หนังเรื่องนี้ "ม้วนเดียวจบ"
วันก่อนเห็นสีหน้าแววตาของพี่น้องนักข่าวไทยโพสต์หลายคนดูจะตื่นเต้นไม่น้อยที่จะได้ทำข่าวครั้งสำคัญในชีวิต เพราะตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคมเป็นต้นไป "กองทัพเสื้อแดง" เขาประกาศยึดเมืองหลวง! อาจทำให้บ้านเมืองเกิดจุดเปลี่ยนก็เป็นได้ แต่ก็มีพี่น้องอีกหลายคนเช่นกัน ที่อุทานออกมาว่า "ไรว้า" ในอาการที่ภาษาวัยรุ่นเขามักเรียกกันว่า "เซ็งเป็ด" นั่นแหละ
ก็แทนที่หยุดวันอาทิตย์จะได้พักผ่อนหย่อนใจสักหน่อย กลับต้องมาเกาะติดทำข่าว "กองทัพเสื้อแดง" แต่ในฐานะคนทำ "สื่อ" มันก็เลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องยกให้เรื่องส่วนร่วม-ความรับผิดชอบต่อสังคมสำคัญเหนือกว่าเรื่องส่วนตัว
อย่าว่าแต่พี่น้องเลย ตัวผมเองนั่นแหละอาการ "เซ็งเป็ด" ยังน้อยไป น่าจะเรียกว่า "เซ็งห่าน" ถึงจะถูก เพราะนานทีปีหนจะมีนัดหมายกับพรรคพวกโฉบเขาโรงหนังดูหนังมันส์ๆ สนุกๆ ซักเรื่อง...แต่ "ไรว้า" กองทัพเสื้อแดงดันมา "ยึดกรุง" ซะงั้น! นัดหมายกับพรรคพวกเป็นอันต้องยกเลิกไปโดยปริยาย
นี่...วันก่อนยังแอบอิจฉา "ป๋าเปลว" ของผมอยู่เลย แหม...ขนาดนี้แล้วท่านยังอุตส่าห์ชะแว้บเข้า "โรงหนัง" ไปดู "ขงจื้อ" มาแล้วน่ะนั่น ฮิฮิ
...พูดถึง "โรงหนัง" ในกรุงเทพฯ ปัจจุบัน โห...ช่างใหญ่โต-อลังการเสียยิ่งกระไร และมีให้เลือกเข้าชมตามแต่รสนิยม ไม่เหมือนแต่ก่อนมีให้เลือกเพียงไม่กี่โรง และสภาพโดยรวมทั้งภายนอก-ในโรงหนัง แตกต่างกันลิบลับหากเทียบกับปัจจุบัน
จำได้ว่าราวปี '39 พี่ชายผมพาเข้าโรงหนัง (ครั้งแรกในชีวิต) ดูหนังเรื่อง "Water World" ที่มี "เควิน คลอสเนอร์" เป็นตัวเอกของเรื่อง และโรงหนังที่ว่าชื่อ "เวสโก้" ตั้งอยู่ย่านหัวหมาก ถือว่าขึ้นชื่อและแน่นทุกรอบเลยแหละ เพราะทั้งย่านมีให้เลือกเพียงโรงเดียวแฮะ
แต่ก็อย่างว่า...เหมือนสิ่งของที่มีคนใช้เยอะและบ่อยๆ เข้า นานไปมันก็มีผุมีพังเป็นธรรมดา "โรงหนังเวสโก้" ก็เช่นกัน พอเข้าไปข้างในแทนที่จะได้ดูหนัง กลายเป็นว่าได้ดู "เงา" ตัวเองแทน
ก็เพราะ "เก้าอี้" เจ้ากรรมตัวนั้นดันกดพับนั่งไม่ได้ครับ ตัวผมเลยไปบังลำแสง (ไม่รู้เรียกถูกมั้ย) ที่ยิงจากเครื่องฉาย เงาก็เลยไปโผล่ที่จอหนัง และก็ไม่ใช่เก้าอี้ตัวนั้นตัวเดียวด้วยนะ แต่มีอีกหลายตัวที่ทำให้คนดูหนังอยู่ในสภาพก้มๆ เงยๆ ไม่ต่างกัน
อย่างไรก็ดี ในยุค 10 กว่าปีที่แล้ว "โรงหนังเวสโก้" ยังถือว่ามี "คลาส" หากเทียบกับโรงหนังย่านสามแยกพระโขนง แม้จะมีให้เลือกชมได้หลายโรงก็ตาม แต่หากเดินทะเล่อทะล่าเข้าไปไม่ดูตาม้าตาเรืออาจสะดุดบรรดา "ถุง" ที่ไม่พึงประสงค์หัวคะมำก็เป็นได้...กรณีนี้พรรคพวกผม "คุณนัซเซอร์ ยีหมะ" ทีมงานการ์ดพันธมิตรฯ หนึ่งในผู้ต้องหาคดีบุกเอ็นบีทียืนยันได้ (ฮ่า)
