เพราะอากาศร้อน มนุษย์จึงต้องใจเย็น และเพราะไพร่แดงคลั่ง ประชาชนผู้มีสติ-สัมปชัญญะจึงต้องใช้ปัญญา ดังนั้น การที่นายกฯ อภิสิทธิ์ใช้ความ "อ่อนน้อม" เข้ารับความ "หยาบกระด้าง" ของไพร่ทักษิณ จึงเป็นการแก้หรือสยบในกันและกัน จะเห็นว่าความนุ่มนวลในมาตรการรัฐกลายเป็น "ถุงยางอนามัย" ที่ควบคุม ๓ ไพร่ "วีระ-จตุพร-ณัฐวุฒิ" ให้ต้องเป็นยักษ์ย้วยไป-ย้วยมาอยู่ในถุงยางนั้น เพราะเกมนี้ "คนทั้งโลก" กำลังจ้องตาเขม็งกันว่า......
ฝ่ายไหน นอกกฎ-นอกกติกาประชาธิปไตยก่อน ฝ่ายนั้น....คืออันธพาลที่ต้องแพ้พ่าย!
ถ้านายกฯ อภิสิทธิ์ ทนฝ่ายไพร่ทักษิณปราศรัยเสกสรรปั้นทุกเรื่องขึ้นมาด่าไม่ได้ ทนฟังการปั้นน้ำเป็นตัวขึ้นมาหลอกไพร่ด้วยกัน เพื่อให้เกลียดชังสถาบันพระมหากษัตริย์ สถาบันบริหาร และสถาบันตุลาการไม่ได้ จนกระทั่งทนเห็น "ควายแดงหลงยุค" คลั่งจะเปลี่ยนประเทศเป็นคอมมิวนิสต์ไม่ได้
สั่งตำรวจ-ทหารสลายม็อบไพร่ทักษิณวันไหน วันนั้น อภิสิทธิ์ก็ "หมดความชอบธรรม" ที่จะเป็นรัฐบาลบนการยอมรับทั้งของสังคมไทย และสังคมโลก!
และถ้าสงคราม ๑๐ ทัพทักษิณ ซึ่งตอนนี้ ๓ แกนนำลดเครดิตพวกเขาเองมาอยู่ระดับ "ม็อบไพร่" ไม่สามารถควบคุมฝูงชนที่หว่านต้อนมาจากต่างจังหวัดให้มีความเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบจำกัด "สันติ-อหิงสา" เป็นการชุมนุมปราศจากอาวุธ ปราศจากความรุนแรงตามรัฐธรรมนูญบัญญัติได้
ไปปิดล้อมสภาฯ ปิดล้อมทำเนียบฯ หรือใช้คนหมู่มากไปคุกคาม-ล่วงล้ำสิทธิส่วนบุคคลตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๓๒, ๓๓, ๓๔, ๓๕, ๓๖ และสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญตามมาตรา ๖๘ ก็ต้องถือว่า ฝ่ายม็อบไพร่ทักษิณชุมนุมและมีการกระทำ "ฝ่าฝืนกฎหมาย" ที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่บ้านเมืองมีอำนาจเข้าจัดการ
๑ สัปดาห์ผ่านไป จาก ๑๓-๒๒ มี.ค.ฝ่ายแกนนำม็อบไพร่ก็ต้องรู้อยู่กับใจว่า ทั้งการปราศรัย และทั้งการใช้อำนาจคนหมู่มากกระทำต่อสังคมรวม หลายอย่างล่วงละเมิดกฎหมายและสิทธิ์ผู้อื่น บางอย่างกระทบกระเทือนต่อความมั่นคง บางอย่างส่อเจตนาล้มล้างสถาบันชาติ และหลายอย่าง บางคนทำผิดเงื่อนไขในการได้ประกันตัวจากศาล
รัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ ว่าด้วย "แนวนโยบายด้านความมั่นคงของรัฐ" ในฐานะที่ม็อบไพร่แดง และพรรคเพื่อไทยได้ชื่อว่าเป็นแหล่งรวมนักกฎหมาย ย่อมรู้อยู่กับใจว่า สิ่งที่กำลังกระทำอยู่ตอนนี้ ทั้งหมิ่นเหม่ ทั้งเหยียบย่ำข้ามมาตรา ๗๗ ไปมากแล้ว รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย และบูรณภาพแห่งเขตอำนาจรัฐ
ถ้าใครบอกว่า ที่ผมพูดนี่เป็นการใส่ร้ายกันเกินเลยไป ก็จงไปเอาเทปที่หลายๆ ฝ่ายอัดการปราศรัยของแต่ละไพร่แต่ละวันมาเปิดฟังทบทวน ไม่ต้องย้อนไกล เอาเฉพาะจากเย็นวันเสาร์ที่ ๒๐ มี.ค.เป็นต้นไปก็พอ จะเห็นว่า ตั้งแต่ไพร่ณัฐวุฒิเป็นต้นไป ปราศรัยด้วยอาการ "เมาคน"
เปลือยธาตุแท้ ไพร่สถุลต้องการ "เปลี่ยนประเทศไทย" เมาคน-เมาน้ำลาย ใส่กันไม่ยั้ง ด้วยคลั่ง-จนเผลอคิดว่า ด้วยคนที่หลอกมาให้เห็นหน้าเวที แค่นี้...ยึดประเทศ-เปลี่ยนระบอบจากไทย ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ไปเป็น "ไทยใต้ระบอบทักษิณไพร่" ได้ ถึงขนาดกู่ก้องส่งท้าย...ประชาชนจงเจริญ...ประชาชนจงเจริญ...ประชาชนจงเจริญ!
ไม่ตะโกน "ไพร่จงเจริญ" แล้ว เพราะได้ข่าวว่าทักษิณนายใหญ่ คงจั๊กจี้-จั๊กเดียมที่พวกขี้ข้าไพร่จะต้องเรียกมันว่า "หัวหน้าไพร่" แล้วลูกสาวก็จะได้รับสถาปนาเป็น "ลูกไพร่" พรรคนอมินีก็จะเป็น "พรรคไพร่" เมียก็จะได้เลื่อนชั้นเป็น "หญิงไพร่" จึงสั่งให้เลิกใช้ "มุกไพร่" ให้ไปใช้คำว่า "ประชาชน" แทนแล้ว!?
เนี่ยะ...ก็ด้วยเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญนี้ "ฝ่ายรัฐ" หมายถึงเจ้าหน้าที่บ้านเมืองโดยปกติ อันมิใช่ในความหมายรัฐบาล ประกอบด้วย ตำรวจ-ทหาร-ข้าราชการทั้งหลาย สามารถใช้อำนาจตามหน้าที่ของเขาให้เป็นไปตามมาตรา ๗๗ ด้วยการระงับ-ยับยั้ง ผู้มีการกระทำดังกล่าวได้แล้วด้วยซ้ำ!
แต่นายกฯ อภิสิทธิ์ มีความสุขุม-ลุ่มลึกอยู่ในความรุ่นร้อน ประสบการณ์เพาะบ่มจนรู้จัก "ชั่งสถานการณ์" ประกอบการตัดสินใจในฐานะ "ผู้นำฝ่ายบริหาร" จึงใช้อ่อนตั้งรับแข็งตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา
เมื่อรัฐบาลไม่ตกหลุมพรางด้วยการใช้กำลังเข้าหักหาญ ฝ่ายไพร่ทักษิณซึ่งคำนวณว่าจะใช้แผน "แตนต่อบุปผา" ในทันทีที่รัฐปราบมวลชน เมื่อรัฐไม่หลวมตัวเข้าแผน จึงหมดเงื่อนไขในการอ้างใช้มวลชนอาละวาดทำร้ายผู้คนและเผาเมือง!
