
ชื่อของ "สุรพล นิติไกรพจน์" ดูเหมือนจะเป็นที่รังเกียจของมวลชนสีส้มเยอะพอควร
ทั้งๆ ที่เป็นนักกฎหมายที่เก่งกาจลำดับต้นๆ ของประเทศ
มันเกิดอะไรขึ้น ทำไม "ส้ม" ปฏิเสธคนเก่ง
เรื่องราวของ "สุรพล นิติไกรพจน์" ที่จริงมิได้มีอะไรซับซ้อนซ่อนเงื่อนแต่อย่างใด
ก็แค่เคยเห็นต่าง แต่ปัจจุบันติ๊งต่างว่าเป็นพวกเดียวกัน
มีแนวคิดทางการเมืองเหมือนกัน
ครับ... "สุรพล นิติไกรพจน์" ได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานยุทธศาสตร์ทีมผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาชน
สิ้นเสียง ก้อนอิฐปลิวว่อน!
สาเหตุหลักๆ เป็นเพราะอดีตของ "สุรพล นิติไกรพจน์" อยู่ตรงข้ามกับแนวคิดส้ม
อาทิ เป็น สนช.หลังการรัฐประหาร เท่ากับยอมรับการรัฐประหาร
เป็นแนวร่วมกลุ่มพันธมิตรฯ ไปเป่านกหวีดกับกลุ่ม กปปส.
เรียกร้องนายกฯ พระราชทาน ช่วงการชุมนุมประท้วงขับไล่ทักษิณ ก่อนการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙
มันก็เป็นประเด็นขึ้นมาเมื่อเจ้าตัวบอกว่าไม่เคยเรียกร้องนายกฯ มาตรา ๗
วันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๔๙ "สุรพล นิติไกรพจน์" ร่อนจดหมายเปิดผนึก ที่ส่งถึงนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ความว่า
"...โดยที่ปรากฏเป็นที่ประจักษ์ชัดอยู่ในขณะนี้ว่า สถานการณ์ทางการเมืองของประเทศตกอยู่ในภาวะที่อาจจะนำไปสู่วิกฤตการณ์อย่างร้ายแรง เนื่องจากได้มีการชุมนุมเรียกร้องอย่างต่อเนื่องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี และแม้ว่าจะได้มีการประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรแล้ว แต่การชุมนุมก็ยังคงดำเนินอยู่ต่อไป ทางด้านฝ่ายการเมืองก็ปรากฏว่าพรรคร่วมฝ่ายค้านได้ประกาศไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง
สภาพการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลดำเนินไปอย่างรุนแรงมากขึ้น และดูเหมือนว่าความขัดแย้งดังกล่าวจะขยายวงกว้างมากขึ้นและไม่มีทางออกใดๆ เลย เนื่องจากแต่ละฝ่ายต่างก็ตั้งเงื่อนไขที่อีกฝ่ายหนึ่งไม่อาจยอมรับที่จะปฏิบัติได้ สภาวการณ์เช่นนี้กำลังทำให้ประเทศชาติไปสู่ความชะงักงันไร้หนทางออก
ขอวิงวอนให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องถอยหลังคนละก้าวและลดการตั้งเงื่อนไขของตนเองลง โดยขอให้ฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องดำเนินการเพื่อยุติความขัดแย้ง โดยยึดมั่นในแนวทางสันติและยึดถือการปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยพิจารณาดำเนินการดังนี้
๑.ขอให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ขอพึ่งพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กราบบังคมทูลยุติการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะรักษาการนายกฯ ระหว่างจัดการเลือกตั้ง และขอพระราชทานรักษาการนายกฯ จากผู้ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค และมีความเป็นกลางทางการเมืองเป็นที่ประจักษ์แก่บุคคลทั่วไป เพื่อให้รักษาการนายกฯ ที่พระราชทานนี้ ทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินชั่วคราว จนกว่าการเลือกตั้งทั่วไปจะเสร็จ
๒.ขอให้รักษาการนายกฯ ที่พระราชทาน กราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยในการตราพระราชกฤษฎีกาแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร โดยกำหนดวันเลือกตั้งขึ้นใหม่ภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันที่ได้มีการตราพระราชกฤษฎีกาฉบับใหม่ ทั้งนี้ ให้ กกต.กำหนดวันรับสมัครเลือกตั้งใหม่ให้เหมาะสมและเป็นธรรมแก่ทุกพรรค
๓.ขอเรียกร้องให้พรรคฝ่ายค้านทั้ง ๓ พรรค ยอมรับและเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง โดยส่งบุคคลลงสมัคร สส.