พูดก็พูดเถอะ..การดูหนังในโรงหนังที่กรุงเทพฯ แม้จะโอ่อ่าหรูหราแค่ไหนก็ตาม แต่ในแง่ความมี "เสน่ห์" แล้วผมว่าเทียบไม่ได้กับการได้ดู "หนังกลางแปลง" ที่แวดล้อมไปด้วยกลิ่นอายของธรรมชาติ และวีถีชีวิตแบบ "บ้านๆ" ตามชนบทไทย
ล้อมรอบ "หนังกลางแปลง" จะรายเรียงไปด้วยของขบเคี้ยว อาหารการกิน ที่ชาวบ้านนำออกมาขาย มีตั้งแต่เม็ดมะขามคั่ว ถั่วต้ม แมงกุ๊ดจี่ทอด กล้วยแขก ก๋วยเตี๋ยว ฯลฯ มากมายให้เลือกสรร บางเจ้าก็นำ "ยาดอง" เป็นโถๆ ออกมาตั้ง ใครได้กระดกสักกรึ๊บรับรอง "แข็ง" จนซอดแจ้งเลยแหละ เฮ้ย! "ลูกกะตา" นะครับที่ "แข็ง" ไม่ใช่อะไรอื่น..ฮิฮิ
ที่นิยมที่สุดคือ "เม็ดมะขามคั่ว" ครับ โดยเฉพาะหน้าหนาวใครที่ไม่ได้ "ขบเม็ดมะขามคั่ว" ดังกรุบๆ กรุบๆ ถือว่าเชยยย์สุดๆ แล้ว "ขบ" ไปดูหนังไป อะไรมันจะสุขได้ปานชะนี้ ดีกว่านั่งเหนียมอายละเมียดเคี้ยว "ป็อปคอร์น" เป็นไหนๆ
"หนังกลางแปลง" ที่ว่านั้นเขาจะฉายกันตอนกลางคืนครับ ในบริเวณที่โล่งตามลานวัด เป็นต้น..เมื่อ 20 ปีที่แล้ว สมัยยังเป็นเด็กอยู่บ้าน "ราษีไศล" ผมได้ดูบ่อยถึงบ่อยมากโดยไม่เบื่อหน่าย คนแถวนั้นเขาจะเรียกประเภทของ "หนังกลางแปลง" ว่าหนังล้อมผ้า, หนังงานบุญ, หนังขายยา และหนังขอข้าว (ไม่รู้ว่าท้องถิ่นอื่นจะเรียกเหมือนกันหรือเปล่า)
แต่ละประเภทจำนวนคนดูก็แตกต่างกันไป อย่าง "หนังล้อมผ้า" คนจะดูน้อยกว่าประเภทอื่น เพราะเป็นหนัง "เก็บเงิน" ต้องซื้อตั๋วเข้าดู ราคาสำหรับเด็กก็ 10 บาท ผู้ใหญ่ 20 บาท สมัยโน้นก็ถือว่าแพงหูฉี่ทีเดียว
ที่มีคนดูมากเห็นจะเป็น "หนังงานบุญ" เช่น ตามงานบวช งานศพ หรืองานทอดผ้าป่า เพราะนอกจากจะได้ดูหนังฟรีแล้ว ยังได้กินฟรีดื่มฟรีอีกต่างหาก เรียกว่าทุกอย่าง "ฟรีหมด" ครับ..ใครล่ะจะไม่ชอบ หอบลูกหอบหลานมากันทั้งตำบลก็มี..หนัง 2 ประเภทนี้แถวบ้านผมก็ยังคงมีให้ได้ดูกันอยู่ แต่นานทีจะมีให้ดูหน
ส่วน "หนังขายยา" และ "หนังขอข้าว" ก็จะมีคนดูระดับปานกลางไม่มากไม่น้อย ขึ้นอยู่กับสรรพคุณของยาที่นำมาเร่ขาย และหนังที่เอามาฉายจะสนุกแค่ไหนอย่างไร
"หนังขายยา" มักจะทำให้คนดูเกิดอาการ "เซ็งเป็ด" เป็นประจำ โดยเฉพาะช่วงหนังที่ฉายกำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม เป็นอันต้อง "แอ่นแอ๋น" ทุกครั้ง เพื่อที่เจ้าของหนังจะได้นำยาออกมาขาย ส่วนใหญ่ก็ประเภทยาฆ่าหญ้า-แมลง, ยาถ่ายพยาธิ, ยาแก้ไข้-แก้ไอ-แก้ปวดเมื่อย แต่กว่าเจ้าของหนังจะขายยาได้ตามเป้า บางทีก็ไม่ต้องดูกันต่อเลย เพราะไก่ขันเสียก่อน
ผมน่ะ..ชื่นชอบ "หนังขอข้าว" เป็นพิเศษ เพราะการันตี "ความสนุก" ของหนังที่เจ้าของหนังจะต้องนำมาฉายเพื่อแลกกับ "ข้าวเปลือก" ถ้าเป็นหนังที่ชาวบ้านดูแล้วไม่สนุกไม่ชอบใจล่ะก็ รุ่งเช้าอย่าหวังจะได้ "ข้าว" ติดรถกลับบ้าน แต่ถ้าเป็นหนังดูแล้วสนุกก็จะได้ข้าวเปลือกกลับบ้านไปเป็นกระสอบๆ
