ในบทเพลงชื่อว่า หนักแผ่นดิน ที่โด่งดังเป็นที่รู้จัก ไม่ว่าในหมู่ฝ่ายขวา ฝ่ายซ้ายในเมืองไทย เมื่อช่วงประมาณ 30 หรือเกือบจะ 40 ปีที่แล้ว มีเนื้อเพลงอยู่ช่วงหนึ่งซึ่งระบุเอาไว้ว่า คนใดหลงชนชาติอื่น ชาติเดียวกันเขายืนข่มเหง อันเป็นถ้อยคำที่พวกฝ่ายขวามักจะหยิบยกมาใช้กระทบกระเทียบ เปรียบเปรย แดกดันฝ่ายซ้าย หรือพวกที่มีแนวความคิดหนักไปทางสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ในขณะนั้นอยู่เนืองๆ...
-----------------------------------------------
แต่ถึงแม้นว่าพวกฝ่ายซ้ายในยุคนั้น จะคิดอะไรไม่ค่อยตรงกับฝ่ายขวา แต่บรรดาแนวความคิดที่เรียกกันว่าสังคมนิยม หรือคอมมิวนิสต์ ยังถือได้ว่าเป็นความคิดในเชิงอุดมการณ์ อุดมคติ ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่วนรวม เพื่อสังคม หรือเพื่อชาติบ้านเมือง ไปตามความหวัง ความเข้าใจ ของกลุ่มคนเหล่านั้น ไม่ได้มุ่งจะสนองตอบแต่ผลประโยชน์ ความต้องการของตัวเองล้วนๆ และแม้แต่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ผู้อาจถือเป็นต้นตำรับในการนำเอาแนวคิดเหล่านี้เข้ามาเผยแพร่ในสังคมไทย ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า ไม่ได้มัวแต่หลงชนชาติอื่น จนถึงขั้นพร้อมจะยอมข่มเหงคนชาติเดียวกัน แม้นว่าชนชาตินั้นๆ จะเป็นคอมมิวนิสต์เช่นเดียวกับตัวเองก็ตาม...
--------------------------------------------------
ไม่เช่นนั้น...ตอนที่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามยื่นข้อเสนอให้กับพรรคคอมมิวนิสต์ไทย อาสาจะนำเอากองทัพเวียดนามเข้ามาช่วยปลดปล่อยสร้างฐานที่มั่นถาวรในเขตภาคเหนือ ภาคอีสาน ระหว่างที่ พคท.กำลังต่อสู้โรมรันพันตูกับรัฐบาลในระดับพริกถึงขิง คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย คงไม่คิดที่จะปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าวโดยสิ้นเชิง ซึ่งไม่เพียงแต่จะทำให้ตัวเองไม่ต้องไปข่มเหงคนชาติเดียวกันกับตัวเองแล้ว ยังเลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องหันไปทะเลาะเบาะแว้งกับคนชาติอื่นๆ ทั้งๆ ที่เป็นผู้มีแนวคิดสังคมนิยม หรือเป็นคอมมิวนิสต์แบบเดียวกันซะด้วย...
------------------------------------------------------
ต่างไปจากผู้คนในยุคนี้จำนวนไม่น้อย ซึ่งจะเรียกว่าฝ่ายไหน กลุ่มไหนก็เถอะ แต่ในแง่ความคิดแล้ว...ดูจะไม่ได้มีสิ่งที่เรียกว่าอุดมการณ์ อุดมคติใดๆ ติดปลายนวมเอาซะเลย ไม่ว่าตั้งแต่จุดยืน เป้าหมาย วิธีการ ล้วนมุ่งตอบสนองผลประโยชน์ ความต้องการ ที่มีแต่ ตัวกู-ของกู หรือไม่ก็ พวกกู-ฝ่ายกู เป็นหลัก อีกทั้งความเป็นตัวกู พวกกู ที่ว่านี้ ก็ไม่ได้สะท้อนถึงความปรารถนาดีที่มีต่อส่วนรวม ต่อสังคม หรือต่อชาติบ้านเมืองแม้แต่น้อย และไม่ว่าจะเป็นชาติไหนๆ เป็นอเมริกา เป็นจีน เป็นรัสเซีย หรือแม้กระทั่งเป็นเขมรก็แล้วแต่ ถ้าหากสามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการข่มเหงฝ่ายตรงข้าม อันเป็นชนชาติเดียวกันกับตนเอง แต่ดันไปมีผลประโยชน์ขัดแย้งกับตัวเองได้เมื่อไหร่ ก็พร้อมที่จะผวาเข้าไปชัก ไปลาก ไปดึงเอาชาตินั้นๆ มาเล่นงานชาติตัวเอง ได้ทุกๆ จังหวะ ทุกนาทีโดยไม่คิดลังเลใดๆ แม้แต่น้อย...
