
เป็นกระแสแรงเอาเรื่องเชียวครับ....
“TH-AI Passport” ใช้งบประมาณ ๑.๖ พันล้านบาท แจกฟรี ๕ ล้านคน มันคุ้มค่ากับราคาที่จ่ายจริงหรือ
ถูกตั้งคำถามมากกว่าโครงการระดับล้านๆ บาทอย่าง แลนด์บริดจ์ เสียอีก
ก็จริงครับ ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องการเมือง พุ่งเป้าไปที่ "เนวิน ชิดชอบ" เป็นการเฉพาะ
แต่ก็มีคำถามที่ไม่เกี่ยวกับการเมือง เป็นความคุ้มค่าของโครงการ และความโปร่งใส
วานนี้ (๑๑ มิถุนายน) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเวที TH-AI Passport Forum ระดมรับฟัง-แลกเปลี่ยนความคิดเห็น
กูรูไปกันเพียบ!
ผลการพูดคุย รัฐบาลรับไปเจรจาทบทวนปรับแนวทางทำสัญญาใหม่
"พชร อนันตศิลป์" ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) บอกว่า
"...กระทรวงรับข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์อย่างมาก โดยเฉพาะการลดความเสี่ยงและข้อครหาเรื่องงบประมาณ รัฐมนตรีดีอีจึงให้โจทย์มาปรับแนวทางไปสู่การเจรจากับคู่สัญญาในหลักการใช้เท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น เพื่อไม่ให้รัฐเสียเปรียบ
หากมีประชาชนเข้ามาใช้งานไม่ถึง ๕ ล้านคน โดยกระทรวงตั้งเป้าเจรจาแก้ไขสัญญาให้ได้ข้อยุติภายในเดือน มิ.ย.นี้ เพื่อเปิดให้ประชาชนเริ่มลงทะเบียนใช้งานในวันที่ ๑ กรกฎาคมนี้..."
เพียงพอหรือไม่ เพราะปัญหาไม่ใช่เรื่องงบประมาณ ความโปร่งใสอย่างเดียว
ยังมีเวอร์ชัน AI ที่เหมาะสมด้วย
คนที่พูดเรื่องนี้ได้ตรงที่สุด เพราะไม่มีการเมืองมาเกี่ยวข้อง ก็คือ "รศ.ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์" ผู้อำนวยการสถาบันไอเอ็มซี ผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัล
โพสต์ข้อความว่า
----------------
"...บางคนถามผมว่า วันนี้ผมจะไปให้ความเห็นเรื่อง TH-AI Passport หรือไม่ ผมตอบไปว่า 'ไม่ครับ' ผมไม่อยากไปยุ่งถ้าเป็นเวทีทางการเมือง โต้เถียงหาคนผิด หรือบอกว่าเป็นการล็อกสเปก
และข้อสำคัญ ผมคิดว่า ผมได้ทำหน้าที่ของผมในฐานะนักวิชาการอิสระมาระดับหนึ่งแล้ว ผมได้ให้ความเห็นของผมในเชิงวิชาการ ในด้านเทคนิค และข้อกฎหมายต่างๆ โดยการโพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก เขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ ให้สัมภาษณ์สื่อวิทยุและทีวี
ตลอดจนมีคนเอาเนื้อหาผมไปเผยแพร่มากพอสมควรแล้ว ถ้าทุกฝ่ายมีความตั้งใจจริง ก็คงเอาความเห็นไปพิจารณาต่อได้
สิ่งที่ผมนำเสนอทั้งหมดเป็นข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ด้วยหลักวิชาการ ตรวจสอบความถูกต้องได้
แม้ผมจะมีประสบการณ์ทั้งในการออกหรือยื่นข้อเสนอโครงการ เข้าใจขั้นตอนการประมูล และเป็นคนที่ต้องร่วมพิจารณาโครงการใหญ่เป็นจำนวนมากในหลายหน่วยงาน แต่ผมไม่เคยเสนอความคิดว่า โครงการนี้ล็อกสเปกหรือไม่โปร่งใส
เพราะทุกอย่างเป็นขั้นตอนตามกฎระเบียบที่มีขั้นตอนในการตรวจสอบ แต่สิ่งที่นำเสนอคือข้อมูลทางเทคนิค และความคุ้มค่าของโครงการ