ทักษิณทำสงครามครั้งสุดท้าย แทนที่ไทยและเทศจะตื่นตกใจ กลับแห่แหนกันขนเงินเข้ามาลงทุน เข้ามาช้อนซื้อหุ้นไทยทะลุขึ้นไปปรู๊ดปร๊าด ด้วยเชื่อมั่นในรัฐบาลอภิสิทธิ์ว่าจะสามารถควบคุมสถานการณ์ และควบประเทศไทยสู่เสถียรภาพทั้งการเมืองและเศรษฐกิจได้ โดยไม่มีปฏิวัติ-รัฐประหาร
และไม่มีวันที่ "สงครามไพร่" จะหามทักษิณกลับมาไทย...ยกเว้นมาในฐานะคาร์โก้ ใต้ท้องเครื่องบิน!?
รบแล้วต้อง "เสียเลือดตัวเอง" ไพร่ถูกเกณฑ์มาชุมนุมแล้วถูกสูบเลือดมาเซ่นธรณี นับเป็นเรื่องตลกโสโครกที่กินเนสส์บุ๊กต้องบันทึก ยิ่งไพร่จิ๋วทนซ่อนหางไว้ไม่ไหว เกรงไม่มีความดี-ความชอบ โดดขึ้นเวทียกไข่ลูกน้อง-มือปฏิบัติการสมัยพฤษภาทมิฬว่า "นายแน่มาก" เห็นแล้วผมต้องพนมมือระลึกถึง "พระสยามเทวาธิราช"
ขอบพระคุณท่าน ที่ดลบันดาล "แยกมาร-แยกเทพ" ของแผ่นดินให้เห็นกันไปเลยว่า "หน้าไหน-เป็นหน้าไหน" สิ้นสุดความสงสัยเพื่อสังคมประเทศไทยจะได้ก้าวข้ามไปสู่ศตวรรษใหม่ โดยไม่มี "มารเปรสิเดียม" ฟักไข่ จ้องคิดชั่ว-ทำชั่วกับประเทศไทย...แม้ใกล้จะเข้าโลง
มันเป็นเรื่องตลกน่าเวทนา ที่ผมได้ยินแกนนำไพร่ จตุพร-ณัฐวุฒิ ขึ้นไปปราศรัยบนเวทีว่า ที่ต่างชาติขนเงินเข้ามาซื้อหุ้น ๕ วันติดต่อกัน เพราะเขามีความเชื่อมั่นว่าไพร่แดงจะล้มรัฐบาลอภิสิทธิ์ได้สำเร็จ!!!
ความจริงไม่มีค่าคู่ควรแก่การนำมาเขียนไว้ตรงนี้ แต่อดไม่ได้ เพราะได้ยินแล้วผมสำลักหัวเราะจนโอเลี้ยงออกรูจมูก!
เสาร์-อาทิตย์ หัวหน้าไพร่ทุ่มทุนสร้าง เกณฑ์เสื้อแดงมาได้เยอะ พวกแกนนำทั้งหลายเลยออกอาการ "เมาคน" เหมือนผีตาย ๓-๗ วันแรกยังไม่รู้ตัว สำเริง-สำราญ และสำรอก ตะคอกชาติกันสุดลิ่มทิ่มประตู
เสนาธิการแดงคงประเมินแล้วว่า "เลยธง" มากไป เดี๋ยวจะกู่ไม่กลับ กลยุทธ์แยกชนชั้นด้วยไพร่-อำมาตย์ และการจ้วงจาบหยาบช้าต่อสถาบัน ทั้งไม่ได้ผล และไม่เป็นผลดีต่อแผน "เปลี่ยนแผ่นดิน" เพื่อทักษิณครอง ดังนั้น ถ้าท่านสังเกตจะเห็นว่า ตอนนี้ผู้ปราศรัยจะเลิกโหมกระพือประเด็นไพร่ แต่จะมีการเอ่ยถึง "สถาบัน" มากลบเกลื่อนในทางเทิดทูน
กระทั่งดึงเอา "พระหลวงตามหาบัว" มาให้เข้าใจว่าเป็นพวกเสื้อแดง!?