-------------------------------------------------------
ภายใต้สภาพเช่นนี้นี่เอง ที่มันทำให้ปัญหาซึ่งไม่น่าจะเป็นปัญหา ต้องกลายเป็นปัญหาน่าหนักอกหนักใจไปจนได้ อันเนื่องมาจากคำว่าชาติ สังคม หรือส่วนรวม มันแทบไม่เหลือติดอยู่ในความรู้สึก นึกคิด ในมันสมองส่วนบน ส่วนล่าง หรือแม้แต่ปลายก้านสมอง ของบรรดาคนเหล่านี้แม้แต่เพียงเล็กๆ น้อยๆ ทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่กะโหลกไปยันหัวแม่ตีน ล้วนเต็มไปด้วย อัตตา หรือความเป็น ตัวกู-ของกู ล้วนๆ ปัญหาระหว่างไทยกับเขมร ระหว่างไทยกับรัสเซีย หรือระหว่างไทยกับประเทศไหนๆ ก็ตาม ที่ไม่ว่าโดยเนื้อหา หลักการ หรือโดยวิธีการแล้ว ย่อมหนีไม่พ้นที่จะต้องอาศัย ผลประโยชน์แห่งชาติ หรือผลประโยชน์ของสังคม ส่วนรวม เป็นศูนย์กลางในการคิด การตัดสินใจ หรือการแสดงท่าทีใดๆ ก็ตาม แต่เมื่อมี อัตตา มี ตัวกู-ของกู มีผลประโยชน์ของพวกกู ฝ่ายกู เป็นศูนย์รวมในทุกๆ เรื่อง ปัญหาที่ไม่น่าจะเป็นปัญหา มันจึงกลายเป็นปัญหาที่ถูกทำให้หนักหน่วง บานปลาย ไปกว่าปกติธรรมดา หรือกว่าที่ควรจะเป็นอย่างเห็นได้โดยชัดเจน...
----------------------------------------------------------
ด้วยเหตุนี้...ไม่ว่าเราจะปฏิรูป ปฏิรูด ปฏิสังขรณ์ประเทศไทย ไปในลักษณะไหนก็ตาม แต่ถ้าหากเรายังไม่สามารถขจัดกวาดล้าง ไม่สามารถบรรเทา เบาบาง ความเป็น ตัวกู-ของกู อันมีพื้นฐานมาจาก ความเห็นแก่ตัว ให้พอลดๆ ลงไปได้บ้าง ไม่ว่าจะลูบ หรือจะรูดกันแบบไหน? อย่างไร? สุดท้าย...มันคงหนีไม่พ้นไปจากความฉิบหายที่รอคอยอยู่เบื้องหน้าได้โดยเด็ดขาด จะโดยการล่มสลายด้วยตัวของมันเอง หรือจะโดยแรงกดแรงบีบของต่างชาติ คงไม่ได้แตกต่างกันไปซักเท่าไหร่นัก ใครเก่งกว่า ด้อยกว่า ใครใหญ่ ใครเล็ก หรือใครถูก ใครผิด ว่าไปแล้วไม่ใช่เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ระดับที่จะทำให้ชาติใด ชาติหนึ่ง สังคมใด สังคมหนึ่ง ต้องพังพินาศลงไปได้ง่ายๆ แต่ถ้าเจอเข้ากับความเห็นแก่ตัวของคนในชาติซะอย่าง ไม่พังวันนี้ก็คงต้องพังในวันใดวันหนึ่งจนได้...
----------------------------------------------------------------
ประเทศกัมพูชานั้น...ไม่ว่าจะด้อยกว่า เล็กกว่า หรืออาจประพฤติปฏิบัติไม่ถูกต้องตามครรลองที่ควรจะเป็นก็ตาม แต่ถึงทุกวันนี้...ชาวกัมพูชาจำนวนไม่น้อยคงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะร่า ตลกขบขันกับชาวไทยแต่ละกลุ่มแต่ละฝ่ายที่ต่างหันมากัดกันเองอย่างสนุกสนาน เมามันซ์ซ์ มิรู้เบื่อ กระทั่งชาวรัสเซียที่ว่ากันว่ามีจำนวนถึง 148 ล้าน เอาเข้าจริงๆ แล้ว...คงมีอยู่แค่ไม่กี่คนที่อาจเกิดอาการตัวสั่นเร่าๆ อยากจะด่า อยากประณามรัฐบาลไทย และกระบวนการยุติธรรมไทย แบบเดียวกับที่คนไทยบางคนกำลังหันมาเล่นงานรัฐบาลไทย และศาลไทยในทุกวันนี้ ไม่เชื่อก็ลองไปถามฝรั่งรัสเซียที่พัทยา ที่พัฒนพงษ์ดูก็ได้ อย่างน้อยคำตอบที่ได้รับก็น่าจะดีกว่าคนไทยที่ไปนั่งด่าประเทศไทย ด่าคนไทยให้ฝรั่งรัสเซียฟังในประเทศรัสเซียมาเป็นสิบๆ ปีไม่มากก็น้อย...
------------------------------------------------------------
ทั้งๆ ที่เพิ่งผ่านความฉิบหายวายวอด ผ่านการบาดเจ็บล้มตายมานับเป็นร้อยๆ มาถึงขั้นนี้แล้ว...เลิกเหอะ!!! การหันมากัดกันเองอย่างเป็นอุปนิสัย สันดาน โดยไม่คิดสนใจกับความเป็นสังคม ส่วนรวม หรือความเป็นชาติบ้านเมืองใดๆ เลย มุ่งจะเอาแต่ตัวกู-ของกู เอาอัตตาของตัวเองเป็นศูนย์กลางทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะไม่ว่าใครชนะ ใครแพ้ ใครผิด ใครถูก...ต่างฝ่ายต่างก็หนีไม่พ้นความฉิบหายไปด้วยกันทั้งนั้นนั่นแล...
---------------------------------------------------------------
ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้จาก รัดยาร์ด คิปปลิง (อีกครั้ง)....หลายชาติสูญสิ้นไปอย่างไร้ร่องรอยและประวัติศาสตร์ได้แสดงให้เห็นโดยชัดแจ้ง ด้วยเหตุผลง่ายๆ เพียงประการเดียวในทุกๆ กรณี นั่นก็คือ ชาติเหล่านั้นสูญสลายเพราะประชาชนไม่เข้มแข็ง...
------------------------------------------------------------------