ผมเองได้จุดประเด็นให้เห็นโดยการนำ TOR มาวิเคราะห์ให้ดูว่า โครงการนี้ทำอะไร มันไม่ใช่การซื้อเวอร์ชัน Pro แต่เป็นการพัฒนา Gen-AI App ที่ไม่ต่างกับ AI Chatbot รุ่นเดิมเมื่อ ๖-๗ เดือนก่อน
แต่เทคโนโลยี AI ปัจจุบันไปไกลกว่านั้นมาก และก็ชี้ให้เห็นจุดด้อยของ TOR ในบางข้อ และบอกว่าสรุปแล้วโครงการนี้น่าจะมีปัญหาในการตรวจรับ เพราะความสับสนของ TOR ที่อาจขัดหลักวิชาการ
แม้ผมจะบอกว่าการทำ Gen-AI App ที่จะนำมาแจกฟรีสำหรับคน ๕ ล้านคนไม่น่าจะมีความคุ้มค่า เพราะแทบไม่ต่างกับเวอร์ชันฟรีที่คนใช้อยู่ ยิ่งไม่มีการกำหนดจำนวน Token ใช้งานต่อคนให้ชัดเจน ด้วยงบเท่านี้ แต่ละคนก็คงใช้งานได้เพียงเล็กน้อย แต่ผมก็ได้ให้ความเห็นเสนอแนะว่าโครงการนี้สามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อย่างไร
โดยเฉพาะการทำ Gen-AI App สำหรับคนบางกลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งผมก็ให้ความเห็นต่อสาธารณะและส่งผ่านผู้ใหญ่ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน
ถ้าทุกฝ่ายเห็นแก่ประโยชน์สาธารณะ เราก็ควรยอมปรับโครงการนี้ให้มีความเหมาะสม
สุดท้าย เมื่อมีการบอกว่าสัญญาเซ็นไปแล้ว TOR แก้ไม่ได้ ผมก็ชี้ช่องให้เห็น ระบุถึงข้อ ๑๕ การสงวนสิทธิ์ใน TOR และชี้มาตรา ๙๗ ตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.๒๕๖๐
ผมได้ทำหน้าที่ของผมแล้ว และต้องขอบคุณ สส. และผู้บริหารหลายท่านที่ได้รับฟังความเห็นผม โดยเฉพาะ ดร.อ้อ การดี เลียวไพโรจน์ ที่ช่วยทำหน้าที่สื่อสารข้อมูลบางด้านของผมให้
นอกจากนี้ผมก็ยังได้เสนอความเห็นไปยัง สส.ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ทั้งสองท่านทำหน้าที่ได้ดีมาก และผมคิดว่าเป็นช่องทางที่เหมาะสม
ซึ่งบอกตรงๆ เรื่องนี้สำหรับผมคือ งานวิชาการ ไม่ใช่เรื่องของการเมือง ผมเองไม่พยายามจะมีประเด็นข้อสงสัยในเรื่องการประมูลของโครงการ แต่วัตถุประสงค์ของผมคือ ทำอย่างไรโครงการนี้จึงจะคุ้มค่ากับส่วนรวม
ผมไม่คิดว่า การรับฟังความคิดเห็นที่อาจจะเห็นการถกเถียงกันจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมมาก แต่ถ้าทุกฝ่ายตั้งใจจะแก้ปัญหาเรื่องนี้ สามารถทำได้โดยระงับการดำเนินการโครงการนี้ไว้ก่อน
แล้วนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการ AI ของชาติ มอบหมายให้มีคณะกรรมการมาศึกษาความคุ้มค่าของโครงการนี้ โดยอาจมีรัฐมนตรีหรือผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง แล้วปรับเงื่อนไขสัญญานี้ให้เกิดความคุ้มค่าและสอดคล้องกับ AI Master Plan ของประเทศ
ทั้งนี้ คณะกรรมการศึกษาใช้เวลาไม่กี่สัปดาห์ก็เสร็จแล้วครับ เพราะสิ่งที่โต้แย้งในเชิงวิชาการ มันสามารถพิสูจน์ได้ตามข้อเท็จจริงและหลักวิทยาศาสตร์ เอาเอกสาร เอา AI App ต่างๆ มาเปิดดูก็ทราบแล้วครับ ข้อสำคัญ เรื่องนี้ต้องใช้คนที่รู้เรื่อง AI จริงๆ มาร่วมพิจารณาด้วยความเป็นอิสระ
AI ไม่ใช่เรื่องแค่กระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง แต่คือยุทธศาสตร์ของประเทศ ต้องมี Master Plan ดี มันไม่ใช่ One stop project ของกระทรวง..."
