงสีในจังหวัดต่างประกาศหยุดรับจำนำ ในขณะที่ผู้ว่าฯ หลายจังหวัดก็ได้มีการเร่งทำความเข้าใจกับชาวนาหลังจากได้รับนโยบายจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ อาทิ ผู้ว่าฯ จ.สิงห์บุรี และผู้ว่าฯ จ.จันทบุรี
วันเดียวกัน กรุงเทพโพล มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้เผยสำรวจนักเศรษฐศาสตร์จากองค์กรชั้นนำ 31 แห่งจำนวน 63 คน ในเรื่อง 8 ประเด็นปัญหาเศรษฐกิจกับการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลใน 2 ปีที่เหลือ พบว่า 63.5% มองว่าปัญหาคอรัปชั่นเป็นปัญหาที่รุนแรงและอาจนำไปสู่วิกฤติได้, 69.9% ต้องการให้เฝ้าระวังหนี้ครัวเรือน และ 63.5%ปัญหาหนี้สาธารณะ ส่วนข้อเสนอแนะในเวลา 2 ปีที่เหลือ อันดับ 1 คือ ขอให้เลิกและปรับเปลี่ยนประชานิยมต่างๆ, อันดับ 2 เร่งรัดเบิกจ่ายจ่ายเงินในโครงการต่างๆ และอันดับ 3 แก้ปัญหาคอรัปชั่น.