Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

สมาธิปัญญา


การที่ผู้ปฏิบัติจะเข้าถึงสมาธิปัญญาได้นั้น จำเป็นต้องอบรมจิตของตนให้มีกำลังในระดับของฌานสมาธิ คือภาวะร่างกายตัวตนหายไป ลมหายใจหายไป เหลือแต่ดวงจิตที่มีความสว่างไสวอันเป็นภาวะของจิตเดิมแท้ (ก่อนที่จิตจะเกิดอาการหลงในมายาสมมติ) หลายท่านเมื่อปฏิบัติแล้วไปพบเจอกับอาการดังกล่าว ทำให้อาจหลงเข้าใจว่าจิตไปติดในฌานสมถะอันมีความว่างเป็นอารมณ์จิต เลยคิดไปว่า สมาธิเช่นนี้ไม่มีประโยชน์อะไรในการปฏิบัติ บ้างก็เรียกอาการนี้ว่า "สมาธิหัวตอ" เพราะไม่เกิดภูมิปัญญา จึงพยายามที่จะสร้างแนวทางการทำสมาธิขึ้นมาใหม่ ด้วยการใช้ความคิดไปพิจารณาข้อธรรมโดยไม่มีกระบวนการในการอบรมจิตเหมือนดังแต่ก่อน ซึ่งการกระทำเช่

นนี้จะส่งผลให้ผู้ปฏิบัติไม่อาจเข้าถึงความจริงของการปฏิบัติธรรมได้ จะได้ก็แต่เพียงเหตุผลผิดชอบชั่วดีตามแบบของทางโลกเท่านั้น แต่จะไม่บังเกิดภูมิปัญญาความรู้ในการเอาตัวรอดจากการเวียนว่ายตายเกิดในมิติภพภูมิแห่งวัฏสงสารออกไปได้

ด้วยเหตุผลที่ว่าการเข้าถึงความจริงในขั้นสุดท้าย (อันเป็นปัญญาแห่งความรู้แจ้งเห็นจริง) นั้น ไม่สามารถที่จะเรียนรู้ได้ด้วยวิธีการทางโลกวัตถุ สิ่งอันเป็นนามธรรมจำเป็นต้องใช้วิธีการทางด้านการอบรมจิตเท่านั้นจึงจะสามารถเข้าถึงได้ ดังนั้น การเข้าถึงปัญญาความรู้แจ้งจึงจำเป็นที่จะต้องอบรมจิตด้วยการปฏิบัติสมาธิภาวนาเพื่อเข้าสู่กระบวนการแห่งปัญญาความรู้แจ้ง

การศึกษาเล่าเรียนตามกระบวนการทางโลกวัตถุที่เรากำลังศึกษากันอยู่บนโลกนั้น ไม่อาจที่จะเข้าถึงสภาวะอันเป็นนามธรรมทางด้านจิตวิญญาณได้ ปัญญาทางโลกย่อมมีขอบเขตและความเข้าใจได้แค่ทางโลกเท่านั้น ไม่อาจใช้กระบวนการทางโลกเข้าไปศึกษาและเข้าถึงเรื่องราวอันเป็นสัจธรรมความรู้แจ้งเห็นจริงได้

ปัจจุบันหลายคนกำลังหลงประเด็นเกี่ยวกับการทำสมาธิเพื่อภูมิปัญญาแสวงหาทางหลุดพ้น โดยคิดว่าการอบรมสมาธิด้วยการพูด การฟัง หรือการรับชมผ่านสื่ออุปกรณ์ทางโลกจะสามารถทำใ

ห้บุคคลเข้าถึงธรรมได้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การเรียนการสอนด้วยวิธีการทางโลกวัตถุนั้นจะทำให้เราสามารถเข้าใจในเรื่องราวของธรรมะได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น คือเพียงแค่เหตุผลทางโลก แต่ไม่อาจนำพาดวงจิตของเราให้เข้าสู่ภาวะแห่งปัญญาการรู้แจ้งเห็นจริง อันเป็นปัญญาที่สามารถนำพาดวงจิตวิญญาณของเราให้ก้าวพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารนี้ออกไปได้