----------------------
อย่างที่บอกครับ โครงการนี้ถูกจับตามองเยอะมาก หากรัฐมนตรีไม่ใช่ "ไชยชนก ชิดชอบ" ความสนใจอาจน้อยและไม่กระจายวงกว้างอย่างนี้
แต่ก็เป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีครับ ที่ต้องทำเรื่้องนี้อย่างโปร่งใส
อะไรที่ยังคาใจกันอยู่ควรคุยกันให้ตกฟาก
รัฐบาลต้องฟังนักวิชาการที่ไม่อิงการเมืองให้มาก เพราะหากโครงการโปร่งใส ถูกต้อง คุ้มค่าร้อยเปอร์เซ็นต์ คนกลุ่มนี้จะกลายเป็นแนวร่วมของรัฐบาลไปโดยปริยาย
ส่วนฝ่ายค้านก็ปล่อยให้เขาทำหน้าที่เขาไป อะไรที่มีประโยชน์ก็รับฟังเอาไปปฏิบัติ ไม่ต้องเขิน ไม่ต้องอาย อะไรที่ไร้สาระก็ปล่อยให้เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา
แต่อย่าดื้อไม่ฟังใครเชียวครับ
มันจะบานจนคุมไม่อยู่.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เพราะเป็นลูกชายเนวิน
มีอยู่เรื่องหนึ่งครับ.... เหมือนไกลตัวแต่ตอนนี้มาอยู่ที่ปลายจมูกทุกคนแล้ว โดยที่หลายคนมองไม่เห็นด้วยซ้ำ
พระบุญสิน โชติปัญโญ
ขออนุโมทนาบุญครับ... เห็นภาพ แม่ทัพกุ้ง พล.อ.บุญสิน พาดกลาง อุปสมบทแล้ว รู้สึกอิ่มใจ ก็คงรู้สึกเหมือนคนไทยหลายล้านคนที่ได้เห็น แม่ทัพกุ้ง ในผ้าเหลือง
ค้านสมชื่อ
ขิงกันน่าดูครับ... นโยบายแจกเงินของรัฐบาลอนุทิน ถูกถล่มจากพรรคฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรคส้ม เป็นรายวัน ความโดยรวมคือ กู้มาแจก ไม่ถูกวัตถุประสงค์
ผู้ชนะอยากแก้ ผู้แพ้อยากรื้อ
คุยเรื่องรัฐธรรมนูญกันหน่อยครับ...หลังจากทำประชามติประชาชน ๒๑ ล้านเสียง ต้องการให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ บรรดาพรรคการเมืองเขาก็เดินหน้าทันที สร้างดาวคนละดวง! นี่ขนาดยังอยู่ในชั้นเสนอร่างแก้ไขนะครับ ยังหาจุดร่วมแทบไม่ได้เลย
วันที่ส้มต้องรบกับส้ม
ต้องฟ้องรัฐบาลซะหน่อย... วานนี้ (๕ มิถุนายน) มีโอกาสไปใช้ "ไทยช่วยไทยพลัส" ซื้อก๋วยเตี๋ยวแถวๆ ออฟฟิศไทยโพสต์ หลังจากอิ่มหนำสำราญแล้ว เรียกเก็บเงิน คำแรกแม่ค้าถามว่า "มีไทยรักไทยมั้ย"
ผลงานพรรคส้ม
ชื่อของ "สุรพล นิติไกรพจน์" ดูเหมือนจะเป็นที่รังเกียจของมวลชนสีส้มเยอะพอควร ทั้งๆ ที่เป็นนักกฎหมายที่เก่งกาจลำดับต้นๆ ของประเทศ