ผมอยากจะเตือนว่า ม็อบแดง หัวหงอก หัวดำ อดีตนายตำรวจ-นายทหาร กระทั่งนักวิชาการที่ความรู้ท่วมหัวทั้งหลาย ระวัง..จะเอาตัวไม่รอด จำได้มั้ยตอน "สึนามิ" เข้าไทย เรือรบทั้งลำ สึนามิหอบขึ้นไปไว้บนยอดเขา ถึงวันนี้ยังเอาลงไม่ได้
การ "เมาม็อบ-เมาทักษิณ-เมาตำรา" ก็เหมือนกัน ระวัง...ก้อนเนื้อในน้ำ และปริมาณม็อบลวงตา มันหอบความเพ้อคลั่ง พาตัวเองขึ้นไปค้างอยู่บนดากทักษิณ สิ้นผู้-สิ้นคน โจนลงเหวด้วยหลงว่าห้วงสวรรค์ด้วยชั้นแห่งปัญญาลวง
รู้ไว้...มันจัญไร ตั้งแต่วินาทีแรกที่คิดกันไปนั่นแล้ว!
๒๒-๒๙ มี.ค.นี้เข้าสู่สัปดาห์ที่ ๒ ของม็อบไพร่แดง ผมฟังว่า นายกฯ อภิสิทธิ์พร้อมเจรจากับ ๓ ไพร่แกนนำ แต่จากวิดิโอลิงค์ทักษิณ ทั้งน้ำเสียงและท่าที "ไม่ต้องการเจรจา" ต้องการให้ม็อบแดงแสดงอานุภาพ "แดงเป็นใหญ่ในแผ่นดิน" ทุกมือที่มีให้ทำหน้าที่รับใช้
"บ่อนทำลาย" ให้ประเทศไทยจลาจล!?
ผมบอกได้เลย ถ้าไม่ยั่วยุ ไม่ทำการให้รัฐบาลใช้กำลังตำรวจ-ทหารออกปราบ เพื่อจะได้ตะโกนคำว่า "ตำรวจ-ทหารทำร้ายประชาชน" และใช้ตรงนั้นเป็นเงื่อนไขจลาจลเมือง ก็ยังมองไม่เห็นว่า แผนกดดันให้นายกฯ อภิสิทธิ์ยุบสภาฯ หรือลาออกจะสัมฤทธิผลได้อย่างไร?
ในทางเดียวกัน ถ้าฝ่ายม็อบแดงทนการใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหวของอภิสิทธิ์ไม่ไหว ก่อการรุนแรง ทำผิดเงื่อนไขกฎหมายโจ่งแแจ้ง ก็เป็นความชอบธรรมที่ฝ่ายรัฐต้องเข้ากำราบปราบปราม
ฉะนั้น จากวันนี้ถึงวันที่ ๒๗ มีนา ต้องจับตา ถ้า ๓ ไพร่แกนนำไม่ยกระดับปฏิบัติการหักเหลี่ยมโหด "บนดิน" ฝ่ายบ้านเมืองต้องระวังปฏิบัติการ "ใต้ดิน" เพื่อทำให้เห็นว่า รัฐบาลไร้ประสิทธิภาพ ไม่สามารถปกป้อง-คุ้มภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้ประชาชนได้!
๓ ไพร่จะเจรจาหาทางลงกับอภิสิทธิ์หรือไม่ ผมอยากให้คิดบนตีนที่ติดดิน อย่าคิดบนหัวไพร่ที่เกณฑ์กันไป-เกณฑ์กันมา เวลาบนดิน ไพร่ทักษิณและไพร่สมุนอาจคิดว่า "เวลายังเหลือเฟือ" แต่ผมจะบอกให้ "เวลาบนฟ้า" กำหนดไว้แล้วว่า ด้วยฟ้าปรานี "ก่อน ๒๗ มีนา" จะยุบสภาฯ กันตอนไหน พูดจาตกลงกันได้ ก็ตกลงกันไป ถ้ายังเมาม็อบ-เมาทักษิณ ผมมีความเสียใจจะบอกว่า
หลัง ๒๗ มีนา "ฟ้าปิด-นรกเปิด"!