ทุกวันนี้พวกเรากำลังหลงทางกับวิธีการสอนและการเรียนรู้อย่างผิดๆ ที่ไม่ยึดเอาวิธีการอบรมจิตด้วยการปฏิบัติสมถกรรมฐาน หรือการทำฌานสมาธิเพื่ออบรมจิต แต่กลับไปใช้กระบวนการศึกษาแบบทางโลกเพื่ออธิบายเรื่องราวของจิตวิญญาณ ดังที่พบเห็นกันทั่วไปในปัจจุบันว่า หลายๆ สำนักไม่สอนการทำสมาธิด้วยการเข้าฌาน แต่กลับให้นั่งคิดพิจารณาสภาวะธรรมต่างๆ ตามหลักการและเหตุผลทางโลกที่สมมติบัญญัติกันเอาไว้ คือใช้วิธีการนั่งคิดและจินตนาการเอาตามตำรับตำรา จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่เราจะมีแต่ผู้ปฏิบัติที่เก่งสำนวนโวหาร เก่งโต้คารม เก่งในการตีความและถกเถียง แต่ทำสมาธิไม่เป็น มิหนำซ้ำยังพยายามที่จะสำเร็จมรรคผลนิพพานด้วยวาจาและโวหารของตน ทั้งหลายทั้งมวลล้วนเป็นผลมาจากการที่เรากำลังขาดแคลนครูบาอาจารย์ที่มีความรู้จริงในแนวทางปฏิบัติสมาธิภาวนา

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นมนุษย์ผู้ประเสริฐที่ได้บังเกิดขึ้นมาบนโลกธาตุใบนี้ พระพุทธองค์ทรงล่วงรู้ถึงกระบวนการของจิตอันเป็นนามธรรม ซึ่งยากที่มนุษย์เราทั่วไปจะเข้าไปถึงมิติอันเป็นความคิดนั้นได้ ในครั้งที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณจึงได้พยายามคิดหาวิธีการที่จะสั่งสอนชาวโลกให้เข้าใจธรรมขั้นโลกุตระภูมิ (อันเป็นภูมิธรรมขั้นเหนือโลก เลยสมมติ) เพราะการที่ดวงจิตจะสำเร็จพระนิพพานได้นั้น จำเป็นต้องสำเร็จในโลกุตระภูมิ หรือในภูมิธรรมที่ทรงตัวอยู่เหนือโลกเหนือสมมตินี้เท่านั้น อีกทั้งยังไม่มีภาษาใดที่จะสามารถอธิบายเป็นวาจาคำพูดให้เข้าใจได้

นิพพานจึงมีอาการแห่งการสิ้นกิเลสและเท่าทันกิเลสที่แตกต่างกัน แต่หากเป็นการสิ้นกิเลสด้วยการพิจารณาตามสมมติบัญญัติโลก จนจิตเกิดภูมิปัญญาเท่าทันกิเลสโลกเหล่านั้นลงได้ โดยไม่ตกเป็นทาสของกิเลสเหล่านั้นอีกต่อไป อย่างนี้ถือเป็นภาวะแห่งนิพพานพรหม ซึ่งเป็นการเท่าทันกิเลสด้วยปัญญาและเหตุผลทางโลก ส่วนการสิ้นกิเลสโดยการที่จิตเข้าถึงสภาวะแห่งการปรุงแต่งอารมณ์จิต และทำลายกิเลสลงได้ด้วยกระบวนการทางความคิดที่เกิดดับขึ้นภายในจิตและสติธาตุรู้ที่เท่าทันมายาการปรุงแต่งของจิตในทุกขณะ (อันเป็นภาวะที่อยู่เหนือสมมติบัญญัติโลก เป็นโลกุตระนิพพาน และเป็นสูญตาที่เลยอนัตตาขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง) จึงจะนำให้จิตดวงนั้นสามารถหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารนี้ออกไปได้

ถึงแม้ในปัจจุบันจะยังไม่อาจกำหนดระยะเวลาของนิพพานพรหม (ซึ่งเป็นภาวะนิพพานที่สำเร็จในโลกียะภูมิ) ได้ว่ามีระยะเวลายาวนานสักเท่าใด แต่หากเหตุปัจจัยแห่งสภาวะนิพพานเปลี่ยนแปลงไป และจิตดวงนั้นยังไม่เป็นสูญตา (ซึ่งเป็นสภาวะในโลกุตระภูมิ) ไม่ว่าอย่างไรจิตดวงนั้นก็จะยังคงต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสารนี้อีกต่อไป

ดังนั้น การที่เราจะเข้าถึงสภาวะแห่งโลกุตระภูมิได้ ผู้ปฏิบัติจึงจำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการอบรมจิตด้วยการปฏิบัติสมถกรรมฐาน และดำเนินจิตไปตามวิปัสสนากรรมฐานตามแบบที่พระพุทธเจ้าทรงแนะแนวทางเอาไว้ให้ มิเช่นนั้นจิตจะไม่อาจก้าวถึงขั้นแห่งโลกุตระภูมิได้ จิตที่เข้าฌานสมาธิไม่ได้จะตกอยู่ในอำนาจมายาสมมติโลก เมื่อพ้นจากอำนาจโลกไม่ได้ จึงไม่อาจเข้าถึงปัญญาความรู้แจ้งเห็นจริงได้.

อ.บูรพา ผดุงไทย



flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Download Firefox  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์