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่มีกฎหมาย "ห้ามเร่ขายยา" หนังขายยาก็ล้มหายตายจากไป 10 กว่าปีแล้ว ส่วน "หนังขอข้าว" ก็เลิกกันไปแล้วเช่นกัน โดยผมเองก็ไม่ทราบสาเหตุ จะเป็นเพราะราคาข้าวเปลือกสูงขึ้นก็ไม่น่าจะใช่ เพราะตั้งแต่เกิดมา 30 กว่าปีแล้ว ยังไม่เห็นว่าราคาข้าวเปลือกทั้งข้าวเจ้า-ข้าวเหนียวจะขยับถึง 10 บาทเลย เทียบไม่ได้กับราคาปุ๋ยที่ขึ้นเอาขึ้นเอา
นึกเล่นๆ นะ...หากสักวันบุญพาวาสนาส่ง ได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ล่ะก็ ผมจะเสนอขึ้นราคาข้าวเปลือกเป็น "เม็ดละบาท" ให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยว่า กระดูกสันหลังของชาติสำคัญแค่ไหน
...ย้อนกลับมาพูดถึงหนังที่นัดหมายจะไปดูกับพรรคพวกนั้น มีชื่อเรื่องว่า "Green Zone" ครับ เพิ่งเข้าโรงฉายเมื่อวันที่ 12 มีนาคมนี่เอง ตามเรื่องย่อเป็นหนังแนวสงครามออกไปทางดรามาหน่อยๆ
ทำนองว่า...ตัวเอกของเรื่องได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญในการตรวจหาคลังอาวุธขนาดใหญ่ที่เชื่อว่าซุกซ่อนอยู่ใต้ทะเลทรายในอิรัก แต่ในระหว่างปฏิบัติการนั้นกลับพบเรื่องราวบางอย่างที่แอบแฝงอยู่ในการทำงานของหน่วยงานอื่น ภายใต้สถานการณ์ สถานที่ และเวลาที่บีบคั้น ซึ่งจะนำไปสู่สงครามครั้งใหญ่ที่สุด..ประมาณนี้แหละ
จริงๆ แล้วก็ไม่ได้เป็นหนังที่ทุ่มทุนสร้าง หรือฮิตติดอันดับอะไรมากนักหรอก เพียงแต่ผมชื่นชมบทบาทการแสดงของ "แมตต์ เดมอน" ผู้รับบทเป็นตัวเอกของเรื่อง เพราะประทับใจมาตั้งแต่แกรับบทเป็น "เจสัน บอร์น" ในหนังไตรภาคเรื่อง "The Bourne" โน่นแล้ว...คนอะไรแสดงได้ "เจ๋ง" เป็นบ้าเลย
เอาเถอะครับ...แม้จะยกเลิกนัดหมายดูหนังไปแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีหนังไทยฟอร์มยักษ์ที่พร้อมฉายแล้วตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคมนี้ ในชื่อเรื่อง "กองทัพเสื้อแดงยึดเมืองหลวง" ให้ผม รวมทั้งท่านทั้งหลายได้ดูกันโดยไม่ต้องเสียสตางค์เข้าดูในโรงหนัง
หนังฟอร์มยักษ์ที่ว่า "คนหน้าเหลี่ยม" รับบทแสดงเอง ทั้งควักกระเป๋าทุ่มทุนสร้างก็หลายร้อยล้านบาท ไม่นับค่าตัวนักแสดงหัวละสิบล้าน...ตัวดังๆ ทั้งไอ้หัวขวด หัวครก ไอ้เก่งจอมถีบ แรมบ้า อริสมาร หมอโหวงเหวง นักรบหลงยุค เสธ.ผีบ้า นายพลระเบิดขวด ฯลฯ มารับงานเล่นบทกันเพียบ
ดูจากการถ่ายทำแล้ว ผมว่าหนังเรื่องนี้ม้วนเดียวคง "จอด"เอ้ย! "จบ" ไม่ยืดเยื้อหรือมีภาคต่อเป็นแน่ เพียงแต่ว่าจะจบแบบเลือดสาด หรือจบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง หรือใครจะเป็นพระเอกขี่ม้าขาว ใครจะกลายเป็นผู้ร้าย หรือทั้งพระเอกทั้งผู้ร้ายจะชักแหง็กๆ ไปตามๆ กัน
อึดใจเดียวครับ...ได้รู้กัน!