๔.ขอให้รัฐบาลรักษาการภายใต้การนำของรักษาการนายกฯ ที่พระราชทาน ประสานกับ กกต. จัดให้มีองค์กรตรวจสอบและติดตามการเลือกตั้งจากภาคเอกชนและประชาสังคม เพื่อช่วยเหลือ กกต.ดูแลการเลือกตั้ง โดยอำนาจการจัดการการเลือกตั้งยังคงเป็นของ กกต. แต่จัดให้มีองค์กรตรวจสอบและติดตามการเลือกตั้งดังกล่าว จะช่วยให้ทุกพรรค ตลอดจนประชาชนมั่นใจในความบริสุทธิ์ยุติธรรมของการเลือกตั้ง
และ ๕.ขอให้ทุกพรรคประกาศเป็นสัญญาประชาคมว่าจะร่วมมือกันปฏิรูปการเมือง โดยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยคณะบุคคลที่เป็นกลางภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป ทั้งนี้ เพื่อแก้ไขวิกฤตทางการเมืองของประเทศในระยะยาวต่อไป
“ขอให้นายกฯ ยุติบทบาทหน้าที่นายกฯ เพราะทุกวันนี้นายกฯ และรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งแล้ว ที่เสนอทางออกนี้เพราะหารือกับหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องแล้ว เห็นตรงกันว่าสถานการณ์บ้านเมืองกำลังเข้าสู่ภาวะรุนแรง ไม่มีทางออก และเกิดความแตกแยกทางความคิดรุนแรง ถ้าปล่อยไว้หวั่นจะย้อนรอยเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ หรือ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ วันนี้ไม่มีทางออกอื่นอีกแล้ว”
ครับ...ก็ นายกฯ มาตรา ๗ นั่นแหละครับ
แต่คอการเมืองรุ่นใหม่ที่ไม่ได้อยู่ในบรรยากาศดังกล่าวคงไม่นึกภาพไม่ออกว่า การเมืองขณะนั้นซึ่งอยู่ริมหุบเหวน่ากลัวแค่ไหน
ข้อเสนอของ "สุรพล นิติไกรพจน์" เป็นข้อเสนอที่นักประชาธิปไตย นักวิชาการจำนวนไม่น้อยเห็นด้วย เพราะหากปล่อยให้บ่มเพาะความขัดแย้งไปเรื่อยๆ จะเกิดวิฤตทางการเมืองขึ้นมา
แล้วมันก็เกิดจริงๆ
รัฐประหาร ๑๙ กันยายน
ก็คล้ายๆ กับการที่พรรคส้มร่วมแก้วิกฤตการเมืองเมื่อปีที่แล้ว ด้วยการโหวตให้ "อนุทิน ชาญวีรกูล" เป็นนายกรัฐมนตรีนั่นแหละครับ
ก็อยากให้จินตนาการง่ายๆ
หากวันนั้น พรรคส้มทำไม่รู้ไม่ชี้ การเมืองวันนี้ โฉมหน้าจะแตกต่างจากที่เป็นอย่างสิ้นเชิง
ที่จริงมวลชนส้มควรจะใจกว้าง และมีพื้นฐานทางความคิดที่ดีกว่านี้
ก็ไม่ทราบว่าตั้งใจหรือบังเอิญ ที่ "ปิยบุตร แสงกนกกุล" โพสต์เรื่อง "เหมา เจ๋อตง : ว่าด้วย "แนวร่วมประชาชาติ"
ตอนหนึ่งเขียนว่า...
"...สหายเหมา เจ๋อตง ได้ให้อรรถาธิบายอย่างละเอียดถึงความเป็นไปได้และความสำคัญของการสร้างแนวร่วมกับชนชั้นนายทุนชาติอีกครั้งหนึ่งในเงื่อนไขที่ต่อต้านญี่ปุ่น
โดยได้ชี้เน้นถึงบทบาทนำที่มีความหมายชี้ขาดของพรรคคอมมิวนิสต์และกองทัพแดงในแนวร่วมนี้
ได้ชี้ให้เห็นถึงลักษณะยาวนานของการปฏิวัติจีน และได้วิพากษ์ลัทธิปิดประตูซึ่งแสดงถึงความมีจิตใจคับแคบ
และได้วิพากษ์โรคใจร้อนในการปฏิวัติซึ่งมีอยู่ในพรรคเป็นเวลายาวนานในอดีต อันเป็นมูลเหตุพื้นฐานที่ทำให้พรรคและกองทัพแดงประสบความเพลี่ยงพล้ำอย่างหนักในสมัยสงครามปฏิวัติภายในประเทศครั้งที่ ๒..."
นั่นคือการดึงศัตรูเป็นมิตร
แต่ปัญหาคือ มวลชนส้มอ่านแล้ว ยัวะครับ!
ด่ายับ ย้อนแย้ง ล้าสมัย
ฉะนั้นอย่าได้แปลกใจว่าทำไม "สุรพล นิติไกรพจน์" ถึงไม่ได้รับการต้อนรับ
และนี่คือผลงานที่เป็นรูปธรรมของพรรคส้ม.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
รอผู้นำปราบโกง
หลายวันมานี้มีการพูดถึงการคอร์รัปชันกันมาก ที่ด่าก็ด่ากันไป ที่แก้ตัวก็ลิ้นพัน ประเทศไทย ณ วันนี้ ก็ยังไม่มีการพูดถึงการแก้ปัญหาคอร์รัปชันที่จริงจังและจับต้องได้
อะไรๆ ก็ 'ไอโอ'
วันนี้คุยกันเรื่อง “ไอโอ” ครับ ที่จริงไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร แต่มันเป็นเรื่องน่ารำคาญ พรรคการเมืองที่พูดเรื่องไอโอมากที่สุดคือพรรคส้ม
เริ่มต้นด้วยความระแวง
เดือนหน้าวันที่ ๗-๘ กรกฎาคม ที่ประชุมรัฐสภาเขาจะพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญกันแล้วครับ ร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอโดยพรรคการเมืองก็เป็นเข่งอยู่
เกลียดตัวกินไข่เหี้ย
เหลือจะเชื่อครับ... เรื่องเงิน ๖๐/๔๐ ในโครงการไทยช่วยไทยพลัส ถูกขยายความจนงงกันไปหมด
สภาสีเทา
เมื่อไหร่จะโตกันเสียที... เปล่าครับ มิได้หมายถึง นักเรียนชั้นอนุบาล ๓/๔ แต่เป็น สส.ในสภา โดยเฉพาะ สส.ฝั่งพรรคร่วมรัฐบาล กับพรรคกล้าธรรม
วัคซีนพระราชทาน
ไหน "นิติสงคราม"... วานนี้ (๒๘ พฤษภาคม) คำพิพากษาศาลชั้นต้น "ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ" ไม่มีความผิดตาม ม.๑๑๒ จากคดี "วัคซีนพระราชทาน"

